ประสบการณ์การต่อสู้ของเซียวจิ่งหยวนน้อยเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่เคยพบเจอกระบวนท่าประหลาดของเซินอู๋ปิ้งมาก่อนแขนเป็นเหมือนเชือกยาวพัวพันไปมาทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจนขนลุก
เซียวจิ่งหยวนบินถอยกลับไปอย่างตกใจด้วยความว่องไวปานสายฟ้า
ทว่าเซินอู๋ปิ้งกลับมีระดับบำเพ็ญสูงความเร็วไม่เป็นรองใครยืดแขนยาวให้เหยียดตรงดั่งหอกพุ่งเข้าใส่เซียวจิ่งหยวนตั้งแต่ที่เขายังไม่ทันได้เหาะหนีแขนยาวดุจหอกพุ่งผ่านชั้นอากาศตรงสู่หัวใจของเซียวจิ่งหยวนภายในพริบตา
เซียวจิ่งหยวนไม่อาจหลบหลีกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ทันหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด คาดว่าเขาคงถูกหอกแขนพุ่งทะลุผ่านหัวใจจนตาย กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนล่องลอยอยู่ระหว่างโลกและสวรรค์
ความเป็นและความตายทำให้เซียวจิ่งหยวนหน้าซีดเซียวในทันที...
แต่ในระหว่างที่ชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายเซินอู๋ปิ้งกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนยอมวางมือแล้วขี่กระดองเต่าบินหนีขึ้นสูง
ฟึ่บๆๆ ...
ในขณะเดียวกันนั้นเองมีเข็มบินหลายเล่มพุ่งตรงเข้ามาพร้อมเสียงแผ่วเบา เข็มบินเปล่งประกายวิบวับเหล่านั้นเล็กบางราวเส้นผมปรากฏขึ้นกลางท้องนภาด้วยความรวดเร็วดุจสายฟ้า
หากเมื่อครู่เซินอู๋ปิ้งยังอาฆาต ดึงดันหมายอยากฆ่าเซียวจิ่งหยวนให้ตายคาดว่าคงถูกเข็มบินโปรยปรายลงมาเจาะจนเป็นรูพรุน
“ข้าประมาทเจ้าเกินไป”
เซินอู๋ปิ้งก้มมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านล่างด้วยแววตาอันเยือกเย็นตอนนี้ตราประทับเขาเกิ่นซานตกไปด้านล่างแต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดตราประทับถึงนิ่งงันไร้การเคลื่อนไหว
คุณชายรูปงามยังคงปลอดภัยมือเรียวงามจับเข็มบางยาวไว้แผ่วเบาปลายนิ้วของเขาขยับไปมาด้วยความคล่องแคล่วประหนึ่งกำลังเล่นปักผ้า
เห็นได้ชัดว่าฝนเข็มแน่นหนาบนท้องฟ้าราวฝูงปลาที่แหวกว่ายไปมาอย่างสบายอารมณ์เหล่านี้เกิดจากการสะบัดนิ้วของเขา
ท่ามกลางฝนเข็มที่โปรยปรายลงมาเหมือนไร้พิษภัยกลับคละคลุ้งเต็มไปด้วยกลิ่นไอบางอย่างซุกซ่อนอยู่
เซินอู๋ปิ้งเข้าใจดีว่าหากตนประมาทโดนฝนเข็มที่โปรยปรายลงมาดั่งดาวตกนี้แทงเข้าแม้บำเพ็ญตนจนถึงขั้นหลอมรวมพลังแล้วก็ตาม ทว่าคงโดนเข็มเหล่านั้นเจาะผ่านอาคมป้องกันจนอาจระเบิดตาย
เมื่อพลังยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่ากลัวของเข็มบางเหล่านี้ได้มากเท่านั้นประมาทมิได้เป็นอันขาด!
เซินอู๋ปิ้งจับจ้องพลางเอ่ยถาม “เจ้าเป็นใครกันแน่อาจหาญมาสู้กับพวกข้าเช่นนี้ ไม่รู้หรือว่าผู้อาวุโสเต่าศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นอาจารย์ของพวกข้าน่ากลัวเพียงใด”
“ถ้ารู้แล้วจะทำสิ่งใดเช่นนั้นหรือ” คุณชายรูปงามพูดตอบอย่างสบายอารมณ์“ขอเพียงขังพวกเจ้าไว้ที่นี่ แล้วจะมีใครมารู้ได้เล่าว่าผู้ใดเป็นคนลงมือทำ”
“ฮ่าๆ !” เซินอู๋ปิ้งตะลึงงันก่อนหัวเราะร่าออกมาด้วยความโกรธเคือง “จะขังพวกข้าไว้เช่นนั้นหรือ กล้าดีนี่เจ้าอย่าคิดว่าใช้เพียงแค่ค่ายกลแปลกประหลาดนั่นแล้วจะสามารถยกตนข่มได้...”
