“นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายแล้วนะ”
เสียงของ NPC นามว่า เวนเดสทร้า กล่าวออกมาอย่างรำคาญเมื่อมองเห็นว่าผู้เข้าทดสอบอย่างราเชลไอซ์กำลังพลาดตกลงมาจากเชือกที่ขึงจากเสาหนึ่งไปยังอีกเสาหนึ่ง ใบหน้าที่เอือมระอาของเธอในตอนนี้นั้น ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากสีฟ้าอ่อนที่มีรูปไม้กางเขนสีทองแปะไว้บนหน้าผากนั่นอย่างมิดชิด จนผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับที่ 2ของปัจจุบันไม่อาจเดาอารมณ์ของเธอได้
“บ้าที่สุด...”
ราเชลไอซ์สบถให้กับตัวเองเป็นครั้งที่9 ซึ่งมันเท่ากับจำนวนที่เขาทดสอบพลาด ก็จะไม่ให้มันเป็นแบบนั้นได้ยังไง ในเมื่อบททดสอบของเขา มันคือให้หลบการโจมตีจากเวนเดสทร้าจำนวน 3ครั้ง โดยห้ามโจมตีกลับและต้องอยู่บนเชือกห้ามตกด้วย แถมเธอก็ให้โอกาสเขาแค่ 10 ครั้งเท่านั้น แล้วอีกอย่างถ้าให้หลบแค่การโจมตีก็พอได้อยู่หรอก แต่ให้เขาทรงตัวอยู่บนเชือกด้วยนี่...มันออกจะเกินไปหน่อยหรือเปล่า เขาไม่ได้มีอาชีพนักสอดแนม นินจา หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีทักษะทรงตัวนะ จะได้ห้อยโหนอย่างอิสระบนเชือกอย่างชำนาญ
“ต่อไปครั้งที่ 10 เร็ว ๆ หน่อย...เดี๋ยวฉันต้องไปช็อปปิ้งต่อนะ อย่าทำให้เสียเวลาหน่อยเลย” เวนเดสทร้าบ่นออกมาอีกระลอก น้ำเสียงของเธอนั้นคร้านแบบสุด ๆ จนทำให้ราเชลไอซ์ต้องกัดฟันแน่นแล้วพยุงร่างขึ้นมา
...เจ้านายค่ะ...
แว่วเสียงของเรย์น่า ผู้ติดตามของเขาดังเข้ามาในโสตประสาท แน่นอนว่าคนที่อยู่รอบข้างย่อมไม่ได้ยิน เพราะมันเป็นทักษะเผ่าพันธุ์ภูตไม้ของเธอ ที่สามารถติดต่อกับเจ้านายผ่านทางจิตได้ อีกอย่างเรย์น่าก็ไม่ค่อยแสดงตัวต่อให้คนอื่นนักเพราะเธอมักจะใช้ทักษะเผ่าพันธุ์อำพรางตัวเองตลอด ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าราเชลไอซ์มีผู้ติดตาม
“มีอะไร...เรย์น่า” ราเชลไอซ์กระซิบตอบอย่างแผ่วเบา
...ถ้าไม่ว่าอะไร ข้ามีคำแนะนำค่ะ...
“ว่ามาสิ”
...ค่ะ โดยปกตินักเวทย์เช่นเจ้านายมักจะใช้พลังเวทย์แทนพลังออร่าอยู่เสมอ แน่นอนว่ามันมีข้อดีคือทำให้ทักษะของนักเวทย์รุนแรงขึ้น แต่ในทางกลับกันหากเจ้านายนำมาใช้กับการทรงตัวแบบครั้งก่อน ๆ มันจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ เนื่องจากว่าพลังเวทย์นั้น เป็นพลังที่หยิบยืมมาจากพลังธรรมชาติ จึงไม่สามารบังคับมันได้ดั่งใจนัก ซึ่งมันแตกต่างจากพลังออร่าที่แฝงอยู่ในร่างกายค่ะ มันบังคับใช้ได้ดีกว่า เพราะมันแผ่ออกมาจากร่างกายของเรา ไม่ใช่การดูดซับพลังเหมือนเวทมนต์แล้วค่อยแผ่ออกมา...
“เข้าใจแล้ว...เรย์น่าจะบอกผมว่าให้เปลี่ยนไปใช้พลังออร่าในการทรงตัวแทนสินะ”
...ค่ะ เจ้านาย...
“แต่ว่าผมเป็นนักเวทย์นะ พลังออร่าผมไม่ได้ใช้มานานแล้ว ไม่รู้ว่ามันยังคล่องตัวอยู่หรือเปล่า”
...ข้ามั่นใจว่าเจ้านายทำได้ค่ะ...
“ขอบคุณนะ...เรย์น่า”
...ไม่เป็นไรค่ะ...
จากนั้นเสียงของผู้ติดตามเผ่าพันธุ์ภูตไม้ก็หายไป ราเชลไอซ์หันกลับมาสนใจเวนเดสทร้าอีกครั้ง ที่ตอนนี้เขารู้สึกว่าเธอกำลังจ้องมองอยู่ แถมจ้องมองในลักษณะที่ว่า เมื่อไหร่เขาจะขึ้นไปบนเชือกสักที...
“หึ”
ราเชลไอซ์ส่งเสียงในลำคอ พร้อมกับฉีกยิ้มออกมาอย่างยินดี ซึ่งนั่นทำให้ NPC ที่กำลังทำการทดสอบเขาเอียงหน้าด้วยความสงสัยน้อยๆ จากนั้นราเชลไอซ์ก็ลองแผ่พลังออร่า ที่เขาไม่ได้ใช้มานานให้เคลื่อนไปมารอบกาย ก็พบว่ามันไม่ติดขัดอันใดเลยทั้งที่ตัวเองคิดว่ามันคงจะทื่อไปหมดแล้ว
วูบ!
เร็วเท่าความคิดเขาเคลื่อนพลังออร่ากลุ่มหนึ่งให้ไปยังที่เท้าของตัวเอง ก่อนจะออกแรงเล็กน้อยก็สามารถดีดตัวขึ้นสูง แล้วร่อนลงบนเชือกเส้นเดิมเมื่อครู่อีกครั้งอย่างงดงาม ท่ามกลางความฉงนของเวนเดสทร้า ที่เธอถึงกับคลายมือที่กอดอกอยู่ออกแทบจะในทันที
“เหมือนจะจับจุดอะไรได้สินะ”
เวนเดสทร้าเอ่ยออกมา แต่ราเชลไอซ์กลับไม่ได้สนใจมากนัก เขาลองขยับเท้าไปมาบนเชือก ก็พบว่ามีความรู้สึกเหมือนเหยียบย่างบนพื้นไม่มีผิด นั่นคงเป็นพลังออร่าที่ราเชลไอซ์จงใจ เคลื่อนจากเท้าแล้วให้มันเกาะติดกับเชือกไว้นั้น มันบังคับได้ดีกว่าพลังเวทย์นั่นเอง
“แต่จะหลบได้หรือไม่ได้นั้นมันคนละเรื่อง”
ทักษะมนตราเทวะจันทรา ดวงจิตส่องจันทร์
สิ้นคำพูดของเวนเดสทร้า เธอวนมือเข้าหาตัวเองหนึ่งรอบ ก่อนจะบังเกิดดวงแสงสีทองขนาดเล็กนับร้อยที่ค่อย ๆ ลอยเข้ามารวมตัวกันบนกลางมือข้างขวาของเธอที่กำลังแบออกนั่น จากนั้นดวงแสงสีทองที่อยู่บนมือของเธอก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อดวงแสงสีทองเล็ก ๆ ที่ว่าพุ่งเข้าไปรวมกันอย่างรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็นดวงแสงสีทองขนาดใหญ่ ที่ลอยนิ่งบนมือของเวนเดสทร้า และพริบตานั้นเองเธอก็ขว้างมันมาที่เขา...
ฟ้าว!
วูบ!
วินาทีที่แทบจะเป็นการตัดสิน เขารีบสะกิดเท้าที่เกาะกุมเชือกนั่น ให้กระโดดคว้างลอยไปในอากาศพร้อม ๆ กับตีลังกากลับหลัง ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดวงแสงสีทองพุ่งผ่านเฉียดหลังเขาไป ในระดับเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนร่างของราเชลไอซ์จะร่อนกลับมายืนอยู่บนเชือกเหมือนเดิม แน่นอนว่ายังความแปลกใจมาให้เวนเดสทร้าเป็นอย่างมาก
“1 ครั้งผ่านไป”
ราเชลไอซ์พูดออกมาอย่างได้ใจ ก่อนจะส่งยิ้มท้าทายให้กับเวนเดสทร้า และถ้าหากเขาสามารถมองเห็นใบหน้าในตอนนี้ของได้ละก็ ราเชลไอซ์ก็จะพบว่าเธอกำลังยิ้มให้เขาเช่นกัน แต่หากเป็นการยิ้มในแบบของคนที่กำลังได้ของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกใจเอามากๆ
“อย่าได้ใจนักครั้งที่ 2มันไม่ง่ายหรอกนะ”
ทักษะมนตราเทวะจันทรา ศรพิชิตเดือน
พูดจบทักษะโจมตีครั้งที่2 ของ NPC ผู้ทำการทดสอบก็แทบจะถูกเปิดใช้ทันที ตอนนี้ร่างของเวนเดสทร้าเรืองแสงสีทองอ่อน ๆ ก่อนจะปรากฏคันธนูแสงสีขาวขึ้นตรงหน้า และชั่ววินาทีนั้นเธอก็น้าวคันธนูไปด้านหลัง จนเกิดเป็นลูกธนูสีขาวสว่างจ้าขึ้นมา จากนั้นนิ้วชี้และนิ้วโป้งของเธอ ที่กำลังจับหางของลูกธนูอยู่ก็ถูกปล่อยออกทันที...
ฟ้าว!
ลูกธนูแสงสีขาวพุ่งมาได้ครึ่งทาง ก็แยกออกเป็นสามดอกตรงดิ่งเข้าหาเขาอย่างไล่เลี่ยกัน และแทบจะในทันทีที่สัญชาตญาณของราเชลไอซ์สั่ง เขาก็พลิกตัวกระโดดขึ้นลอยคว้างกลางอากาศ เป็นผลให้ลูกธนูดอกแรกพุ่งเฉียดสีข้างเขาไป และทันทีที่ร่างเขาหงายหน้าขึ้นบนท้องฟ้า ก็พบว่าลูกธนูดอกที่สอง ได้แหวกอากาศผ่านร่างของเขาไปอย่างหวุดหวิดเช่นกัน และเมื่อราเชลไอซ์พลิกกลับมายืนบนเชือกอีกครั้ง ลูกธนูดอกที่สามก็ตรงดิ่งตามติดมาอย่างกระชั้นชิด...
วูบ!
พริบตาที่ลูกธนูดอกสุดท้ายอยู่ห่างจากปลายจมูกเขาเพียงไม่กี่คืบ ราเชลไอซ์ก็ตัดสินใจทิ้งร่างของตัวเองลงเบื้องล่าง ยังผลให้ลูกธนูดอกนั้นเฉียดผ่านปอยผมเขาไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะใช้เท้าข้างขวาที่ผนึกพลังออร่าไว้อยู่นั้น เกี่ยวกับเชือกไว้ได้ทันในช่วงเวลาที่ร่างของตัวเองกำลังจะร่วงสู่พื้น จนตอนนี้เขาอยู่ในลักษณะห้อยหัวบนเชือกไปเรียบร้อย
“ครั้งสุดท้าย...เจ้าไม่รอดแน่”
สิ้นเสียงบอกกล่าวของเวนเดสทร้า ราเชลไอซ์ก็ถึงกับเบิกตาโพล่งทันที เมื่อพบว่า NPC ผู้ทดสอบเขา ได้ตั้งท่าโจมตีอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตัวเขาเองยังไม่ได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็คงจะต่อรองไม่ทันแล้วเพราะว่า เวนเดสทร้าได้สร้างวงแหวนเวทย์สีส้มขนาดเท่าผ่ามือนับ100 วง ขึ้นมา และแน่นอนว่าตอนนี้มันกำลังกระจายไปทั่วรอบกายของเธอ จากนั้นวงแหวน์เวทย์ที่ถูกสร้างก็เปล่งแสงเรืองรอง ก่อนจะกลายเป็นดวงแสงสีส้มเท่ากับกำปั้น ที่มีรูปร่างคล้ายกับตัวหิ่งห้อยกำลังลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ และชั่ววินาทีนั้นมันก็พุ่งเข้ามา...
ทักษะมนตราเทวะจันทรา ดวงไฟหิ่งห้อย
ฟ้าว! ฟ้าว! ฟ้าว!
หิ่งห้อยแสงสีส้มนับ100 พุ่งเข้าหาร่างของผู้ที่รับฉายาว่าปีศาจน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เสียงหวีดหวิวที่เกิดจากการพุ่งแหวกอากาศของทักษะโจมตีนั้น ทำให้ราเชลไอซ์ต้องสั่นผวา
“ให้ตายเถอะ...ไม่เห็นบอกว่าจะโจมตีด้วยวิธีปิดทางหนีแบบนี้” ราเชลไอซ์สบถพร้อมกับตีสีหน้าเครียด แต่กระนั้นเขาก็ยังซัดพลังเวทย์กลุ่มหนึ่งให้กระแทกกับพื้นข้างล่าง เพื่อใช้แรงที่เกิดจาการกระแทกนั้น เหวี่ยงตัวเองให้พลิกขึ้นมาอยู่บนเชือกอีกครั้ง
ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง นัยน์ตาอสูรวิบัติ
ดวงตาของข้างซ้ายของราเชลไอซ์เปลี่ยนไป มันปรากฏดาวหกแฉกสีฟ้าขึ้นมาที่ตาดำแทน ก่อนที่ทุกอย่างรอบกายของเขาจะดูเชื่องช้าลง นั่นเป็นเพราะทักษะนี้ทำให้การมองเห็นของราเชลไอซ์เป็นแบบนี้นั่นเอง จากนั้นผู้ที่ได้ชื่อว่าอันดับ 2ของปัจจุบันก็ตัดสินใจ ใช้พลังออร่าดีดส่งร่างของตัวเองให้ลอยพ้นจากเชือก เมื่อพบว่ามีดวงไฟหิ่งห้อย 5ดวงกำลังเข้าถึงตัวเขา
วืด!
ราเชลไอซ์ใช้โอกาสที่ระยะของทักษะยังคงอยู่ หลบดวงไฟสีส้มไปอีก 2 ดวง ก่อนจะพบว่าทันทีพลิกตัวหลบได้ก็มีดวงไฟสีส้มอีกเช่นกันกำลังพุ่งเข้ามาอย่างช้าๆ
ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็ง ฝ่ามือไอเย็น
มือของราเชลไอซ์แผ่ละอองหมอกสีฟ้าจางๆ ออกมา ทันทีที่เรียกใช้ทักษะจบ พร้อม ๆ กับวาดมือที่ว่านั่นไปทางดวงไฟสีส้มที่กำลังลอยล่องเข้าหา เป็นผลให้มันถูกแช่แข็งในบันดล แต่กระนั้นก็ยังอ้อยอิ่งอยู่ที่เดิมอยู่ จนราเชลไอซ์ต้องเบี่ยงตัวหลบและกลับมายืนบนเชือกอีกครั้ง ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ดวงไฟสีส้มอีกนับสิบกำลังจะถึงตัวเขา
วูบ!
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
ผลลัพธ์เป็นดั่งครั้งแรก เมื่อราเชลไอซ์วาดมือไปทางดวงไฟนับสิบที่ว่า ก่อนเขาจะเริ่มทำท่าร่ายรำตวัดวาดมือไปมา บนเชือก เพื่อส่งไอเย็นที่แผ่จากมือนั้นให้ไปถึงดวงไฟหิ่งห้อยที่เหลือ จนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งทั้งหมด จากนั้นเขาก็ทำการระเบิดพลังเวทย์ออกจากร่างตัวเองเบา ๆ เพื่อส่งให้มันไปกระแทกกับดวงไฟสีส้มรูปหิ่งห้อยเหล่านั้น จนมันเริ่มร้าวทีละนิด ทีละนิด ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ระยะเวลาของทักษะนัยน์ตาอสูรวิบัติหมดลงพอดี
เพล้ง!
เสียงของดวงไฟหิ่งห้อยก้อนน้ำแข็ง แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ยังผลให้เวนเดสทร้ามีอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นมันก็เพียงครู่เดียว เพราะเธอตัดสินใจดีดร่างของตัวเองให้ขึ้นไปอยู่บนเชือกกับราเชลไอซ์ทันที
“เยี่ยมจริง ๆ นึกว่าไม่ผ่านซะอีกนะเนี้ย” แม้จะกล่าวแบบนั้นแต่ฟังจากน้ำเสียงของเธอ เหมือนจะไม่ค่อยพอใจเลยสักนิด แต่กระนั้นราเชลไอซ์กลับยิ้มตอบแบบเด็ก ๆ
“เอาเถอะ...ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ...นี่คือรางวัลของเจ้า” พูดจบเวนเดสทร้าก็ยื่นนิ้วชี้เข้ามาใกล้ที่ใบหน้าของเขา ก่อนมันจะหยุดชะงักไปเสียดื้อ ๆ เมื่อมันเหลืออีกไม่กี่เซนติเมตรจะถึงหน้าผาก
“มีคนได้ไปแล้วงั้นหรือ” เวนเดสทร้าพูดกับตัวเองก่อนจะก้มหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนจะชักมือที่ชะงักค้างนั่นกลับมาที่ตัวเองเหมือนเดิม
“หมายความว่าไง”
“ก็ตามที่พูดมีผู้เล่นได้ทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไปแล้ว”
“อะไรนะ” ราเชลไอซ์ถึงกับถลึงตาพรวดเมื่อได้ยิน
“ต้องเป็นพี่เอกอนแน่นอน” เป็นการพึมพำกับตัวเอง ที่ไม่ได้ทำให้เวนเดสทร้าเข้าใจด้วยเลย แต่กระนั้นเธอก็พอจะเดาออกว่าผู้ที่ได้รับทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไป เป็นคนที่ผู้มาเข้าทดสอบกับเธอรู้จัก
“ไม่เป็นไรหรอก...ว่าแต่เธอได้ทักษะมหาเวทย์เยือกแข็งไปสินะ” ประโยคท้ายเวนเดสทร้าถามผู้เข้าทดสอบของเธอ ซึ่งทำให้ราเชลไอซ์ต้องเงยหน้าขึ้นมามองดูด้วยความสงสัยทันที
“ใช่..มีอะไรหรือเปล่า”
“มันไม่สมบูรณ์นะสิ” ราเชลไอซ์เบิกตากว้างอีกครั้งเมื่อได้รับรู้ข้อเท็จจริงนี้ มหาเวทย์เยือกแข็งที่เขาอุตส่าห์ตามหามาได้อย่างยากเย็น ไม่สมบูรณ์อย่างนั้นเหรอ
“ไม่สมบูรณ์ยังไง”
“เดิมที...มหาเวทย์เยือกแข็งไม่ได้มีชื่อนี้หรอก แต่เพราะจอมเวทย์ที่ใช้มหาเวทย์บทนี้ในตำนาน ได้เล็งเห็นถึงพลังที่ล้นหลามของมันเวลาใช้ จึงเกิดความหวั่นวิตกว่าหากวันหนึ่งมันตกไปอยู่ในมือของปีศาจ อาจทำให้โลกเซียเกิดความปั่นป่วนอย่างแน่แท้ จึงได้แยกพลังมันออกเป็นเวทมนต์ 2 บท บทหนึ่งมีชื่อว่ามหาเวทย์เยือกแข็งที่เจ้าใช้อยู่ อีกบทหนึ่งมีชื่อว่ามหาเวทย์อสูรหิมะ และเมื่อใดที่เวทย์ทั้ง 2มารวมกันก็จะกลายเป็นมหาเวทย์ผลึกฟ้า ซึ่งเป็นชื่อที่แท้จริงของมัน” ราเชลไอซ์กลืนน้ำลายตัวเองลงคออึกใหญ่ เมื่อเวนเดสทร้ากล่าวจบลง นี่ถือเป็นข่าวใหญ่สำหรับเขามาก ๆ
“ทำไมผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน”
“เด็กน้อย...ในโลกของเซียน่ะยังมีความลับที่เจ้าไม่รู้อีกเยอะ...แต่ก็เอาเถอะถือว่าเจ้าโชคดี ข้าจะให้ของรางวัลเป็นสิ่งนี้แทนละกัน”
“มันคืออะไร”
NPC ผู้ทำหน้าที่ทดสอบเขาไม่ตอบ กลับยืนนิ่ง ๆ ในกิริยาที่ราเชลไอซ์ไม่มีทางรู้เด็ดขาด ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่นั่น และพริบตาที่เขาคิดจะถามซ้ำมือของเธอก็ยกขึ้นจ้ำหน้าผากเขาเสียแล้ว และพร้อมกันนั้นเสียงของระบบก็ดังขึ้น ในขณะที่ร่างของราเชลไอซ์ค่อย ๆ ถูกน้ำแข็งเกาะกุมแช่ร่างของตัวเองอย่างช้าๆ
‘ผู้เล่นราเชลไอซ์ผ่านการทดสอบ ได้รับทักษะมหาเวทย์อสูรหิมะค่ะ
เนื่องจากผู้เล่นราเชลไอซ์ทำตามเงื่อนไขครบ มีทักษะมหาเวทย์เยือกแข็งและทักษะมหาเวทย์อสูรหิมะ อยู่ในร่างกาย ระบบจึงขอทำการหลอมรวมทั้งสองทักษะโดยอัตโนมัติค่ะ
กรุณารอเวลา 15 นาที ระบบกำลังหลอมรวมเวทย์มนต์ทั้งสองบท ให้กลายเป็นทักษะมหาเวทย์ผลึกฟ้าค่ะ...’
