Exterminate ! : ทีมบิดาล่าเลเวลศูนย์

    4. หาวิธีเจอกัน ... ก็เข้าไปในเกมยังไงล่ะ!

    ตุลกานต์ขับรถกลับมาถึงศูนย์ฟื้นฟูอัลเลน เขาจอดรถและเดินเข้าไปในอาคารเพื่อจะพบว่าภายในมีเสียงโต้เถียงดังออกมา เขาเดินไปตามเสียงนั้นจนถึงห้องกิจกรรม หมอที่มาอยู่แทนเขากำลังนั่งตัวลีบอยู่ตรงกลางพร้อมกับพยาบาลมินตรา เสียงตะโกนดังๆนั่นดังมาจากญาติคนไข้คนนึง ขณะที่เสียงโต้ตอบที่ดังไม่แพ้กันก็มาจากบรรดาลุงๆป้าๆที่อาศัยในศูนย์ฟื้นฟู
    “อ้าว หมอกลับมาแล้ว” ลุงสมิธร้องทัก จนทุกคนหันไปมองอย่างโล่งใจ โดยเฉพาะหมอที่มาอยู่เวรแทน “หมอทำแบบนี้ได้ยังไง ยังมีความรับผิดชอบอยู่หรือเปล่า” ชายวัยกลางคนร้องขึ้นมา “ถ้าผมไม่มาก็คงไม่รู้ว่าหมอทิ้งหน้าที่ไม่อยู่ในศูนย์” “ใช่ แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ถ้าหากคุณพ่อเป็นอะไรไปแล้วจะทำยังไง” หญิงวัยกลางคนอีกคนร้องบอกอย่างไม่พอใจ
    หมอตุลย์กวาดสายตามองไป เขาจำได้แล้วว่าทั้งสองคนนี้คือลูกสาวและลูกชายของคุณดำรงที่เป็นอัมพาตตั้งแต่ระดับคอลงไป ทั้งสองคนนี้จะมาเยี่ยมคุณพ่อปีละครั้ง
    “พ่อก็บอกแล้วไงว่าคุณหมอไม่ได้ทิ้งหน้าที่ นี่หมอตุลย์ก็ฝากหมออีกคนมาอยู่เวรแทนแล้วไง”​คุณดำรงพูดจากรถเข็น “ได้ยังไงกันพ่อ ให้หมอคนอื่นมาอยู่เวรแทน แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจะไปรู้ได้เท่ากับคนที่อยู่ประจำได้ยังไง” ลูกชายบอก “ใช่แล้ว ที่เราให้พ่อมาอยู่ที่นี่ก็เพราะต้องการการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าหากให้มาอยู่แล้วหมอแอบแวบไปที่อื่นแบบนี้มันก็ไม่ถูกสิ” ลูกสาวแย้ง
    “เฮอะ ไอ้เด็กพวกนี้ไม่รู้อะไร ที่นี่เป็นศูนย์ฟื้นฟูและดูแล ในสัญญาบอกไว้แต่แรกแล้วว่าไม่ได้มีหมอประจำ มีแต่ปรึกษาทางโทรศัพท์ นี่หมอเค้ามาอยู่ตลอดกลางวันมันก็เกินหน้าที่เค้าแล้ว” ปู่ชิตพูดลอยๆออกมา “หมอตุลย์เขาอยู่นี่ตลอด เพิ่งจะมีวันนี้ที่มีธุระต้องไปทำ แต่ไอ้พวกลูกๆที่ทั้งปีมาเยี่ยมแค่วันเดียวกลับพูดแบบนี้ออกมานี่นะ ปุ๊ย” ยายฟักร้องเสริม
    หมอตุลย์มองดูคุณดำรงที่นอนหน้าเสียอยู่แล้วก็ส่ายหน้า หันไปมองลูกชายลูกสาวของเขาที่ยืนถือถุงพลาสติกอยู่
    “ผมว่าอย่าเพิ่งเถียงกันเลยครับ คุณวุฒิไกรกับคุณชลลดาเดินทางไกลคงจะเหนื่อย คุณวุฒิไกรต้องนั่งเครื่องจากแคลิฟอร์เนียไปต่อที่ฮาวายแล้วรอคุณชลลดาที่ออกจากซีแอตเติล แล้วต่อเครื่องมาที่นี่พร้อมกัน”​หมอตุลย์ยังชี้ไปที่ถุง “แล้วพอลงเครื่องก็ไม่ได้พัก แต่ต้องไปทำกับข้าวก่อนจะมาเยี่ยมคุณดำรง ต้องอดนอนตั้งหลายชั่วโมง ก็คงหงุดหงิดเป็นธรรมดา” “เดี๋ยวผมเชิญที่ห้องรับแขกด้านในแล้วกันครับ จะได้คุยเรื่องรายละเอียดของคุณดำรงในช่วงปีที่ผ่านมากัน”