เขาก่นด่าไปพลางโบกมือเรียกให้ตราประทับเขาเกิ่นซานลอยกลับมาอยู่บนมือ ในเวลาเดียวกันนั้นเขาก็ชูตราประทับขึ้นสูงก่อนเริ่มร่ายอาคม
ตราประทับเปล่งแสงสาดส่องไปทั่วถ้ำหินเมื่อแสงอันงดงามเหล่านั้นสอดประสานกัน กลิ่นไอลึกลับก็ลอยคลุ้งกระจายไปทั่ว
ไอสีครามแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ราวคลื่นยักษ์กลางทะเลใหญ่ที่ซัดสาด
“ปราณพิฆาตเหมันต์ทมิฬ!”
สีหน้าของคุณชายรูปงามเคร่งเครียดดวงตากลับกลอกไปมาอย่างลังเล
“ปราณพิฆาตหรือ”
เซียวจิ่งหยวนตกใจ ทันทีที่แสงสีครามประหลาดสาดส่องอุณภูมิที่ร้อนระอุภายในถ้ำก็เย็นยะเยือกลงในเสี้ยวพริบตา
ปราณพิฆาตอันหนาแน่นกระจายตัวไปตามแสงสีครามปกคลุมทั่วทุกซอกมุมภายในถ้ำ เพียงเวลาไม่นานลาวาที่ร้อนระอุก็แข็งตัวและมีน้ำแข็งเกาะอย่างรวดเร็ว
เพียงปราณพิฆาตถูกปลดปล่อยออกมาก็มีพลังที่น่าสะพรึงมากถึงเพียงนี้แล้วช่างน่าหวาดผวายิ่งนัก แม้แต่คุณชายรูปงามเองยังไม่กล้าเข้าไปสัมผัสพลังนั้น
เซียวจิ่งหยวนหนาวสั่นเหาะร่อนลงด้วยความรีบร้อนก่อนกระซิบถาม “เป็นอย่างไรบ้าง หากทนไม่ไหวพวกเราหนีกันก่อนเถิด...ไม่เป็นไรหรอกหากต้องหนี”
“ตกลง!”
แววตาของคุณชายรูปงามอิดออดเล็กน้อยทว่าเมื่อเห็นแสงสีครามเข้มที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆเขาจึงทำได้เพียงแกว่งมือเก็บเข็มบางที่อยู่เต็มฟ้ากลับมา ก่อนจะหยิบธงเล็กขึ้นมาโบกสะบัด
ฟู่ว
สายลมพัดพาให้ธงเล็กทั้งหลายสิบฝืนปลิวว่อนไปทั่วพื้นที่แสงสว่างสอดประสานกันอย่างวิเศษสวยงามประหนึ่งหยาดฝนโปรยปรายอยู่ท่ามกลางผืนธงภายใต้สายฝนที่โปรยปรายลงมา ไม่ว่าจะเป็นลาวาที่คุโชน หรือปราณพิฆาตที่หนาวเย็นล้วนไม่สามารถระรานเข้ามาได้แม้แต่นิดเดียว
ทว่าต่อให้เป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งมากสักเพียงใดก็ทำได้เพียงป้องกันเท่านั้นไม่มีพลังมากพอในการโจมตีกลับ ดังนั้นจึงไม่อาจโจมตีศัตรูที่อยู่ภายนอกได้
คุณชายรูปงามขุ่นเคืองโบกสะบัดผืนธงทำให้แสงระยิบระยับงดงามเข้ามาห่อหุ้มเขาและเซียวจิ่งหยวนไว้ก่อนพุ่งตรงไปยังปากถ้ำ
“ตอนนี้อยากหนีเช่นนั้นหรือ สายไปแล้ว!”
