บทที่ 2 บุตรชายคนรองและธิดาคนเล็ก (รีไรต์)
“ท่านแม่เ้าขา~”
เด็กหญิงวัยประมาณแปดขวบ ผมเกล้ามวยสองข้าง ใบหน้าผุดผ่องราวกับหยกวิ่งเข้ามากอด ถังซูอี๋ใเล็กน้อย ด้วยเพราะเป็โสดมานานกว่าสามสิบปี จู่ ๆ ก็ต้องกลายมาเป็แม่ของใครสักคน ความรู้สึกแปลก ๆ เช่นนี้นางยังไม่คุ้นชินนัก
“ท่านแม่เ้าคะ” เซียวอวี้จูรู้สึกได้ถึงความเกร็งที่เกิดขึ้นกับร่างกายมารดา จึงเงยหน้ามองด้วยดวงตากลมโตที่เบิกบาน ราวกับใจของถังซูอี๋จะละลายลงในบัดดล
ถูกแล้ว บัดนี้นางคือฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิง ไม่เพียงมีทรัพย์สมบัติมากมาย ทว่านางยังมีบุตรธิดาถึงสามคน นี่คือความจริงที่นางต้องยอมรับ
ถังซูอี๋โอบกอดเซียวอวี้จูด้วยท่าทีที่อ่อนโยนลง พลางถามด้วยรอยยิ้ม “เลิกเรียนแล้วหรือ? วันนี้เรียนอะไรบ้าง?”
“ท่านแม่เ้าคะ เปลี่ยนอาจารย์จวงเสียเถอะเ้าค่ะ” เซียวอวี้จูบุ้ยริมฝีปากด้วยท่าทางเศร้าสร้อย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแสดงออกถึงความเ้าเล่ห์
ถังซูอี๋เรียนรู้จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิมว่า ธิดาผู้นี้มีนิสัยดื้อรั้นอยู่บ้าง ทว่านางก็ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนอาจารย์จวงเสียในทันที นางเพียงลูบหลังธิดาอย่างนุ่มนวล พลางถาม “เหตุใดถึงกับต้องเปลี่ยนอาจารย์เล่า?”
“เพราะเขาไม่ฉลาด เขา…”
“กล่าวความจริงเถิด อย่าโกหกเลย" ถังซูอี๋ขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงที่เข้มงวดขึ้นเล็กน้อย
อาจารย์จวงเป็ผู้ที่ร่างเดิมของนางได้ไหว้วานให้บิดา ผู้เป็ถึงถังกั๋วกงสรรหามา อีกทั้งอาจารย์จวงยังเป็ผู้สอบผ่านระดับหนึ่งในการสอบจอหงวน มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความรู้ ย่อมเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ปราดเปรื่องดังคำกล่าว
เซียวอวี้จูฟังมารดาต่อว่าเบา ๆ พลันทำแก้มป่องไม่ยอมปริปากกล่าววาจาใดอีก ถังซูอี๋ย่อมไม่ตามใจนาง จึงส่งสายตาไปยังหลิวมาม่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางผู้นี้เคยเป็แม่นมของเซียวอวี้จู หลังจากหย่านมแล้วนางก็ได้อยู่ต่อเพื่อดูแลเซียวอวี้จูโดยตรง
“ฮูหยิน วันนี้คุณหนูของเราได้รับความอับอายขายหน้าเ้าค่ะ” หลิวมาม่ามองเซียวอวี้จูด้วยความสงสาร ก่อนจะกล่าวต่อ “บ่ายวันนี้ ธิดาของคุณชายรองถังที่เกิดกับอี๋เหนียงได้รับคำชมจากอาจารย์ไปสองสามคำ นางก็มาโอ้อวดต่อหน้าคุณหนู คุณหนูของเราไม่พอใจจึงพูดจาดูถูกนางไปบ้าง แต่อาจารย์กลับตำหนิคุณหนูของเราเสียนั่นเอง ฮูหยิน ท่านต้องให้ความเป็ธรรมกับคุณหนูนะเ้าคะ!”
หลิวมาม่ากล่าวพลางกอกตาไปมา ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้ที่ซื่อสัตย์อะไรนัก ทว่าถังซูอี๋กลับนิ่งเฉย ก่อนจะกล่าวต่อไป “เื่นี้ข้ารับทราบแล้ว เ้าจงกลับไปก่อนเถิด”
กล่าวจบนางก็เงยหน้ามองเซียวอวี้จูอีกครั้ง “อาจารย์มอบการบ้านอะไรให้บ้าง?”
