THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 46 มหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ (ตอนจบ)


                    “นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายแล้วนะ”

                    เสียงของ NPC นามว่า เวนเดสทร้า กล่าวออกมาอย่างรำคาญเมื่อมองเห็นว่าผู้เข้าทดสอบอย่างราเชลไอซ์กำลังพลาดตกลงมาจากเชือกที่ขึงจากเสาหนึ่งไปยังอีกเสาหนึ่ง  ใบหน้าที่เอือมระอาของเธอในตอนนี้นั้น ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากสีฟ้าอ่อนที่มีรูปไม้กางเขนสีทองแปะไว้บนหน้าผากนั่นอย่างมิดชิด   จนผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับที่ 2ของปัจจุบันไม่อาจเดาอารมณ์ของเธอได้

                    “บ้าที่สุด...”   

                    ราเชลไอซ์สบถให้กับตัวเองเป็นครั้งที่9  ซึ่งมันเท่ากับจำนวนที่เขาทดสอบพลาด  ก็จะไม่ให้มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง  ในเมื่อบททดสอบของเขา  มันคือให้หลบการโจมตีจากเวนเดสทร้าจำนวน 3ครั้ง โดยห้ามโจมตีกลับและต้องอยู่บนเชือกห้ามตกด้วย  แถมเธอก็ให้โอกาสเขาแค่ 10 ครั้งเท่านั้น  แล้วอีกอย่างถ้าให้หลบแค่การโจมตีก็พอได้อยู่หรอก แต่ให้เขาทรงตัวอยู่บนเชือกด้วยนี่...มันออกจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า  เขาไม่ได้มีอาชีพนักสอดแนม  นินจา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีทักษะทรงตัวนะ จะได้ห้อยโหนอย่างอิสระบนเชือกอย่างชำนาญ

                    “ต่อไปครั้งที่ 10  เร็ว ๆ หน่อย...เดี๋ยวฉันต้องไปช็อปปิ้งต่อนะ  อย่าทำให้เสียเวลาหน่อยเลย”   เวนเดสทร้าบ่นออกมาอีกระลอก  น้ำเสียงของเธอนั้นคร้านแบบสุด ๆ  จนทำให้ราเชลไอซ์ต้องกัดฟันแน่นแล้วพยุงร่างขึ้นมา

                ...เจ้านายค่ะ...

                    แว่วเสียงของเรย์น่า  ผู้ติดตามของเขาดังเข้ามาในโสตประสาท  แน่นอนว่าคนที่อยู่รอบข้างย่อมไม่ได้ยิน  เพราะมันเป็นทักษะเผ่าพันธุ์ภูตไม้ของเธอ  ที่สามารถติดต่อกับเจ้านายผ่านทางจิตได้ อีกอย่างเรย์น่าก็ไม่ค่อยแสดงตัวต่อให้คนอื่นนักเพราะเธอมักจะใช้ทักษะเผ่าพันธุ์อำพรางตัวเองตลอด ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าราเชลไอซ์มีผู้ติดตาม   

                    “มีอะไร...เรย์น่า”      ราเชลไอซ์กระซิบตอบอย่างแผ่วเบา

                ...ถ้าไม่ว่าอะไร  ข้ามีคำแนะนำค่ะ...

                    “ว่ามาสิ”

                    ...ค่ะ  โดยปกตินักเวทย์เช่นเจ้านายมักจะใช้พลังเวทย์แทนพลังออร่าอยู่เสมอ แน่นอนว่ามันมีข้อดีคือทำให้ทักษะของนักเวทย์รุนแรงขึ้น  แต่ในทางกลับกันหากเจ้านายนำมาใช้กับการทรงตัวแบบครั้งก่อน ๆ  มันจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ  เนื่องจากว่าพลังเวทย์นั้น  เป็นพลังที่หยิบยืมมาจากพลังธรรมชาติ  จึงไม่สามารบังคับมันได้ดั่งใจนัก ซึ่งมันแตกต่างจากพลังออร่าที่แฝงอยู่ในร่างกายค่ะ  มันบังคับใช้ได้ดีกว่า  เพราะมันแผ่ออกมาจากร่างกายของเรา  ไม่ใช่การดูดซับพลังเหมือนเวทมนต์แล้วค่อยแผ่ออกมา...

                    “เข้าใจแล้ว...เรย์น่าจะบอกผมว่าให้เปลี่ยนไปใช้พลังออร่าในการทรงตัวแทนสินะ”

                ...ค่ะ  เจ้านาย...

                    “แต่ว่าผมเป็นนักเวทย์นะ  พลังออร่าผมไม่ได้ใช้มานานแล้ว  ไม่รู้ว่ามันยังคล่องตัวอยู่หรือเปล่า”

                ...ข้ามั่นใจว่าเจ้านายทำได้ค่ะ...

                    “ขอบคุณนะ...เรย์น่า”

                ...ไม่เป็นไรค่ะ...

                    จากนั้นเสียงของผู้ติดตามเผ่าพันธุ์ภูตไม้ก็หายไป  ราเชลไอซ์หันกลับมาสนใจเวนเดสทร้าอีกครั้ง  ที่ตอนนี้เขารู้สึกว่าเธอกำลังจ้องมองอยู่  แถมจ้องมองในลักษณะที่ว่า  เมื่อไหร่เขาจะขึ้นไปบนเชือกสักที...

                    “หึ”  

                    ราเชลไอซ์ส่งเสียงในลำคอ  พร้อมกับฉีกยิ้มออกมาอย่างยินดี  ซึ่งนั่นทำให้ NPC ที่กำลังทำการทดสอบเขาเอียงหน้าด้วยความสงสัยน้อยๆ   จากนั้นราเชลไอซ์ก็ลองแผ่พลังออร่า  ที่เขาไม่ได้ใช้มานานให้เคลื่อนไปมารอบกาย ก็พบว่ามันไม่ติดขัดอันใดเลยทั้งที่ตัวเองคิดว่ามันคงจะทื่อไปหมดแล้ว

                วูบ!

                    เร็วเท่าความคิดเขาเคลื่อนพลังออร่ากลุ่มหนึ่งให้ไปยังที่เท้าของตัวเอง ก่อนจะออกแรงเล็กน้อยก็สามารถดีดตัวขึ้นสูง แล้วร่อนลงบนเชือกเส้นเดิมเมื่อครู่อีกครั้งอย่างงดงาม  ท่ามกลางความฉงนของเวนเดสทร้า  ที่เธอถึงกับคลายมือที่กอดอกอยู่ออกแทบจะในทันที 

                    “เหมือนจะจับจุดอะไรได้สินะ”     

                    เวนเดสทร้าเอ่ยออกมา  แต่ราเชลไอซ์กลับไม่ได้สนใจมากนัก  เขาลองขยับเท้าไปมาบนเชือก  ก็พบว่ามีความรู้สึกเหมือนเหยียบย่างบนพื้นไม่มีผิด  นั่นคงเป็นพลังออร่าที่ราเชลไอซ์จงใจ  เคลื่อนจากเท้าแล้วให้มันเกาะติดกับเชือกไว้นั้น  มันบังคับได้ดีกว่าพลังเวทย์นั่นเอง

                    “แต่จะหลบได้หรือไม่ได้นั้นมันคนละเรื่อง”

                    ทักษะมนตราเทวะจันทรา    ดวงจิตส่องจันทร์

                    สิ้นคำพูดของเวนเดสทร้า  เธอวนมือเข้าหาตัวเองหนึ่งรอบ  ก่อนจะบังเกิดดวงแสงสีทองขนาดเล็กนับร้อยที่ค่อย ๆ ลอยเข้ามารวมตัวกันบนกลางมือข้างขวาของเธอที่กำลังแบออกนั่น  จากนั้นดวงแสงสีทองที่อยู่บนมือของเธอก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ   เมื่อดวงแสงสีทองเล็ก ๆ  ที่ว่าพุ่งเข้าไปรวมกันอย่างรวดเร็ว   กระทั่งกลายเป็นดวงแสงสีทองขนาดใหญ่   ที่ลอยนิ่งบนมือของเวนเดสทร้า  และพริบตานั้นเองเธอก็ขว้างมันมาที่เขา...

                ฟ้าว!

                วูบ!

