The Possible Man

    ตอนที่ 77 : แกวอนเองนะนัท !

    หากเพื่อนของคุณมาบอกคุณว่า “ฉันคือคนที่รวยที่สุดในโลก” เพราะว่ามีรถซูเปอร์คาร์แถมยังมีรูปภาพราคาแพงที่ไม่ทราบว่าเป็นของจริงหรือของปลอม
    ระหว่างเชื่อว่าเพื่อนเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกอย่างที่เพื่อนบอก กับเชื่อว่าเพื่อนพูดโกหกเพื่อที่จะปกปิดเหตุผลที่แท้จริงบางอย่าง คุณคิดว่าคุณเลือกที่จะเชื่อแบบไหนง่ายกว่ากัน
    แน่นอนว่าต้องเป็นแบบแรกมันดูแล้วน่าจะเชื่อถือได้มากกว่าและนั่นก็คือสิ่งที่นัทเชื่อในตอนนี้ คนที่รวยที่สุดในโลกเนี่ยนะ ให้ตายเถอะหินถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร นัทก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้น
    “คนที่รวยที่สุดในโลกอ่ะน๊ะ โอเค โอเค เชื่อก็ได้” ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงและท่าทางของนัทไม่ได้บอกว่าเชื่อในสิ่งที่หินพูดเลยแม้แต่น้อย
    แต่ไหนแต่ไรเวลาที่มันจะแกล้งเขา เล่นมุก มันก็เล่นด้วยสีหน้าจริงจัง หน้าตายแบบนี้ตลอดอยู่แล้ว นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่หินหลอกมันเป็นแน่ นัทคิดขึ้นในใจ
    “......” หินไม่ได้ตอบอะไรออกไป แม้หินจะรู้ว่านัทมันไม่ได้เชื่อในสิ่งที่หินพูด เพราะมันดูออกจะโอเวอร์น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่ช่วยไม่ได้สิ่งที่เขาพูดออกไปมันก็คือความจริงทั้งหมด มันจะเชื่อไม่เชื่อ เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว
    “แล้วครอบครัวหินทำธุรกิจอะไรเหรอ” นัทเปลี่ยนหัวข้อที่จะคุย
    “ธุรกิจการเงิน” หินตอบขึ้น
    “มิน่าถึงได้รวยนัก” นัทพยักหน้าอย่างเข้าใจ
    “แล้วพ่อแม่หินล่ะ ท่านไปไหน ทำงานเหรอ? ” นัทถามขึ้นด้วยความสนใจ ตั้งแต่ที่ได้รู้จักหิน ญาติของหินคนเดียวที่นัทรู้จักก็คือ น้องแทน ที่เคยไปเที่ยวทะเลด้วยกันในครั้งนั้นและหินไม่เคยพูดถึงคนในครอบครัวคนอื่นให้เขาฟังเลย
    “พวกท่านเสียแล้ว” หินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
    “เอ่อ...นัทเสียใจด้วยนะหิน นัทไม่รู้...”