เมื่อเห็นว่าถังซูอี๋ไม่ได้สนใจนางอีก ในใจก็รู้สึกแค้นเคืองอยู่บ้าง ทว่าไม่กล้าที่จะแสดงออกมา ทำได้เพียงแค่หันหลังเดินจากไป ถังซูอี๋เหลือบมองนางด้วยหางตา ขณะได้ยินเซียวอวี้จูกล่าวตอบเบา ๆ “ท่านอาจารย์ให้ข้าเขียนอักษรตัวใหญ่ยี่สิบแผ่น”
“มากมายเช่นนั้นเชียวหรือ!?” ถังซูอี๋กล่าว
เซียวอวี้จูพยักหน้าด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ถังซูอี๋ลุกขึ้นแล้วจูงมือนางเดินไปยังห้องหนังสือ “ดีแล้ว ข้าก็ตั้งใจจะฝึกเขียนอักษรพอดี เราไปทำด้วยกันเถิด”
แม้เซียวอวี้จูยังอยากจะบ่นอีกเล็กน้อย ทว่ากลับถูกถังซูอี๋ลากเข้าไปในห้องหนังสือเสียแล้ว เมื่อเป็เช่นนั้น ชุ่ยอวิ๋นจึงรีบจัดเตรียมพู่กันและหมึกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นถังซูอี๋เริ่มนั่งลงเขียนตัวอักษร เซียวอวี้จูจำต้องเขียนตัวอักษรตามไปด้วย
หลังจากเขียนตัวอักษรเสร็จไปสองตัว ถังซูอี๋ก็หันไปมองชุ่ยอวิ๋น ซึ่งนางเองก็เข้าใจความหมายได้ในทันที จากนั้นจึงเรียกชุ่ยจู้ให้มาคอยรับใช้แล้วก็ออกจากลานบ้านไป
ถังซูอี๋พอใจมาก สาวใช้ทั้งสองนางนั้นสายตาดี และทำหน้าที่ได้อย่างคล่องแคล่ว
ตัวอักษรขนาดใหญ่ยี่สิบแผ่นใช้เวลาครึ่งชั่วยามจึงเขียนเสร็จ ถังซูอี๋หยิบแผ่นอักษรของเซียวอวี้จูมาดู ตัวอักษรตรงเรียบร้อย เส้นหนาบางสม่ำเสมอ สำหรับเด็กอายุแปดขวบนับว่าเขียนได้ดีมากแล้ว
นางยิ้มและกล่าวชมเชยไปสองสามประโยค ทำให้ธิดาตัวน้อยค่อย ๆ เผยรอยยิ้มออกมา ใบหน้าเล็ก ๆ ดูงดงามและผุดผ่องมากยิ่งขึ้น เด็กคนนี้เป็เด็กที่งดงามเสียจริง!
ในยามนั้น พลันมีเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังก้องมาจากนอกลาน “ท่านแม่ รีบให้พวกนางจัดอาหารเร็วเข้า ข้าหิวแทบตายอยู่แล้ว”
“โอ้ คุณชายรอง ไปทำสิ่งใดมา เหตุใดเสื้อผ้าถึงขาดวิ่นเช่นนี้?”
เสียงของชุ่ยอวิ๋นดังขึ้นความตื่นตระหนก ถังซูอี๋จึงรีบเดินออกมา โดยมีเซียวอวี้จูเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าเบิกบาน
ทันทีที่ถังซูอี๋เดินมาถึงประตู ก็พบบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ใบหน้าหล่อเหลา อายุราวสิบสี่ถึงสิบห้าปี กำลังะโขาเดียวไปมาอยู่ในสวน สภาพดูซอมซ่อ เสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินขาดวิ่นราวกับโดนสุนับกัดจนดูไม่ได้
นี่คือบุตรชายคนรองของนาง นามว่า เซียวอวี้ิ
ถังซูอี๋เตรียมใจมาบ้างแล้วสำหรับบุตรชายคนรอง ผู้ขึ้นชื่อเื่ความเกะกะระรานไปทั่วทั้งเมืองหลวง ท่าทางราวกับอันธพาลข้างถนน ผิดกับภาพลักษณ์ของนางยิ่งนัก เช่นนั้นนางจึงกล่าวกับเขาอย่างใจเย็น “เ้าทำสิ่งใดลงไป เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้?”