ในขณะเดียวกันนั้นเองเซินอู๋ปิ้งคลี่ยิ้มอย่างชั่วช้าตราประทับมาปรากฎอยู่หน้าปากถ้ำด้วยความเร็วปานสายฟ้า พลังชั่วร้ายสีครามลอยคลุ้งเข้ามาปิดปากถ้ำไว้จนไม่เหลือช่องว่าง
และทันใดนั้นเองเซินอู๋ซางก็กู่ร้องออกมาด้วยความดีใจที่ตนได้ขึ้นไปขี่อยู่บนคอปักษาเหล็กเหมือนว่าเขาจะทำลายใช้อาคมสะกดปราบปักษาเหล็กได้สำเร็จก่อนบังคับให้ปักษาเหล็กสยายปีกบินตรงมา
ปราณพิฆาตจากตราประทับขวางทางอยู่ด้านหน้าปักษาเหล็กไล่ต้อนมาด้านหลัง
การโจมตีเข้ามาพร้อมกันจากทั้งหน้าและหลังปราณพิฆาตอันเยือกเย็น รวมไปถึงลมและไฟที่คละคลุ้งกำลังพลุ่งพล่านดุจคลื่นยักษ์การรวมกันของพลังทั้งสองทั้งแข็งแกร่งและอันตราย ต่อให้มีค่ายกลคอยขวางกั้นอยู่ทว่าเซียวจิ่งหยวนยังรู้สึกถึงความน่ากลัวของพลังอันยิ่งใหญ่นี้ได้อย่างชัดเจน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณชายรูปงามมักแสดงออกว่าได้เตรียมการและคำนวณมาอย่างแม่นยำโดยตลอด แต่ครั้งนี้เขากลับมีท่าทีตกใจไม่สงบอีกต่อไปแล้ว...
“ทำอย่างไรดี”
คุณชายรูปงามกำเสาธงไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาวความประหม่าและกังวลเปี่ยมล้นอยู่เต็มอก เขาพยายามคิดหาวิธีรับมือไปพร้อมดวงตาที่ไหวหวั่นทว่ากลับคิดไม่ออกเลยสักวิธีการเดียว
“ค่ายกลต้านไว้ไม่ได้หรือ” เซียวจิ่งหยวนเอ่ยถามอย่างจริงจัง
“อาจจะได้” คุณชายรูปงามตอบ “การโจมตีเพียงหนึ่งหรือสองครั้งไม่สามารถทำลายค่ายกลนี้ได้หรอกแต่ถ้าหากค่ายกลสั่นไหวจะต้องปรากฏรอยร้าวออกมาแน่นอน...อย่างมากที่สุดคงต้านไว้ได้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น...”
“เท่านี้ก็พอแล้ว!”
เซียวจิ่งหยวนคลี่ยิ้มเล็กน้อยรีบยัดถุงผ้าใส่มือของคุณชายรูปงามก่อนพูดขึ้นว่า “เมื่อใดที่เจ้าออกไปจากสระกระบี่นี้ได้ช่วยเอาบัวขาวจิตกระจ่างเหล่านี้ไปส่งที่สำนักศึกษาตงหลีที มอบให้แก่คนที่ชื่อว่าตู้หนานซานหรือฟางเส้าไป๋ก็ได้...”
เขาหายวับออกจากค่ายกลอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค
ยามนี้เซียวจิ่งหยวนปรากฏกายยืนนิ่งอยู่กลางอากาศพลางสูดหายใจเข้าลึก หลังจากนั้นเพียงเสี้ยวพริบตารอบกายของเขาก็โลดแล่นเต็มไปด้วยแสงสายฟ้าอันเจิดจ้า
แสงสายฟ้าสีเงินสว่างวิ่งแล่นอยู่กลางอากาศดั่งอสรพิษดึงดูดพลังแม่เหล็กทั้งหมดจากรอบด้านให้พุ่งตรงเข้ามาอย่างบ้าคลั่งก่อตัวเป็นเกราะแสงทรงกลมอย่างรวดเร็ว
เปรี๊ยะๆๆ ...
พลังแม่เหล็กที่บางเฉียบดั่งใยแมงมุมเหล่านี้สร้างปฏิกิริยาโต้กลับอันรุนแรงขึ้นทันทีหลังสัมผัสโดนสายฟ้าก่อนจะระเบิดออกกลายเป็นอสรพิษสีเงินดั่งสายฟ้าแลบ
อสรพิษสีเงินบินฉวัดเฉวียนวนไปมารอบกายเซียวจิ่งหยวนรวมตัวกันกลายเป็นลูกกลม
ในยามนี้มุกสายฟ้าแม่เหล็กขนาดใหญ่เม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศเปลวไฟอันสวยงามลุกโชนส่งพลังอันตรายออกมาเช่นเดียวกัน
“มุกสายฟ้าแม่เหล็กเป็นไปได้อย่างไรกัน”
เซินอู๋ปิ้งตกตะลึงจนอ้าปากค้างทันทีที่ได้เห็นภาพตรงหน้ามุกสายฟ้าแม่เหล็กไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา เพราะเป็นสิ่งป้องกันตัวที่ผู้อาวุโสเต่าศักดิ์สิทธิ์เป็นคนมอบให้แก่เขา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเขาใช้มุกสายฟ้าแม่เหล็กมาหลายครั้งทำให้เขาไวต่อพลังของมุกสายฟ้ามากดังนั้นเขาจึงรู้ทันทีหลังเห็นแสงสายฟ้าที่เปล่งประกายออกมาจากตัวของเซียวจิ่งหยวน
“ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่...”
