จื่อเหยียนเป็นคนที่เขาอยากได้ เป็นธรรมดาที่เขาจะเล่นตุกติก ในไดนาสตี้ เอ็นเตอร์เทนเมนท์นี้ หลี่เฉิงชอบใครขึ้นมา ก็ไม่เคยที่จะปล่อยให้หลุดรอดมือเขาไปได้
ผู้กำกับได้ยินดังนั้น ก็หันมาพูดกับจื่อเหยียน
“จื่อเหยียนอ่าจื่อเหยียน เธอตกต่ำขนาดนี้แล้วยังคิดไม่ได้อีกหรือไง? ดาราหลงยุคอย่างเธอถ้าไม่ลงทุนอะไรซะหน่อยเธอคิดว่าจะกลับมาดังได้? อย่าว่าแต่จูบเลย ต่อให้เป็นหนังอีโรติกเธอก็ต้องเล่น อยู่ในวงการมาตั้งนมนาน เรื่องแค่นี้เธอยังเข้าใจไม่ได้อีกเหรอ?”
หลี่เฉิงได้ยินที่ผู้กำกับพูดเมื่อกี้ ก็ยิ้มกระหยิ่มใจ
แต่จื่อเหยียนยังคงยืนยันคำเดิม “เหตุผลแค่นี้ฉันเข้าใจ แต่ฉากจูบยังไงฉันก็ไม่ถ่าย อีกอย่าง บริษัทส่งพวกคุณมาช่วยฉันในการถ่ายทำ MV ไม่ได้ให้คุณมาสอนอะไรฉัน ถ้าคุณยังจะให้ฉันเล่นบทจูบ MV ไม่ถ่ายก็ได้”
“เธอว่าไงนะ?”
ผู้กำกับไม่รู้จะทำยังไงกับความเด็ดเดี่ยวของเธอ ได้แต่มองหลี่เฉิงดูอาการว่าเขาจะมีท่าทียังไง
หลี่เฉิงเห็นดังนั้นก็เอ่ยปากขึ้น “จื่อเหยียน เอาอย่างนี้มั้ย? ฉากจูบก็เอาอะไรมาติดป้องกันไว้หน่อยแล้วกัน เธอคิดว่าไง?”
แต่คำตอบที่ได้จากเธอทำให้เขาต้องชะงัก
“ฉันจะไม่ถ่ายฉากจูบอะไรทั้งนั้น” จื่อเหยียนปฏิเสธง่ายๆ น้ำเสียงบ่งบอกชัดว่า ถ้าผู้กำกับยังจะยัดเยียดฉากจูบนี้ให้เธอ การถ่ายทำก็เป็นอันยกเลิก
“ติดฟิล์มป้องกันก็ไม่ได้?”
หลี่เฉิงหน้าเสีย โดนจื่อเหยียนปฏิเสธถึงสามครั้งสามคราต่อหน้าคนมากมาย เขารู้สึกเสียหน้าอย่างมาก
“ไม่ได้” จื่อเหยียนย้ำอีกครั้ง
สมัยก่อนที่เธอไม่เล่นหนังอีโรติกเป็นเพราะแค่เธอไม่อยากเล่น ตอนนี้ยิ่งมีเหมิงเหมิงด้วยแล้ว ยิ่งมีเหตุผลเพิ่มเข้ามาอีก
“ก็ดี”
หลี่เฉิงฝืนยิ้ม “จะถ่ายยังไงก็แล้วแต่เธอ”
หลี่เฉิงพูดเสร็จก็เดินจากไป
“เธอ...” ผู้กำกับจ้องเธอ “เฮ้ย...งั้นถ่ายเอาเองก็แล้วกัน”
พูดจบก็เดินตามหลี่เฉิงไป
“ถ่ายเองก็ถ่ายเองสิ คิดว่าตัวเองวิเศษแค่ไหนเชียว? ระยำเอ๊ย” โจวเฟยมองเหยียดหยาม “มาๆ ๆ ถ่ายทำตามที่ฉันบอกนี่ ไม่ต้องไปง้อตานั่นหรอก มีไม่มีก็เท่านั้นแหละ”
......
เหลียงเมิ่งฉี พักอยู่ที่คอนโดหรูใกล้ๆ กับเซียวเชียน ต่างกันตรงที่เขาซื้อ แต่เธอเช่า
เวลานี้เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโพสต์ข้อความลงในโซเชียล
“เดาซิว่าวันนี้ฉันไปเจอใครมา?”