    “ช่างมันเถอะ เรื่องมันก็นานแล้ว” หินเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ อันที่จริง ความทรงจำของหินในร่างนี้เกี่ยวกับพ่อแม่ มันช่างเลือนรางซะเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะอุบัติเหตุในครั้งนั้นมันรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อความทรงจำของหินคนเก่าล่ะมั้ง หินก็ไม่แน่ใจ
    “แล้วแบบนี้ใครที่เป็นคนสานต่อธุรกิจของครอบครัวล่ะ พวกญาติๆ เหรอ” นัทคิดว่าคงจะมีญาติผู้ใหญ่คนอื่นมารับช่วงต่อช่วยเหลือหินอย่างแน่นอน
    “ฉันไม่มีญาติที่ไหนหรอกนะ นอกจากแทน” หินเอ่ยขึ้นพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม กลิ่นของมันยังคงหอมเช่นเดิม ช่วยให้ความรู้สึกของหินผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
    ส่วนแก้วของนัทนั้น ชาก็ยังคงเต็มแก้วเฉกเช่นเดิม ดูเหมือนว่าต่อมความอยากรู้จะปิดต่อมอาหารไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมันแทบไม่ได้สนใจชาเกรดพรีเมี่ยมตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
    “งั้นแสดงว่า หินเป็นคนดูแลธุรกิจครอบครัวคนเดียวเองทั้งหมดเลยสิ!” นัทเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึง
    หินไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธออกไป ปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นคำตอบให้นัท
    จะเรียกว่าคนเดียวก็ไม่ถูกนัก เพราะคนที่ทำหน้าที่ดูแลส่วนใหญ่จะเป็นเดวิดซะมากกว่า
    ‘มิน่าล่ะที่หินต้องรีบกลับบ้านตลอดทุกเย็นไม่ค่อยมีเวลาไปไหนมาไหนก็เพราะต้องรีบกลับมาทำธุรกิจครอบครัวต่อสินะ และที่มีอารมณ์เย็นชา เงียบขรึมก็เพราะพ่อแม่เสียไปแล้ว ทำให้กลายเป็นคนขาดความอบอุ่นจากครอบครัวนี่เอง…’ นัทคิดเองเออเองอย่างเป็นตุเป็นตะ
    ถ้าหินรู้ว่าการที่เขาเงียบแทนที่จะตอบออกไปตรงๆ นั้นมันทำให้ไอ้นัทคิดอะไรได้ขนาดนี้ หินคงรีบตอบออกไป ไม่ปล่อยให้มันคิดเองเออเองจนเป็นเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน
    “หินคงเหนื่อยน่าดูสินะ” นัทเอ่ยขึ้นด้วยความเห็นใจ
    หินเหลือบไปมองนัทด้วยสายตาแปลกๆ
    ‘มันมาไม้ไหนวะเนี่ย ไอ้ประโยคเห็นอกเห็นใจไม่น่าออกมาจากปากแกได้สินัท’ หินลอบด่าขึ้นในใจ
    ‘ไม่เป็นไรนะเพื่อน เราจะไม่ปล่อยให้นายโดดเดี่ยวอย่างแน่นอน’ นัทมองมาทางหินด้วยสายตามาดมั่น
    ‘ทำไมมันมองฉันแบบนั้นล่ะ!? ’ หินเห็นสายตาที่นัทมองมาแล้วก็รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
    เพียงครู่เดียวนัทก็ถอนสายตากลับไป พร้อมกับหันไปสนใจแก้วชาที่วางอยู่ตรงหน้าตน
    “ในแก้วนี้คืออะไร ชาเหรอ? ” นัทถามขึ้นอย่างสนใจพลางหยิบแก้วชาขึ้นมาพิจารณาตรงหน้า
    ‘อยู่ในแก้วชา คงเป็นน้ำกระเจี๊ยบมั้ง’ หินประชดขึ้นมาในใจ
    “ชาหอมมูซอ” หินตอบขึ้น
    “หืม ชาหอมมูซอ มันหอมจริงเหรอ” นัทเอ่ยขึ้นด้วยความสนใจพลางยื่นแก้วมาจ่อที่จมูกของตัวเองและสูดดมกลิ่นเข้าไป
    สูด