    ทั้งลูกสาวลูกชายของคุณดำรงนิ่งลืมตาโตอย่างแปลกใจ จริงอยู่ที่ปีที่แล้วพวกเขาเคยเล่าให้หมอตุลย์ฟังเรื่องความลำบากในการเดินทาง ทั้งคู่ไม่คิดว่าหมอตุลย์จะจำชื่อของพวกตนและรายละเอียดพวกนี้ได้ทั้งที่เจอกันครั้งเดียวเมื่อปีก่อน ทั้งสองเลยสงบอารมณ์ลงเดินเข้าไปในห้องรับแขก ส่วนหมอตุลย์ก็ยกไม้ยกมือขอบคุณบรรดาลุงๆป้าๆที่ช่วยกันออกตัวแทนเขาให้ก่อนจะเข้าห้องไป
    “ฟิ้วววว เกือบไปแล้ว” หมอตุลย์นั่งลงบนโซฟาแล้วถอนหายใจยาวๆ “ร้อยวันพันปีไม่มา ดันมาเยี่ยมเอาวันนี้ซะได้” คุณดำรงพูด “โทษทีนะหมอ” “ว่าแต่เรื่องของเจ้าแอมป์เป็นไงบ้างล่ะ ตามกลับมาได้ไหม” ลุงสมิธถาม “ไม่ได้ครับ เขาไปอาศัยในสตูดิโอเกม แล้วก็ให้เจ้าของร้านแบนผมไม่ให้เข้าไปในร้าน”​ ตุลกานต์บอกกับทุกคน
    บรรดาลุงๆ ป้าๆ ต่างมองไปทางหมอตุลย์กันอย่างเห็นใจ “สมกับเป็นเจ้าแอมป์ ปีกกล้าขาแข็งแล้ว กล้าตัดสินใจเองแบบนี้” ใครคนนึงพูดขึ้น “ถ้าหมอบีรู้เข้าล่ะก็” ใครบางคนเอ่ยขึ้น ...​
    “ถ้าบีรู้คงดีใจครับ ผมเองก็รู้ดีว่านิสัยนี้ของแอมป์น่ะมาจากที่ผมฝึกเขาขึ้นมาเอง”หมอตุลย์บอก “ถ้าหากวันไหนเกิดเหตุกับผมเหมือนกับที่เกิดกับแม่ของเขา ... เขาจะได้ใช้ชีวิตต่อไปได้” “แต่ผมก็อยากให้เขาคิดให้รอบคอบกว่านี้ เขาตั้งความฝันไว้สูงแต่ไม่ได้รับรู้ความเป็นจริง แล้วก็ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังไม่เผื่อทางถอยไว้เลย ผมกลัวว่าถ้าเขาพลาดขึ้นมาเขาอาจจะรับไม่ไหว” หมอหนุ่มระบายให้กับผู้พักฟื้นในศูนย์ฟัง แต่ละคนล้วนแล้วแต่อายุมากกันแล้ว มีประสบการณ์ชีวิตพอดู พอรับฟังปัญหาก็ล้วนแล้วแต่นึกถึงตัวเองสมัยยังหนุ่มสาวที่ใช้อารมณ์นำแบบเลือดร้อน
    “แล้วหมอจะเอาไงต่อ จะไปดักรออีกไหม”ลุงสมิธถาม“จริงๆผมก็อยากทำนะครับ แต่ว่าถ้าผมไปอยู่ที่นั่นบ่อยๆ พวกเพื่อนๆของแอมป์คงล้อเขาแน่ เรื่องมันจะยิ่งแย่ไปใหญ่” ตุลกานต์บอก “แล้วถ้าหากผมไปที่นั่นบ่อยๆแล้วเกิดเหตุญาติๆของแต่ละคนมาแล้วไม่เจอผมแบบวันนี้อีกคงไม่ดีแน่”
    แม้ว่าลูกๆของคนไข้แต่ละคนจะมาเยี่ยมกันปีละ 1-2 ครั้ง แต่ว่าพอนับจำนวนคนไข้และจำนวนลูกของแต่ละคนแล้ว โดยเฉลี่ยก็จะมีคนมาเยี่ยมทุกๆ 2-3 วัน ถ้าหากมาเยี่ยมแล้วไม่เจอหมอตุลย์ล่ะก็ ไม่แน่ว่าจะเกิดเรื่องแบบวันนี้อีกก็เป็นได้
    “แบบนี้ไม่เป็นห่วงแย่เลยรึ ทุกวันเจอหน้ากันแล้วจู่ๆก็ไม่ได้เจอ แถมยังทำเรื่องให้ต้องเป็นห่วงอีก จะไปหาก็ไม่ได้”“ทำไงได้ล่ะครับ ก็มันมาถึงขั้นนี้แล้ว” หมอตุลย์ว่า “แถมต่อให้ไปก็คงไม่ได้เจออยู่ดีเพราะเขาอยู่ในเกม ไว้รอให้เขาอยากมาหาเมื่อไหร่ก็ค่อยมาแล้วกันครับ”
    ทุกคนในที่นั้นเข้าใจความรู้สึกของหมอตุลย์ดีเพราะทุกคนในศูนย์ฟื้นฟูนี้ ต่างต้องออกจากบ้านของตนมาอยู่ที่นี่ห่างไกลจากคนในครอบครัว กว่าจะได้เจอหน้าลูกหลานแต่ละครั้งก็ต้องรอให้อีกฝ่ายมาหาแถมของหมอตุลย์ยังแย่ไปอีกตรงที่ว่าลูกชายไปอยู่ในโลกวีอาร์ ต่อให้ไปหาก็อยู่คนละโลกกัน
    แล้วลุงสมิธก็นึกอะไรได้ขึ้นมา“เดี๋ยวสิหมอ มันมีวิธีอยู่นี่ วิธีที่หมอจะได้เจอกับลูกโดยที่ไม่ต้องออกจากศูนย์ และไม่ต้องไปรอหน้าร้าน”
    “วิธีไหนครับ” ตุลกานต์ถามทันที

    “ก็เล่นเกมจากที่นี่ไง”