                    วินาทีที่แทบจะเป็นการตัดสิน  เขารีบสะกิดเท้าที่เกาะกุมเชือกนั่น  ให้กระโดดคว้างลอยไปในอากาศพร้อม ๆ กับตีลังกากลับหลัง  ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดวงแสงสีทองพุ่งผ่านเฉียดหลังเขาไป  ในระดับเส้นยาแดงผ่าแปด  ก่อนร่างของราเชลไอซ์จะร่อนกลับมายืนอยู่บนเชือกเหมือนเดิม แน่นอนว่ายังความแปลกใจมาให้เวนเดสทร้าเป็นอย่างมาก

                    “1 ครั้งผ่านไป”  

                    ราเชลไอซ์พูดออกมาอย่างได้ใจ  ก่อนจะส่งยิ้มท้าทายให้กับเวนเดสทร้า  และถ้าหากเขาสามารถมองเห็นใบหน้าในตอนนี้ของได้ละก็  ราเชลไอซ์ก็จะพบว่าเธอกำลังยิ้มให้เขาเช่นกัน  แต่หากเป็นการยิ้มในแบบของคนที่กำลังได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจเอามากๆ

                    “อย่าได้ใจนักครั้งที่ 2มันไม่ง่ายหรอกนะ”

                    ทักษะมนตราเทวะจันทรา    ศรพิชิตเดือน

                    พูดจบทักษะโจมตีครั้งที่2 ของ NPC ผู้ทำการทดสอบก็แทบจะถูกเปิดใช้ทันที  ตอนนี้ร่างของเวนเดสทร้าเรืองแสงสีทองอ่อน ๆ  ก่อนจะปรากฏคันธนูแสงสีขาวขึ้นตรงหน้า  และชั่ววินาทีนั้นเธอก็น้าวคันธนูไปด้านหลัง  จนเกิดเป็นลูกธนูสีขาวสว่างจ้าขึ้นมา  จากนั้นนิ้วชี้และนิ้วโป้งของเธอ ที่กำลังจับหางของลูกธนูอยู่ก็ถูกปล่อยออกทันที...

                ฟ้าว!

                    ลูกธนูแสงสีขาวพุ่งมาได้ครึ่งทาง  ก็แยกออกเป็นสามดอกตรงดิ่งเข้าหาเขาอย่างไล่เลี่ยกัน    และแทบจะในทันทีที่สัญชาตญาณของราเชลไอซ์สั่ง  เขาก็พลิกตัวกระโดดขึ้นลอยคว้างกลางอากาศ เป็นผลให้ลูกธนูดอกแรกพุ่งเฉียดสีข้างเขาไป  และทันทีที่ร่างเขาหงายหน้าขึ้นบนท้องฟ้า  ก็พบว่าลูกธนูดอกที่สอง  ได้แหวกอากาศผ่านร่างของเขาไปอย่างหวุดหวิดเช่นกัน และเมื่อราเชลไอซ์พลิกกลับมายืนบนเชือกอีกครั้ง ลูกธนูดอกที่สามก็ตรงดิ่งตามติดมาอย่างกระชั้นชิด...

                วูบ!

                    พริบตาที่ลูกธนูดอกสุดท้ายอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงไม่กี่คืบ   ราเชลไอซ์ก็ตัดสินใจทิ้งร่างของตัวเองลงเบื้องล่าง  ยังผลให้ลูกธนูดอกนั้นเฉียดผ่านปอยผมเขาไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะใช้เท้าข้างขวาที่ผนึกพลังออร่าไว้อยู่นั้น เกี่ยวกับเชือกไว้ได้ทันในช่วงเวลาที่ร่างของตัวเองกำลังจะร่วงสู่พื้น  จนตอนนี้เขาอยู่ในลักษณะห้อยหัวบนเชือกไปเรียบร้อย 

                    “ครั้งสุดท้าย...เจ้าไม่รอดแน่”

                    สิ้นเสียงบอกกล่าวของเวนเดสทร้า  ราเชลไอซ์ก็ถึงกับเบิกตาโพล่งทันที  เมื่อพบว่า NPC ผู้ทดสอบเขา  ได้ตั้งท่าโจมตีอย่างรวดเร็ว  ในขณะที่ตัวเขาเองยังไม่ได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ   แต่ก็คงจะต่อรองไม่ทันแล้วเพราะว่า  เวนเดสทร้าได้สร้างวงแหวนเวทย์สีส้มขนาดเท่าผ่ามือนับ100 วง  ขึ้นมา และแน่นอนว่าตอนนี้มันกำลังกระจายไปทั่วรอบกายของเธอ จากนั้นวงแหวน์เวทย์ที่ถูกสร้างก็เปล่งแสงเรืองรอง  ก่อนจะกลายเป็นดวงแสงสีส้มเท่ากับกำปั้น  ที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวหิ่งห้อยกำลังลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ   และชั่ววินาทีนั้นมันก็พุ่งเข้ามา...

                    ทักษะมนตราเทวะจันทรา    ดวงไฟหิ่งห้อย

                ฟ้าว!  ฟ้าว!   ฟ้าว!

                    หิ่งห้อยแสงสีส้มนับ100 พุ่งเข้าหาร่างของผู้ที่รับฉายาว่าปีศาจน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เสียงหวีดหวิวที่เกิดจากการพุ่งแหวกอากาศของทักษะโจมตีนั้น   ทำให้ราเชลไอซ์ต้องสั่นผวา

                    “ให้ตายเถอะ...ไม่เห็นบอกว่าจะโจมตีด้วยวิธีปิดทางหนีแบบนี้”    ราเชลไอซ์สบถพร้อมกับตีสีหน้าเครียด   แต่กระนั้นเขาก็ยังซัดพลังเวทย์กลุ่มหนึ่งให้กระแทกกับพื้นข้างล่าง  เพื่อใช้แรงที่เกิดจาการกระแทกนั้น  เหวี่ยงตัวเองให้พลิกขึ้นมาอยู่บนเชือกอีกครั้ง 

                    ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง   นัยน์ตาอสูรวิบัติ

                    ดวงตาของข้างซ้ายของราเชลไอซ์เปลี่ยนไป  มันปรากฏดาวหกแฉกสีฟ้าขึ้นมาที่ตาดำแทน  ก่อนที่ทุกอย่างรอบกายของเขาจะดูเชื่องช้าลง   นั่นเป็นเพราะทักษะนี้ทำให้การมองเห็นของราเชลไอซ์เป็นแบบนี้นั่นเอง      จากนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับ 2ของปัจจุบันก็ตัดสินใจ  ใช้พลังออร่าดีดส่งร่างของตัวเองให้ลอยพ้นจากเชือก  เมื่อพบว่ามีดวงไฟหิ่งห้อย 5ดวงกำลังเข้าถึงตัวเขา

                วืด!

                    ราเชลไอซ์ใช้โอกาสที่ระยะของทักษะยังคงอยู่  หลบดวงไฟสีส้มไปอีก 2 ดวง ก่อนจะพบว่าทันทีพลิกตัวหลบได้ก็มีดวงไฟสีส้มอีกเช่นกันกำลังพุ่งเข้ามาอย่างช้าๆ   

                    ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง   ฝ่ามือไอเย็น

                    มือของราเชลไอซ์แผ่ละอองหมอกสีฟ้าจางๆ ออกมา ทันทีที่เรียกใช้ทักษะจบ  พร้อม ๆ กับวาดมือที่ว่านั่นไปทางดวงไฟสีส้มที่กำลังลอยล่องเข้าหา  เป็นผลให้มันถูกแช่แข็งในบันดล   แต่กระนั้นก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่เดิมอยู่  จนราเชลไอซ์ต้องเบี่ยงตัวหลบและกลับมายืนบนเชือกอีกครั้ง ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดวงไฟสีส้มอีกนับสิบกำลังจะถึงตัวเขา

                วูบ!   

                เปรี๊ยะ!   เปรี๊ยะ!

                    ผลลัพธ์เป็นดั่งครั้งแรก  เมื่อราเชลไอซ์วาดมือไปทางดวงไฟนับสิบที่ว่า  ก่อนเขาจะเริ่มทำท่าร่ายรำตวัดวาดมือไปมา  บนเชือก เพื่อส่งไอเย็นที่แผ่จากมือนั้นให้ไปถึงดวงไฟหิ่งห้อยที่เหลือ  จนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งทั้งหมด จากนั้นเขาก็ทำการระเบิดพลังเวทย์ออกจากร่างตัวเองเบา ๆ  เพื่อส่งให้มันไปกระแทกกับดวงไฟสีส้มรูปหิ่งห้อยเหล่านั้น  จนมันเริ่มร้าวทีละนิด ทีละนิด  ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ระยะเวลาของทักษะนัยน์ตาอสูรวิบัติหมดลงพอดี

                เพล้ง!

                    เสียงของดวงไฟหิ่งห้อยก้อนน้ำแข็ง  แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ  ยังผลให้เวนเดสทร้ามีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด  แต่กระนั้นมันก็เพียงครู่เดียว  เพราะเธอตัดสินใจดีดร่างของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่บนเชือกกับราเชลไอซ์ทันที

                    “เยี่ยมจริง ๆ   นึกว่าไม่ผ่านซะอีกนะเนี้ย”     แม้จะกล่าวแบบนั้นแต่ฟังจากน้ำเสียงของเธอ  เหมือนจะไม่ค่อยพอใจเลยสักนิด  แต่กระนั้นราเชลไอซ์กลับยิ้มตอบแบบเด็ก ๆ