“คนหล่อ?” ผู้ชายนะยะเข้ามาคอมเมนต์
“ไม่ใช่ๆ น่าจะเป็นแฟนเก่าที่เธอบังเอิญไปเจอเข้า” สาวอวบที่ไปชายหาดด้วยกันกับเธอเข้ามาเมนต์
“แฟนเก่าซะที่ไหนล่ะ พวกเธอจำเด็กน่ารักๆ ที่ฉันส่งขวดน้ำให้ที่ชายหาดครั้งก่อนได้มั้ย?” เหลียงเมิ่งฉีตอบ
ผู้ชายนะยะ “จำได้สิยะ น่ารักขนาดนั้นใครก็ต้องจำได้”
หญิงอวบ “เมื่อไหร่เธอจะเลิกดัดจริต? น่าสะอิดสะเอียน เมิ่งฉี หรือเธอไปเจอกับเด็กคนนั้นเข้า?”
“ใช่แล้ว เจอทั้งพ่อทั้งลูกเลย อิอิ พวกเธอเดาซิว่าตานั่นเขาทำอะไร?” เหลียงเมิ่งฉี ตอบกลับด้วยคำถาม
ผู้ชายนะยะ “ดูท่าคงจะไม่พ้นเป็นศิลปินข้างถนนหรอก ใช่มั้ย?”
สาวอวบ “ฉันว่า...คงจะเป็นผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งใช่มั้ย? ถึงจะดูบอบบางไปหน่อย แต่ก็ดูดีกว่าตุ๊ดแถวนี้เยอะแยะเลย”
“เห็นด้วยกับความเห็นบน”
“เห็นด้วยกับความเห็นบน”
คนในโซเชียลพากันมาคอมเม้น
“จะเดาไกลไปไหนของพวกเธอ เขาเปิดร้านอาหารต่างหากล่ะ” เหลียงเมิ่งฉี ไม่รอให้ถามต่อ “จะบอกให้ก็ได้ เขาเปิดร้านอาหารชื่อร้าน สบายๆ แบบเหมิงเหมิง ลูกสาวของเขาชื่อเหมิงเหมิง ดูรักลูกมากไปเลยมั้ยล่ะ”
ผู้ชายนะยะ “ก็ดูรักลูกดีออกนะ ที่แท้ก็เป็นเจ้าของร้านอาหารเล็กๆ เองหรอกเหรอ”
“ร้านอาหารของเขาดูไม่เหมือนใครเลยล่ะจะบอกให้ เห็นครั้งแรกฉันคิดว่าเป็นบ้านซะด้วยซ้ำ อีกอย่างนะพวกเธออย่ามองว่าเขาเป็นแค่เจ้าของร้านอาหารเล็กๆ นะ แค่ของประดับในร้านแต่ละอย่างนี่ ราคาเกินล้านทั้งนั้น”
ผู้ชายนะยะ “ไอ้หยา คนรวยหรอกเหรอ ร้ายมาก คนรวยอยากได้ๆ ”
สาวอวบ “น่าขยะแขยง ตุ๊ดไม่เจียมกะลาหัว”
“น่าขยะแขยง ตุ๊ดไม่เจียมกะลาหัว”
“น่าขยะแขยง ตุ๊ดไม่เจียมกะลาหัว”
“แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น” เหลียงเมิ่งฉี ตอบ “ประเด็นมันอยู่ที่ว่าอาหารที่เขาทำนั้นมัน หอมมว๊ากๆ ๆ ๆ ตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่ฉันเพิ่งได้กินอาหารอร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก ไอ้หยา พอนึกถึงก็อยากกินอีก แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว”
ผู้ชายนะยะ “หือ? จริงหรือเปล่าเนี่ย? คุณหนูใหญ่ เธอกินยากจะตาย ฉันยังไม่เคยเห็นเธอชมร้านไหนแบบนี้มาก่อนเลย”
“ข้าวอะไรๆ ๆ รีบๆ บอกมาซะทีดิ”
“ข้าวผัดไข่” เหลียงเมิ่งฉี ตอบ
“หึๆ ...แกล้งกันใช่มั้ยเนี่ย?”