    “โห หอมจริงด้วย ทำไมมันหอมขนาดนี้” พูดจบนัทไม่รีรอรีบดื่มชาเข้าไปทันที
    “อื้อหือ รสชาติหวานละมุนลิ้นแถมยังมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยขึ้นจมูกอีกด้วย เอามาจากไหนเนี่ย” นัทถามขึ้น
    พลางหยิบกาที่บรรจุชาเทลงไปในแก้วที่ว่างเปล่าของตน
    “ชาหอมมูซอจากพม่า มันมีปลูกแค่ที่นั่นที่เดียว” หินอธิบายขึ้น หินตัดสินใจที่จะเรียกชาหอมนี้ว่า ชาหอมมูซอ เพื่อเป็นเกียรติแก่หมู่บ้านของมังหน่าที่เป็นคนปลูกมันขึ้นมา
    “ทำไมดื่มแล้วมันรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายแบบนี้เนี่ย” นัทเอ่ยขึ้นเมื่อดื่มเข้าไปแก้วแล้วแก้วเล่า จนกระทั่งกาบรรจุชาเหลือไว้เพียงความว่างเปล่าภายใน
    “เอ่อ...หิน นัทขออีกสักกานะ” นัทเอ่ยขึ้นด้วยสายตาอ้อนวอน ตั้งแต่เกิดมามันยอมรับเลยว่ามันไม่เคยดื่มชาที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
    หินไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแค่หยิบกาใส่ชาลุกขึ้นเดินออกไปยังห้องครัวในทันที เขาไม่ว่าอะไรมันหรอก เพราะครั้งแรกที่ได้ดื่ม อาการของเขาก็ไม่ได้ต่างจากมันเท่าไหร่นัก
    ในระหว่างที่รอหินทำชาอยู่นั้นนัทมันก็ลุกออกไปเดินสำรวจภายในบ้าน..ไม่กี่นาทีจากนั้นหินก็เดินกลับมาที่ห้องรับแขกพร้อมกับกาใส่ชาที่ในตอนนี้ได้บรรจุชาหอมมูซอมาจนเต็ม
    “เอ้า มันหายหัวไปไหนแล้วเนี่ย” หินเอ่ยขึ้นเมื่อพบว่าในตอนนี้นัทไม่ได้อยู่ในห้องรับแขกแล้ว
    “คุณนัทอยู่ที่โซนออกกำลังกายครับดอกเตอร์” เดวิดเอ่ยขึ้นอย่างรู้งาน
    “มันไปทำอะไรตรงนั้น” หินพูดขึ้นพลางวางกาน้ำชาไว้บนโต๊ะก่อนที่จะเดินไปยังโซนออกกำลังกายที่ว่า.เมื่อมาถึงหินพบว่านัทมันกำลังพิจารณาเป้าชก กระสอบทรายต่างๆ ด้วยความสนใจ
    “ไม่คิดว่าในห้องออกกำลังกายจะมีเป้าซ้อมมวยอะไรแบบนี้ด้วย” นัทเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังพิจารณาอุปกรณ์ที่ดูเหมือนจะถูกผ่านการใช้งานมาแล้วพวกนี้
    “แกมาทำอะไรที่นี่” หินถามขึ้นเมื่อเดินมาถึง
    “อ้อ นี่หินก็ฝึกศิลปะป้องกันตัวด้วยเหรอ” นัทถามขึ้นอย่างสนใจ มันไม่เคยคิดเลยนะว่า หินจะฝึกอะไรพวกนี้ด้วย
    “ฝึกสิ ทำไม? ” นี่เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ภาคบังคับของโลกเก่าของหินเลยด้วยซ้ำ ในโลกของเขาทุกคนต้องฝึกศิลปะป้องกันตัวไม่แขนงใดก็แขนงหนึ่ง ไม่ว่าอาชีพไหนก็ตาม ถึงจะเป็นหมอ เป็นนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ ผู้หญิง ผู้ชาย ก็ไม่มีข้อแม้
    นัทเหลือบไปมองนวมที่แขวนอยู่ข้างๆ ก่อนจะพูดขึ้น
    “นัทก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าหินจะเก่งขนาดไหน เรามาลองกันสักตั้งไหม? ” นัทเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
    หินเลิกคิ้วขึ้นมองนัท ก่อนจะเอ่ยขึ้นมา