                    “เอาเถอะ...ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ...นี่คือรางวัลของเจ้า”       พูดจบเวนเดสทร้าก็ยื่นนิ้วชี้เข้ามาใกล้ที่ใบหน้าของเขา  ก่อนมันจะหยุดชะงักไปเสียดื้อ ๆ  เมื่อมันเหลืออีกไม่กี่เซนติเมตรจะถึงหน้าผาก

                    “มีคนได้ไปแล้วงั้นหรือ”   เวนเดสทร้าพูดกับตัวเองก่อนจะก้มหน้าอย่างครุ่นคิด  ก่อนจะชักมือที่ชะงักค้างนั่นกลับมาที่ตัวเองเหมือนเดิม

                    “หมายความว่าไง”

                    “ก็ตามที่พูดมีผู้เล่นได้ทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไปแล้ว”   

                    “อะไรนะ”   ราเชลไอซ์ถึงกับถลึงตาพรวดเมื่อได้ยิน   

                    “ต้องเป็นพี่เอกอนแน่นอน”     เป็นการพึมพำกับตัวเอง  ที่ไม่ได้ทำให้เวนเดสทร้าเข้าใจด้วยเลย  แต่กระนั้นเธอก็พอจะเดาออกว่าผู้ที่ได้รับทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไป  เป็นคนที่ผู้มาเข้าทดสอบกับเธอรู้จัก

                    “ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่เธอได้ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็งไปสินะ”    ประโยคท้ายเวนเดสทร้าถามผู้เข้าทดสอบของเธอ  ซึ่งทำให้ราเชลไอซ์ต้องเงยหน้าขึ้นมามองดูด้วยความสงสัยทันที

                    “ใช่..มีอะไรหรือเปล่า”

                    “มันไม่สมบูรณ์นะสิ”     ราเชลไอซ์เบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อได้รับรู้ข้อเท็จจริงนี้  มหาเวทย์เยือกแข็งที่เขาอุตส่าห์ตามหามาได้อย่างยากเย็น  ไม่สมบูรณ์อย่างนั้นเหรอ

                    “ไม่สมบูรณ์ยังไง”

                    “เดิมที...มหาเวทย์เยือกแข็งไม่ได้มีชื่อนี้หรอก  แต่เพราะจอมเวทย์ที่ใช้มหาเวทย์บทนี้ในตำนาน  ได้เล็งเห็นถึงพลังที่ล้นหลามของมันเวลาใช้ จึงเกิดความหวั่นวิตกว่าหากวันหนึ่งมันตกไปอยู่ในมือของปีศาจ อาจทำให้โลกเซียเกิดความปั่นป่วนอย่างแน่แท้  จึงได้แยกพลังมันออกเป็นเวทมนต์ 2 บท  บทหนึ่งมีชื่อว่ามหาเวทย์เยือกแข็งที่เจ้าใช้อยู่  อีกบทหนึ่งมีชื่อว่ามหาเวทย์อสูรหิมะ  และเมื่อใดที่เวทย์ทั้ง 2มารวมกันก็จะกลายเป็นมหาเวทย์ผลึกฟ้า ซึ่งเป็นชื่อที่แท้จริงของมัน”     ราเชลไอซ์กลืนน้ำลายตัวเองลงคออึกใหญ่ เมื่อเวนเดสทร้ากล่าวจบลง นี่ถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับเขามาก ๆ

                    “ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”

                    “เด็กน้อย...ในโลกของเซียน่ะยังมีความลับที่เจ้าไม่รู้อีกเยอะ...แต่ก็เอาเถอะถือว่าเจ้าโชคดี  ข้าจะให้ของรางวัลเป็นสิ่งนี้แทนละกัน”

                    “มันคืออะไร”   

                    NPC ผู้ทำหน้าที่ทดสอบเขาไม่ตอบ  กลับยืนนิ่ง ๆ ในกิริยาที่ราเชลไอซ์ไม่มีทางรู้เด็ดขาด  ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่นั่น    และพริบตาที่เขาคิดจะถามซ้ำมือของเธอก็ยกขึ้นจ้ำหน้าผากเขาเสียแล้ว  และพร้อมกันนั้นเสียงของระบบก็ดังขึ้น  ในขณะที่ร่างของราเชลไอซ์ค่อย ๆ ถูกน้ำแข็งเกาะกุมแช่ร่างของตัวเองอย่างช้าๆ

                ‘ผู้เล่นราเชลไอซ์ผ่านการทดสอบ  ได้รับทักษะมหาเวทย์อสูรหิมะค่ะ

                เนื่องจากผู้เล่นราเชลไอซ์ทำตามเงื่อนไขครบ มีทักษะมหาเวทย์เยือกแข็งและทักษะมหาเวทย์อสูรหิมะ  อยู่ในร่างกาย ระบบจึงขอทำการหลอมรวมทั้งสองทักษะโดยอัตโนมัติค่ะ

                กรุณารอเวลา 15 นาที  ระบบกำลังหลอมรวมเวทย์มนต์ทั้งสองบท  ให้กลายเป็นทักษะมหาเวทย์ผลึกฟ้าค่ะ...’

    +++++++++++++++++++++++

                    “ข้าแพ้แล้ว”

                    เสียงของชายชราวัย 70กล่าวอย่างยอมจำนน เมื่อพบว่าเม็ดหมากสีดำสุดท้ายของดราก้อนฟิชนั้น วางลงตรงจุดที่ทำลายพื้นที่หมากขาวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์

                    “อันที่จริงถ้าหากท่าน  เดินต่อโดยวางหมากขาวชิดผมตรงด้านซ้ายเม็ดล่าสุดก็พอจะสร้างช่องหายใจให้กลุ่มหมากตรงมุมขวาได้อยู่นะครับ”   ดราก้อนฟิชแนะนำตามความเห็นของตัวเอง   การทดสอบของเขานั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายเพราะบททดสอบที่ได้รับคือเล่นหมากล้อมให้ชนะตาแก่ NPC ที่มีนามว่า  เต้าหมิง คนนี้

                    “ถึงงั้นก็เถอะ...แต่ถ้าหากดันทุรังเดินต่อ  ก็กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้เจ้ารุกเข้าพื้นที่ของหมากขาวตรงปีกซ้ายได้ง่าย แม้จะป้องกันมุมขวาไว้ได้ สรุปแล้วยังไงข้าก็แพ้ เจ้าเก่งจริง ๆ นั่นแหละ”

                    “ชมผมเกินไปแล้ว”     

                    ดราก้อนฟิชกล่าวอย่างถ่อมตน  อันที่จริงต้องขอขอบคุณปู่ของเขาที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว   ท่านทำให้เขารู้จักหมากล้อมตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ  และก็ฝึกให้เล่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งเก่งขึ้นในระดับหนึ่ง ซึ่งตัวดราก้อนฟิชเองก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ใช้มันในวันนี้

                    “เอาเถอะนี่คือของรางวัลของเจ้า”       พูดจบชายชราคนนั้นก็ยื่นมือจะแตะที่หน้าผากของเขา  แต่ก็ต้องหยุดลงเสียดื้อ ๆ จนดราก้อนฟิชต้องเอ่ยปากถามออกมา

                    “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

                    “มีคนได้ทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไปแล้ว”   ดราก้อนฟิชเอียงหน้าสงสัย แต่ชายชราก็กลับพูดต่อโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

                    “แต่เอาเถอะ...ถึงจะยังไม่มีคนได้ไปแต่เจ้าก็มีอาชีพนักดาบคงจะใช้ไม่ได้หรอก...เจ้ามีเพลงดาบไร้วิญญาณอยู่ใช่มั๊ย”   ประโยคท้ายหันมาถามกับดราก้อนฟิช

                    “ครับ”

                    “งั้นก็เอานี่ไป...เจ้ามีแต่กระบวนท่าดาบแต่ขาดพลังมันก็ไม่ต่างจากต้นไม้ไร้ใบหรอก”   พูดจบชายชราก็แบมือออกข้างตัว สักพักจึงปรากฏกลุ่มละอองฝุ่นกลุ่มหนึ่งขึ้นมา  ที่ตอนนี้มันค่อย ๆ รวมตัวกันกลายเป็นหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง  และเมื่อดราก้อนฟิชรับมาจากชายชราเขาก็ต้องเบิกตากว้างทันที เพราะมันคือตำราที่เขาแทบพลิกหาทั่วเกมส์เซียเมื่อ 12 ปีก่อน

                    “นี่มัน...”   คำพูดของดราก้อนฟิชขาดห้วงไป  พร้อม ๆ กับเสียงของระบบที่แจ้งรายละเอียดก็ดังขึ้น

                    ‘ผู้เล่นดราก้อนฟิชผ่านการทดสอบ ได้รับตำราเคล็ดวิชาพลังวิญญาณอนันต์ค่ะ’

     

    @@@@@@@@@@@@@@@@@@