“ข้าไปตีกับฉีเอ๋อร์มา” เซียวอวี้ิกล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย “ข้าไม่ได้รับความเสียหาย แต่ฉีเอ๋อร์ตัวนั้นถูกข้าทำให้หน้าบวมปูดไปเลย”
ถังซูอี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะข่มกลั้นความรู้สึกที่อยากจะตบใครสักคนลง ก่อนจะกล่าวพร้อมโบกมือไล่ “รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า”
“ท่านแม่ ข้าหิวเหลือเกิน ข้าขอทานอาหารก่อนเถิด”
เซียวอวี้ิกล่าวจบก็เดินตรงไปยังอาหาร ท้องกิ่วแทบจะติดกันอยู่แล้ว เหตุใดถึงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเล่า?
“เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจึงค่อยทาน” ถังซูอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เขาเคยตัวเสียแล้ว กลับจากการทะเลาะกับผู้อื่นแล้วยังอยากได้ทานของอร่อย ๆ อยู่ร่ำไป
ด้วยท่าทีสง่างามน่าเกรงขาม เซียวอวี้ิจึงงุนงงชั่วขณะ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “ท่านแม่ เป็อะไรไปหรือ?”
“เป็อะไรงั้นรึ?” ถังซูอี๋รู้สึกหวาดหวั่นในใจ เด็กคนนี้จะสังเกตเห็นอะไรบ้างหรือไม่?
“ท่านแม่ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ไม่แพ้ท่านพ่อเลยสักนิด” เซียวอวี้ิกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ถังซูอี๋เอื้อมมือไปตีเขาหนึ่งที “บัดนี้ข้าคือพ่อของเ้าแล้ว รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า มิเช่นนั้นเ้าจะต้องโดนไม้เรียว”
“ได้ขอรับ ได้ขอรับ ข้าจะไปเสียตอนนี้เลย” เซียวอวี้ิคว้าขนมปังสองชิ้นเข้าปาก ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
ถังซูอี๋มองบุตรชายคนรองที่วิ่งออกไป แล้วมองธิดาคนเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางพอจะจินตนาการถึงชีวิตในอนาคตที่สับสนวุ่นวายได้
นางสั่งสาวใช้ให้จัดเตรียมอาหาร ก่อนจะหันไปกล่าวกับชุ่ยจู้ “ไปดูสิว่าอวี้เฉินอยู่ในสวนหน้าจวนหรือไม่ หากอยู่ให้เรียกมาทานอาหารด้วยกัน”
ชุ่ยจู้รับคำแล้วเดินออกไป ถังซูอี๋สั่งให้สาวใช้พาเซียวอวี้จูไปล้างมือ ส่วนนางก็เข้าไปในห้องนอน โดยมีชุ่ยอวิ๋นเอาผ้าชุบน้ำแล้วบิดพอหมาดตามนางเข้าไป ก่อนจะส่งให้นางแล้วเริ่มรายงานเื่ที่ได้สืบมา
“ข้าได้ยินมาว่า บ่ายวันนี้อาจารย์จวงถามคำถามคุณหนู แต่คุณหนูตอบไม่ได้ อาจารย์จวงจึงไปถามคุณหนูสี่จากบ้านคุณชายรองถัง เมื่อคุณหนูสี่ตอบได้ คุณหนูของเราเลยไม่พอใจ เมื่อถึงเวลาพัก คุณหนูก็ไปพูดจาดูถูกคุณหนูสี่ว่าเป็เพียงลูกของอี๋เหนียงแต่ยังมาชิงดีชิงเด่น จากนั้นก็ผลักคุณหนูสี่จนล้มไป
แต่โชคร้ายที่อาจารย์จวงเห็นเข้าพอดี จึงตำหนิคุณหนูไปสองสามคำ แล้วยังลงโทษให้เขียนอักษรตัวใหญ่ ข้าคิดว่า คุณหนูสี่ผู้นั้นคงไม่ใช่เด็กธรรมดาเป็แน่ เหตุใดถึงล้มลงในตอนที่อาจารย์จวงเห็นเข้าพอดี”
ชุ่ยอวิ๋นอยู่ในบ้านหลังนี้มานาน นางจึงพอจะรู้เื่เล็ก ๆ น้อย ๆบางอย่าง
ถังซูอี๋ใช้ผ้าเช็ดมือ ในสมัยโบราณฐานะของบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกและอนุภรรยานั้นต่างกันนัก เซียวอวี้จูอยู่ในฐานะของธิดาเพียงผู้เดียวแห่งจวนโหวหย่งหนิง หากนางจะรู้สึกเหนือกว่าธิดาของอนุภรรยาก็ย่อมเป็เื่ไม่ประหลาดนักสำหรับเด็กสาวที่อายุเจ็ดถึงแปดขวบ
ทว่าเซียวอวี้จูกลับใช้วาจาหยาบคายต่อผู้อื่นที่เก่งกว่าตนเองอย่างเปิดเผย ทั้งยังลงมือทำร้ายอีกด้วย นับว่าเป็การกระทำที่หยิ่งผยองจนไม่อาจปล่อยปละละเลยไปได้
ส่วนคุณหนูสี่ผู้นั้น ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่นางต้องทำคือ สอนเซียวอวี้จูให้รู้จักแยกแยะว่าควรปฏิบัติต่อผู้คนเช่นไร
เช็ดมือเสร็จก็ส่งผ้าให้ชุ่ยอวิ๋น ก่อนจะกล่าวต่อ “ไม่ว่าคุณหนูสี่ผู้นั้นจะเป็เด็กธรรมดาหรือไม่ แต่เซียวอวี้จูก็ทำผิดจริง ๆ นิสัยแบบนี้ต้องแก้ไข เ้าทั้งหลายก็ระวังให้ดี”
นางกล่าวอย่างจริงจัง ชุ่ยอวิ๋นที่รู้ว่านางจริงจังจึงรับคำทันที
ถังซูอี๋ลุกขึ้นพร้อมกล่าว “ระวังคนในเรือนเซียวอวี้จูให้ดี โดยเฉพาะหลิวมาม่า”
ชุ่ยอวิ๋นรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนตามถังซูอี๋เข้าไปในห้องเล็ก อาหารได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว เซียวอวี้จูและเซียวอวี้ินั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางขุ่นเคืองใจกัน ถังซูอี๋สังเกตเห็นทุกอย่าง ทว่านางไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงเดินตรงไปนั่งที่หัวโต๊ะ เด็กทั้งสองก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ
พอดีกับชุ่ยจู้เดินเข้ามาพร้อมรายงาน “คุณชายใหญ่ยังไม่กลับเรือนเ้าค่ะ”
“ไปแห่งหนใดกัน?” ถังซูอี๋ถามพลางหยิบตะเกียบขึ้นมา เด็กผู้นี้ต่างหากที่นางต้องควบคุมอย่างเข้มงวด มิเช่นนั้นนางก็คงไม่ได้เป็ฮูหยินของตระกูลใหญ่
เซียวอวี้ิที่หิวมาเนิ่นนาน เมื่อเห็นมารดาหยิบตะเกียบก็รีบทานอย่างเอร็ดอร่อย เซียวอวี้จูกล่าวขึ้นเบา ๆ ‘ิญญาหิวโหย’ จนถูกเซียวอวี้ิจ้องตาเขม็ง
ถังซูอี๋ไม่สนใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองพี่น้อง ได้แต่ฟังชุ่ยจู้ตอบด้วยความลำบากใจ “คนในเรือนคุณชายใหญ่บอกว่า… ไม่รู้”
“ไม่รู้หรือ?” ถังซูอี๋เค้นออกมา “คงไปตรอกเหมยฮวาเป็แน่ คนเ่าั้ถึงไม่กล้ากล่าวออกมา”
เซียวอวี้เฉินซ่อนคนรักในวัยเยาว์ไว้ที่ตรอกเหมยฮวา ร่างเดิมของนางรับรู้และรังเกียจคนรักในวัยเยาว์มาก ทว่ายังคงคำนึงได้ว่าเขาคือบุตรชาย นางถึงได้เพิกเฉยมาโดยตลอด
ทว่าบัดนี้ ถังซูอี๋ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางจะไม่คำนึงถึงหน้าตาของบุตรชายที่ไม่ใช่บุตรแท้ ๆ เป็อันขาด ถังซูอี๋เค้นเสียงสั่งออกมา “ไปบอกฉางิว่าข้าให้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ให้เขาตามตัวคุณชายใหญ่กลับมาให้ได้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับมาอีกเลย”
ผู้อื่นพร้อมจะฆ่าฟันกันแล้ว ทว่าเซียวอวี้เฉินยังคงเริงร่าอยู่กับสตรีอยู่เลย!
ชุ่ยจู้ที่เห็นว่าถังซูอี๋โกรธจริง ๆ จึงรีบวิ่งไปหาฉางิที่เรือนด้านหน้า ฉางิคือหนึ่งในผู้ติดตามคนสนิทของเซียวอวี้เฉิน เขาย่อมรู้ถึงที่อยู่ของเซียวอวี้เฉินเป็อย่างดี