ทว่าเซินอู๋ปิ้งกลับส่ายหน้ารู้สึกว่าสมองของตนนิ่มดังแป้งเปียก เพราะในความทรงจำของเขา มุกสายฟ้าคืออาวุธวิเศษไม่อาจสร้างขึ้นตามอำเภอใจได้
แต่การตอบสนองของเซินอู๋ซางเร็วยิ่งกว่าทันทีที่เห็นเซียวจิ่งหยวนยืนอยู่กลางอากาศ เขาก็รีบพุ่งปรี่ไปหาอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าเป็นมุกสายฟ้าแม่เหล็กหรือไม่
ขณะนั้นเซินอู๋ปิ้งก็เข้าใจแผนการของเซียวจิ่งหยวนเขาละทิ้งสีหน้าอันหยิ่งยโส ก่อนรีบตะโกนด้วยความหวาดกลัว “เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง...ศิษย์น้อง รีบถอยออกมาเสีย เขาต้องการจะลากพวกเราให้ตายไปพร้อมกับเขา!”
เพราะเสียงตะโกนของเซินอู๋ปิ้งเซินอู๋ซางจึงเรียกสติกลับมาได้ เห็นเพียงเซียวจิ่งหยวนที่เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่แผ่รังสีอันสวยงามออกมาจากร่างกาย
ทว่าสิ่งนี้กลับยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะประเด็นสำคัญคือแสงสีเงินเรืองรอง อสรพิษสายฟ้าที่เลื้อยไปมาอย่างบ้าคลั่งและกลิ่นไอแห่งการทำลายล้างที่ปรากฏขึ้นมาล้วนกำลังพุ่งตรงมาทางตนหมายให้เขาต้องพินาศไปพร้อมกัน
เซินอู๋ซางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้ดีว่าพลังทำลายล้างของมุกสายฟ้าแม่เหล็กนั้นน่ากลัวเพียงใด ดังนั้นในยามที่ต้องใช้งานมุกสายฟ้าแม่เหล็กเขาจึงมักบินหนีไปให้ไกล ไม่เคยเข้าใกล้มุกสายฟ้าแม้แต่ก้าวเดียวทว่าในตอนนี้สิ่งที่ดูคล้ายมุกสายฟ้ากลับกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเขา...
เมื่อคิดถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นเซินอู๋ซางก็รีบปล่อยปักษาเหล็ก แล้วขี่กระดองเต่าหนีไปอย่างไม่ลังเล
แต่ช้าไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
เพราะในตอนนั้นเองเซียวจิ่งหยวนพุ่งเข้าปะทะกับช่วงท้องของปักษาเหล็กมุกสายฟ้ารอบกายระเบิดออกในทันที เวลานั้นเขารู้สึกว่าบนโลกมีเพียงเสียงระเบิดของสายฟ้าที่ดังสนั่นไปทั่วจนหูแทบดับ
มุกสายฟ้าระเบิดออกดั่งดอกไม้ไฟในงานเทศกาลสร้างประกายไฟให้บานสะพรั่งปกคลุมไปทั่ว เกิดเป็นภาพที่ตระการตาสวยงามจนเกินบรรยาย
“ไม่นะ!”
ท่ามกลางความมึนงง เซียวจิ่งหยวนเหมือนได้ยินเสียงคนมาร้องไห้อยู่ที่ข้างใบหูแต่เขากลับอ่อนล้า ร่างกายและจิตวิญญาณของเขากำลังล่องลอยไปสู่ท้องฟ้าอันแสนไกล
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเพียงใดกว่าที่เขาจะเริ่มได้สติและลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างมึนงง ทว่าใบหน้ากลับประหนึ่งยังตื่นไม่เต็มที่...