+++++++++++++++++++++++
“ข้าแพ้แล้ว”
เสียงของชายชราวัย 70กล่าวอย่างยอมจำนน เมื่อพบว่าเม็ดหมากสีดำสุดท้ายของดราก้อนฟิชนั้น วางลงตรงจุดที่ทำลายพื้นที่หมากขาวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
“อันที่จริงถ้าหากท่าน เดินต่อโดยวางหมากขาวชิดผมตรงด้านซ้ายเม็ดล่าสุดก็พอจะสร้างช่องหายใจให้กลุ่มหมากตรงมุมขวาได้อยู่นะครับ” ดราก้อนฟิชแนะนำตามความเห็นของตัวเอง การทดสอบของเขานั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายเพราะบททดสอบที่ได้รับคือเล่นหมากล้อมให้ชนะตาแก่ NPC ที่มีนามว่า เต้าหมิง คนนี้
“ถึงงั้นก็เถอะ...แต่ถ้าหากดันทุรังเดินต่อ ก็กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้เจ้ารุกเข้าพื้นที่ของหมากขาวตรงปีกซ้ายได้ง่าย แม้จะป้องกันมุมขวาไว้ได้ สรุปแล้วยังไงข้าก็แพ้ เจ้าเก่งจริง ๆ นั่นแหละ”
“ชมผมเกินไปแล้ว”
ดราก้อนฟิชกล่าวอย่างถ่อมตน อันที่จริงต้องขอขอบคุณปู่ของเขาที่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว ท่านทำให้เขารู้จักหมากล้อมตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ และก็ฝึกให้เล่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งเก่งขึ้นในระดับหนึ่ง ซึ่งตัวดราก้อนฟิชเองก็ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ใช้มันในวันนี้
“เอาเถอะนี่คือของรางวัลของเจ้า” พูดจบชายชราคนนั้นก็ยื่นมือจะแตะที่หน้าผากของเขา แต่ก็ต้องหยุดลงเสียดื้อ ๆ จนดราก้อนฟิชต้องเอ่ยปากถามออกมา
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“มีคนได้ทักษะมหาเวทย์เทวะพิสุทธิ์ไปแล้ว” ดราก้อนฟิชเอียงหน้าสงสัย แต่ชายชราก็กลับพูดต่อโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
“แต่เอาเถอะ...ถึงจะยังไม่มีคนได้ไปแต่เจ้าก็มีอาชีพนักดาบคงจะใช้ไม่ได้หรอก...เจ้ามีเพลงดาบไร้วิญญาณอยู่ใช่มั๊ย” ประโยคท้ายหันมาถามกับดราก้อนฟิช
“ครับ”
“งั้นก็เอานี่ไป...เจ้ามีแต่กระบวนท่าดาบแต่ขาดพลังมันก็ไม่ต่างจากต้นไม้ไร้ใบหรอก” พูดจบชายชราก็แบมือออกข้างตัว สักพักจึงปรากฏกลุ่มละอองฝุ่นกลุ่มหนึ่งขึ้นมา ที่ตอนนี้มันค่อย ๆ รวมตัวกันกลายเป็นหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่ง และเมื่อดราก้อนฟิชรับมาจากชายชราเขาก็ต้องเบิกตากว้างทันที เพราะมันคือตำราที่เขาแทบพลิกหาทั่วเกมส์เซียเมื่อ 12 ปีก่อน
“นี่มัน...” คำพูดของดราก้อนฟิชขาดห้วงไป พร้อม ๆ กับเสียงของระบบที่แจ้งรายละเอียดก็ดังขึ้น
‘ผู้เล่นดราก้อนฟิชผ่านการทดสอบ ได้รับตำราเคล็ดวิชาพลังวิญญาณอนันต์ค่ะ’
@@@@@@@@@@@@@@@@@@