    “แน่ใจเหรอที่พูดแบบนี้ ฉันว่าแกอย่าหาเรื่องเลยดีกว่า” หินเตือนขึ้นด้วยความหวังดี ถึงเขาจะเป็นนักวิจัยแต่ก็ไม่ใช่นักวิจัยที่อ่อนแอปวกเปียกรอให้คนอื่นมาปกป้องหรอกนะ ระดับศิลปะป้องกันตัวของเขาอยู่ที่ขั้น A+ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดแล้ว ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยมีเหตุให้ใช้มัน แต่เขาก็ยังฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
    นี่จึงเป็นเหตุให้เขาสร้างห้องออกกำลังกายนี้ขึ้นมา หนึ่งก็เพื่อออกกำลังกาย สองก็เพื่อฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ของตัวเขาเอง
    “ป๊อดเหรอ กลัวนัทอ่ะดิ” นัทยิ้มขึ้นด้วยท่าทางกวนๆ พร้อมเอ่ยยั่วยุหิน
    ‘ฉันเตือนแกแล้วนะ ไอ้นัท’ หินนึกขึ้นในใจก่อนเอ่ยออกมา
    “'งั้นก็สวมนวมซะ”
    “ต้องแบบนี้สิ” นัทพูดขึ้นอย่างได้ใจ
    หลังจากที่ทั้งคู่ได้เปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มายืนประจันหน้ากันอยู่ที่ห้องซ้อม
    “เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะนัท” หินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
    “ทำไม หินกลัวเหรอ หึหึหึ” นัททำท่าทางล้อเลียนหิน เขาล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าหินมันจะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว มันจะสู้หัวโจกอันธพาลแบบเขาได้รึเปล่า?
    “แกจำเอาไว้นะไอ้นัท ว่านี่ แกวอนเอง” หินเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มไฟต์ในทันที...หลังจากจบไฟต์ทั้งสองก็ได้กลับมานั่งที่ห้องรับแขกอีกครั้ง
    หินเดินแยกออกไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมผ้าขาวและน้ำแข็ง
    “อ่ะนี่ผ้า เอาไว้ซับเลือดกำเดาและก็น้ำแข็งเอาไว้ประคบแผล” หินเอ่ยขึ้นพลางยื่นผ้าขาวและน้ำแข็งที่ใส่ไว้ในชามให้นัท
    นัทรับมันมาด้วยความรู้สึกหลากอารมณ์ ทั้งกลัว ทั้งหลาบจำ ทั้งทึ่ง ทั้งโมโห ทั้งแค้น ปนเปกันไป ใครจะไปคิดว่า เขาจะโดนล้มภายในเวลาแค่ 1 นาที วินาทีที่ 20 โดนหมัดเข้ากลางจมูก วินาทีที่ 40 โดนศอกเข้าที่เบ้าตา วินาทีที่ 60 โดนถีบล้มจนลุกไม่ไหว สุดท้ายต้องให้หินมันช่วยพยุงกลับมาที่ห้องรับแขก
    ทั้งจุกท้อง ปวดตา เจ็บจมูกและตอนนี้เลือดกำเดายังไหลออกมาไม่หยุดเลย เขาไม่เคยคิดเลยว่าศิลปะป้องกันตัวของหินมันจะโหดขนาดนี้ ปกติคนที่เรียนเก่งๆ ฉลาดๆ เรื่องใช้กำลังมันต้องด้อยไม่ใช่เหรอ!?
    “ฉันเตือนแกแล้วนะ” หินเอ่ยย้ำขึ้นอีกครั้ง ประหนึ่งกำลังบอกว่านี่มันไม่ใช่ความผิดฉัน แต่แกอยากลองดีเองต่างหาก
    นัทมันไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ เพราะหินก็ได้เตือนมันแล้วจริงๆ แต่ตัวมันเองนี่แหละที่แส่ไปหาเรื่องหิน สุดท้ายมันก็ได้แต่เพียงเก็บความขุ่นแค้นเอาไว้ภายในใจ ก่อนที่จะประคบเย็นให้ตัวเองต่อไป
    ก่อนที่จะหยิบชาที่กำลังร้อนๆ อยู่นี้ขึ้นมาดื่มเพื่อหวังว่ามันจะช่วยให้ลืมความอัปยศที่พึ่งประสบพบเจอมาเมื่อสักครู่นี้ลงได้ (มันไม่ใช่เหล้านะเฮ้ย!)

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน