“เฮ้! กาโต้... วันนี้ดันเจี้ยนที่เขตนายเป็นไงบ้าง”
ชายคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นทันทีที่เห็นกาโต้นั่งจิบกาแฟอยู่บริเวณมุมหนึ่งของชั้นลอยภายในร้าน
“ก็แย่ในระดับหนึ่งน่ะ”
กาโต้ตอบกลับอีกฝ่ายอย่างไม่เค็มไม่จืด
“ระดับหนึ่ง?”
เสียงทวนคำพูดสั้น ๆ แสดงความแปลกใจของชายคนดังกล่าวได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงถอดถอนหายใจจากกาโต้
“วันนี้มีพวกกิลด์ใหญ่ส่งฮันเตอร์ระดับซิลเวอร์มากันหลายทีมผลประกอบการเลยไม่ค่อยสู้ดีนัก”
“นึกว่าจะมีแค่เขตฉันเท่านั้นซะอีกเฮ้อ... ทางฉันตอนแรกพอเห็นพวกกิลด์ใหญ่ก็เกือบถอดใจเหมือนกันยังดีที่มีกลุ่มของไฮเน่มาชิงตัดหน้าราชาจากเจ้าพวกนั้นไปซะก่อน โคตรสะใจเป็นบ้า”
“เออยินดีด้วย... แต่ดูท่าหลังจากนี้พวกเราคงลำบากมากกว่าหากเจ้าบ้าพวกนั้นยังขยันกันต่อไปแบบนี้”
กาโต้ตอบรับกึ่งค้านกึ่งเห็นใจทั้งอีกฝ่ายและตัวเอง
“นั่นสินะฮันเตอร์แบบเราจะเอาไรไปต่อต้านพวกนั้นได้— อะ... สงสัยนายจะมีแขกฉันขอตัวไปดูบอร์ดประมูลก่อนแล้วกันนะ”
ชายคนดังกล่าวจากไปและถูกแทนที่ด้วยเด็กหนุ่มลูกเสี้ยวคนหนึ่ง
“ว่าไง...นั่งก่อนสิ”
กาโต้แย้มยิ้มและผายมือเชื้อเชิญให้นั่งลงอย่างกันเอง
“ขอบคุณเรื่องก่อนหน้านี้นะครับและต้องขอโทษด้วยที่เสียมารยาท”
เรย์โค้งศีรษะแสดงความขอบคุณและขอโทษคำรบหนึ่งก่อนนั่งลงตามคำเชื้อเชิญ
“ไม่ต้องใส่ใจหรอกเป็นฉันเองก็คงไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าง่าย ๆ เหมือนกัน”
เรย์เห็นกาโต้ยิ้มให้อย่างไม่ถือสาพร้อมกับยกกาแฟขึ้นจิบเบาๆ เราสั่งอาหารว่างและเครื่องดื่มเพิ่มไม่กี่อย่างเมื่อพนักงานเดินจากไปเราจึงหันมาจ้องมองกันด้วยสายตาพินิจพิจารณาอย่างจริงจัง
“ผมอาซากุระ เรย์ครับ”
“ฉันซาซากิ กาโต้ยินดีที่ได้รู้จัก”
“ว่าแต่ต้องการจะถามอะไรฉันล่ะอาซากุระคุง?”
“ช่วยเรียกชื่อจริงของผมแทนเถอะครับ”
เรย์แสดงท่าทีเปิดรับเป็นมิตรอย่างที่ไม่ค่อยได้ทำสักเท่าไหร่นัก
“โอ้งั้นช่วยเรียกฉันว่ากาโต้ด้วยก็แล้วกันนะ”
“นี่ครับคุณ...กาโต้ คุณพนักงานคนนั้นฝากให้มาคืน”
เขายื่นตราเข็มกลัดรูปดาบที่มีตัวเรือนทำจากแร่เงินและสลักเป็นวงแหวนล้อมรอบส่งคืนให้เจ้าของ

“อา...ดันลืมของสำคัญไว้ซะได้ ขอบใจนะ”
กาโต้รับไว้พร้อมกับจ้องมองไปที่มันอย่างมีความหมาย
“ตราของฮันเตอร์เป็นแบบนี้เหมือนกันหมดเลยหรือเปล่าครับ”
“ไม่หรอกฮันเตอร์นั้นจะถูกไล่ระดับจาก บรอนซ์ ซิลเวอร์ โกลด์ แพลทินั่ม โอริฮาลก้อนและอาดามันไทท์ ซึ่งฉันเป็นฮันเตอร์ระดับซิลเวอร์ตรานี่เลยเป็นแร่เงินอย่างที่เห็น”
“แปลว่าถ้าผมสอบเข้าเป็นฮันเตอร์ก็ต้องเริ่มที่ระดับบรอนซ์ก่อนสินะครับ”
“ผิดแล้วเธอจะได้รับเพียงบัตรแสดงตัวแต่จะยังไม่มีตราเป็นของตัวเองจนกว่าจะทำเงื่อนไขครบเพื่อเลื่อนขั้นเป็นบรอนซ์”
“เงื่อนไข?”
เขาทวนคำอย่างต้องการข้อมูลเพิ่ม
“ผู้ตื่นรู้ทั่วไปก็สามารถสมัครเป็นฮันเตอร์ได้ง่ายๆ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ เพียงแต่ว่าการจะเลื่อนระดับของตนเอง ทำได้ด้วยกันสองวิธี”
กาโต้ชูนิ้วชี้ขึ้นหนึ่งนิ้วแล้วอธิบายต่อ
“หนึ่งนำวัตถุดิบจากดันเจี้ยนมาลงขายในตลาดกลางโดนคะแนนพอยท์จะขึ้นอยู่กับความหายากของไอเทมที่นำมาขายและจะถูกบันทึกผ่านลงในสถิตข้อมูลของทางสมาคม เมื่อคะแนนถึงกำหนดก็จะสามารถเข้ารับการทดสอบเพื่อเลื่อนคลาส”
“แล้วหากมีคนใช้เงินกว้านซื้อไอเทมมาเพื่อเพิ่มคะแนนพอยท์ของตัวเองล่ะครับ”
“การทดสอบที่ทางสมาพันธ์จัดขึ้นก็มีเพื่อการนี้แหละมันไม่ใช่อะไรที่จะผ่านไปได้ง่ายหรอก หากฝีมือไม่ถึงขั้นจริง ๆ”
“แล้วอีกวิธีล่ะครับ”
กาโต้ชูนิ้วกลางเพิ่มเป็นสองนิ้ว
“ส่วนวิธีสุดท้ายนั้นก็คือเข้าร่วมการแข่งขันที่ทางสมาพันธ์และรัฐบาลจัดขึ้นทุกๆ สี่เดือน โดยกฏกติกาเงื่อนไขการแข่งขันจะถูกเปลี่ยนไปทุกปี เป็นอะไรที่ยากที่สุดเลยก็ว่าได้สมาคมจะเชิญเหล่าหัวหน้ากิลด์ระดับสูงต่าง ๆ มาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินหรือไม่ก็เป็นผู้คุมสอบ ยิ่งหากในปีนั้นมีใครแสดงความโดดเด่นหรือมีแววเข้าตาเหล่ากิลด์ใหญ่ก็พร้อมส่งเทียบเชิญให้เข้าร่วม มุ่งหวังให้ฮันเตอร์มีความต้องการยกระดับตนเองสูงขึ้น
ผู้เข้าชมไม่ได้มีเพียงผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลผู้เกี่ยวข้องในวงการเวทมนตร์ยังมีธุรกิจเอกชนและผู้ประสงค์เข้าชมการแข่งขันทั้งในและนอกประเทศกระทั่งนักวิจัยรวมถึงแมวมองกลายเป็นเวทีแสดงความสามารถของเหล่าผู้ตื่นรู้อย่างแท้จริง”
กาโต้หยุดอธิบายเล็กน้อย พยักพเยิดใบหน้าไปทางด้านหลังที่มีคนกำลังยืนมุงอยู่รอบๆ หน้าจอโฮโลแกรมภายในร้าน
“ตรงนั้นน่ะเป็นหน้าจอแสดงสินค้าที่ฮันเตอร์นำมาเข้าตลอดกลางกับทางร้าน ซึ่งพอยท์ที่ได้ก็มาจากตรงนี้อย่างที่ว่าไปนั่นแหละ”
“คึกคักกันดีจังเลยนะครับ”
เรย์มองภาพที่ทุกคนกำลังยืนดูสินค้าตัวเองถูกวางขายในตลาดและพูดคุยกันอย่างออกรส
“ถึงบางครั้งมันจะทำเงินได้ดีกว่าอาชีพอื่นๆ แต่นั่นก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงที่ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง...เธอน่ะถ้ายังมีครอบครัวที่รักให้กลับไปหาล่ะก็ อย่ามาเป็นฮันเตอร์เลยจะดีกว่า”
“แล้วครอบครัวคุณกาโต้ล่ะครับ...”
“มีสิ... ฉันมี”
กาโต้ยิ้มเศร้าเล็กน้อยซึ่งเรย์เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขอโทษอีกฝ่าย
“ฮ่าฮ่าไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก ครอบครัวฉันยังอยู่ดี… ดูจากแววตาของเธอแล้วคงไม่เปลี่ยนใจเลือกทางเดินนี้แน่ใช่ไหม”
อีกฝ่ายเปลี่ยนสีหน้ากลับมายิ้มแย้ม ไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองเพิ่ม
“มีคนคนหนึ่งเคยบอกผมว่าถึงตอนนี้จะไม่มีเป้าหมายก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีความพยายามวันหนึ่งก็จะพบสิ่งที่ตัวเองอยากทำ...ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองพบสิ่งที่ว่านั่นแล้ว”
กาโต้คิดในใจว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะต้องเคยได้รับความทุกข์ยากมามากมายแล้วเป็นแน่แท้ดังนั้นตอนที่กล่าวคำพูดออกมา ถึงได้แสดงสีหน้าเจ็บปวดขนาดนี้
“เธอผ่านการตื่นรู้มานานเท่าไหร่แล้วล่ะ”
กาโต้ถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“แปดปีที่แล้วครับ”
เขาก็ตอบอย่างเรียบง่ายไม่ปิดบังเช่นกัน
“!”
คำตอบของเขาที่คัดแย้งกับความเป็นมือใหม่ยิ่งทำให้กาโต้แสดงสีหน้างุนงงสงสัยมากขึ้นเรย์จึงเล่าถึงเรื่องที่ตนเองตกอยู่ในสภาพโคม่านานถึงแปดปีอย่างที่เคยเล่าให้อะงุนิฟัง
“ฉันจำได้ว่าเหตุการณ์เฟิร์สอิมแพคเมื่อแปดปีก่อนมีอัตตราผู้รอดชีวิตต่ำมาก...ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าเธอจะเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น”
คริสต์มาสสีชาดนับเป็นเหตุการณ์แรกสุดในช่วงเฟิร์สอิมแพคที่ผู้คนยังตั้งตัวไม่ทัน เป็นช่วงเวลาที่อัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยไม่ทันได้รู้หลักสำคัญของดันเจี้ยน คนส่วนใหญ่มักตายไปแบบนั้นตลอดระยะเวลาครึ่งปีแรก
“ฉันผ่านการตื่นรู้เมื่อสี่ปีก่อนคงไม่อาจเอาความยากลำบากของตัวเองไปเทียบกับดันเจี้ยนระลอกแรกที่พวกเธอเผชิญได้”
กาโต้กล่าวเช่นนั้นเพราะเข้าใจถึงความยากลำบากที่ต้องเผชิญดี
“ครับ...มีหลายสิ่งสูญเสียไปมากมาย และทำให้ผมได้มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้”
เขากล่าวพร้อมกับกอดเก็บความทรงจำของพวกพ้องไว้ในใจ
กาโต้เปลี่ยนหัวข้อพูดคุยกะทันหันอาจจะเพราะเห็นอารมณ์อ่อนไหวผ่านน้ำเสียงของเด็กหนุ่มไม่ต้องการให้กระทบความรู้สึกมากเกินไป
“เอาอย่างนี้ดีไหมตอนนี้ฉันกำลังคิดตั้งทีมประจำของตัวเองอยู่พอดี ไหน ๆ เธอก็ว่างอยู่ทำไมเราไม่ลองมาลุยด้วยกันดูสักตั้งล่ะ?”
ไม่ใช่ว่ากาโต้ไม่เคยมีทีมเป็นของตัวเองแต่คน ๆ อื่นนั้นไม่ตายก็ถูกพวกกิลด์ดึงตัวไปจนหมดทำให้ปัจจุบันได้แต่ไปเป็นแขกรับเชิญเมื่อมีทีมที่กำลังขาดคน
“คุณกาโต้ไว้ใจมือสมัครเล่นแบบผมด้วยหรือครับ”
เรย์มองสบตาไปที่อีกฝ่ายอย่างจริงจังพร้อมตั้งคำถาม
“ฉันเองก็เริ่มต้นด้วยการเดินตามตูดเด็กอายุน้อยกว่าครึ่งหนึ่งมาเหมือนกันเพราะฉะนั้นไม่มีใครเป็นมือใหม่ไปตลอดหรอกนะ”
เหมือนทางกาโต้เองพูดโดยอาศัยอารมณ์กับบรรยากาศที่เด่นชัดช่วยสื่อจนตัวเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะพูดยังไงดี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ
“งั้น...ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ”
“ฮะฮ้า เช่นกัน ๆ”
ทั้งคู่ต่างจับมือกันเพื่อแสดงถึงมิตรภาพที่ได้ก่อร่างขึ้น
“แล้วทำไมคุณกาโต้ถึงไม่เข้าสังกัดกิลด์ใหญ่ล่ะครับด้วยระดับของคุณแล้วไม่น่ามีปัญหานี่นา”
เรย์เอ่ยถามขึ้นอย่างติดค้างในใจเมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีมประจำก็แสดงให้เห็นว่าไร้สังกัดกิลด์ที่ทำงานกันเป็นระบบ
กาโต้เกาหัวตัวเองเล็กน้อยเหมือนไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี
“...จะว่ายังไงดีล่ะฉันเคยสังกัดกิลด์ใหญ่กิลด์หนึ่งมาก่อน มาถึงวันนี้เหล่ากิลด์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสปอนเซอร์ต่าง ๆ รุมเข้ามาไม่หยุดฮันเตอร์ยอดฝีมือดาวเด่นเข้าไปสังกัดใต้ร่มเงาเหล่านั้นการได้เข้าถึงราชาจึงเกิดการผูกขาดขึ้นเปิดโอกาสให้ได้รับอุการณ์สวมใส่ที่แข็งแกร่งกว่า มีวัตถุดิบที่มีมูลค่ามากกว่า
ความเป็นเชิงพาณิชย์ของกิลด์ทำให้พวกเขาต้องแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอดเบียดเบียนฮันเตอร์ระดับรากหญ้า ตักตวงวัตถุดิบระดับสูงผูกขาดไว้ที่กิลด์ระดับเดียวกันพอเห็นพวกเขาซึ่งอยู่ในที่นี้ถูกเอาเปรียบอย่างไม่เห็นหัว มันก็อดรู้สึกโมโหขึ้นมาไม่ได้ฉันไม่อยากจะทำในสิ่งที่ชั้นเกลียด... จะเรียกว่าอุดมการณ์สวยหรูก็ได้ล่ะมั้ง”
ระหว่างที่กล่าวนั้นสายตาก็ทอดมองไปเบื้องล่างเห็นผู้คนบ้างดีใจที่สินค้าตัวเองถูกประมูลขายออกไปบางเศร้าโศกเมื่อสินค้าที่ต้องการถูกประมูลตัดหน้าไปในราคาสูงกว่า คิดถึงความรู้สึกในสมัยก่อนที่ได้ลงดันเจี้ยนกับเพื่อนร่วมกิลด์ด้วยความหวัง
“และที่สำคัญ...ฉันชอบบรรยากาศในร้านแบบนี้มากกว่าที่จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบบางอย่างของพวกกิลด์เหล่านั้น อย่าขำล่ะ...ฉันคิดแบบนั้นจริง ๆ”
กาโต้ไม่กล่าวต่อไปตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพัฒนาการเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือร้ายกิลด์ระดับชั้นนำในยามนี้คลุ้งไปด้วยกลิ่นสาบเงินผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังทุกแห่ง ข้อคำนึกแรกคือทำอย่างไรจึงจะใช้กิลด์ภายใต้ความดูแลเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดสำหรับกาโต้ เขามีความรักที่มีต่อเพื่อนร่วมวงการอาชีพเขาได้ลงทุนลงแรงต่อสู้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเพื่อโลกใบนี้ เขาหวนคิดถึงยุคที่กิลด์เพิ่งก่อตั้งใหม่ๆ ที่ยังไม่คำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตน แต่ในยามนี้ความเสาะแสวงหาที่มีต่อดันเจี้ยนมีเพียงเสาะแสวงหาผลประโยชน์ที่มากขึ้น ๆเพียงอย่างเดียว
ขณะตอนนั้นที่กาโต้เพิ่งออกจากกิลด์ในใจก็ยังไม่ทันได้คิดถึงก้าวถัดไป ใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อเนื่องมาหลายปี อยู่ ๆก็ต้องเปลี่ยนแปลง ตนเองก็รู้สึกปรับตัวไม่ทันเช่นกันตนเพียงอยากตั้งหน้าตั้งตาเดินตามความเชื่อของตัวเองไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก่อนเดินไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะคิดออก
เรย์ยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และเข้าใจมองเห็นสีหน้าของกาโต้ดูเป็นธรรมชาติอย่างมากขณะเอ่ยบุคลิกของอีกฝ่ายทำให้เรย์นึกถึงโทชิโร่
“ไม่ขำหรอกครับ...ออกจะน่านับถือด้วยซ้ำ”
เรย์คิดว่าโลกนี้มีผู้ที่กระเสือกกระสนต่อสู้กับโชคชะตาผู้ที่อยากชดใช้ความผิด ผู้ที่อยากมีครอบครัว ผู้ที่อยากมีความรักผู้ที่อยากเป็นที่ต้องการ ผู้ที่อยากค้นหาความหมายของชีวิตผู้ที่อยากศึกษาวิทยาการต่าง ๆ ผู้ที่อยากมีสิ่งที่ศรัทธา ผู้ที่รักศิลปะการต่อสู้ผู้ที่ชื่นชอบการแข่งขัน ผู้ที่อยากปกป้องคนสำคัญ ผู้ที่มีชีวิตเพื่อทำตามสัญญาผู้ที่สูญเสียทุกอย่าง ผู้ที่ยังเหลือพวกพ้องเคียงข้าง ผู้ที่ฝันถึงอดีตหรือผู้ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
“พอเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควรจิตใจคนเราคงมั่นคงขึ้น ฉันเลยไม่หวั่นไหวง่าย ๆ แม้ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม”
ทุกผู้คนต่างมีเส้นทางที่เลือกเดินขึ้นกับมุมมองด้านคุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่คำพูดของใครจะมาลดทอนได้
“ฮึบ...เอาล่ะ งั้นก็ไปกันเถอะ!”
กาโต้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจหนึ่งที
“ไปไหนครับ?”
เขาเลิกคิ้วถามออกไปอย่างสงสัยถึงพฤติกรรมปุบปับของกาโต้
“อันดับแรกก็ต้องพาเธอไปขึ้นทะเบียนเป็นฮันเตอร์ก่อนน่ะสิแถวนี้มีสำนักงานย่อยของสมาพันธ์ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ด้วย”