“นี่ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ” เหลียงเมิ่งฉี ตอบกลับ “ข้าวผัดไข่นั่นอร่อยเว่อร์เลยล่ะ ยังมีนมอีก ไม่เคยได้กินนมอะไรที่อร่อยแบบนั้นมาก่อนในชีวิตจริงๆ นะ พวกเธอรู้มั้ย เจ้าของร้านคนนี้เป็นคนแปลกๆ แหละ เขาจะขายอาหารเฉพาะตอนที่ทำกับข้าวให้ลูกสาวเขากินเท่านั้น ฉันเองรออยู่นานทีเดียวกว่าจะได้กิน แถมข้าวผัดไข่ยังราคาแพงตั้งจานละ 280 นมแก้วละ 80 แต่อย่าว่าจานละ 280 เลย จานละ 2800 ฉันก็กิน เพราะมันอร่อยโคตร”
สาวอวบ “จริงอ่ะ? อร่อยขนาดนั้นเลย?”
“ข้าวผัดไข่จานละ 280 นมแก้วละ 80 แพงไปนะ”
ผู้ชายนะยะ “ยังไงฉันก็ไม่เชื่อ ข้าวผัดไข่มันจะไปอร่อยขนาดนั้นได้ไง? เขาขึ้นไปผัดบนสวรรค์หรือไงยะ?”
“ถ้าโกหกฉันยอมเป็นหมา” เหลียงเมิ่งฉี ตอบกลับ “เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ ฉันนอนก่อนล่ะ เดี๋ยวเจ็ดโมงฉันตื่นไม่ทันไปกินข้าวผัดไข่ ถ้าพลาดไปฉันคงกินอย่างอื่นไม่ลงแน่ๆ ”
สาวอวบ “เจ็ดโมงใช่มั้ย? ฉันไปด้วย”
ผู้ชายนะยะ “ฉันก็ไป”
“งั้นก่อนเจ็ดโมงพวกเธอโทรมาปลุกฉันด้วยแล้วกัน ฉันนอนก่อนล่ะ” เหลียงเมิ่งฉี กำลังจะนอน
“ติ๊ง....”
โทรศัพท์ดังขึ้น เหลียงห้าวพี่ชายของเธอโทรเข้ามา
“พี่ ทำไมโทรมาดึกขนาดนี้เนี่ย?” เหลียงเมิ่งฉี ถาม
“เมิ่งฉี เธออยู่เซียงเจียงใช่มั้ย?” พี่ชายของเธอถาม
“ใช่ไง”
“พี่ก็กำลังจะไปเซียงเจียง” เขาบอก
“หา?” เหลียงเมิ่งฉี ตกใจเล็กน้อย “พี่จะมาทำอะไร? แล้วบริษัทที่สิงคโปร์ใครจะดู?”
“ให้เป็นหน้าที่ของลุงรองไป สองปีที่ฉันเข้าไปดูแลบริษัท ราคาหุ้นก็ดีดขึ้นถึงสิบเท่า ฉันจะพักผ่อนที่เซียงเจียงให้หนำใจฉันบ้าง”
“คนพวกนั้นยอมให้พี่มากับเขาด้วย? น้ำท่วมหลังเป็ดหรือไง มาก็ดี ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวก็เบื่อจะแย่”
“ครั้งนี้ฉันไม่ได้ไปเที่ยว เอ่อ...ครั้งนี้ฉันตั้งใจไปหาจื่อเหยียน” เสียงของเขาอ่อนโยนขึ้นมาทันที
“จื่อเหยียน?” เหลียงเมิ่งฉี สงสัย “จะไปหาหล่อนทำไมกัน? พวกพี่ไม่ได้มีอะไรกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“อายุฉันก็ปาเข้ายี่สิบเจ็ดแล้ว พวกผู้ใหญ่ก็อยากให้ฉันแต่งงาน คุณพ่อบอกภายในหนึ่งปีถ้าฉันยังหาแฟนไม่ได้จะจับคลุมถุงชน ฉันคิดไปคิดมาก็มีแต่จื่อเหยียนเท่านั้นแหละ ที่เหมาะจะเป็นภรรยาให้ฉัน ได้ยินว่าเธออยู่ที่เซียงเจียง ชีวิตไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าไหร่ ครั้งนี้ฉันไปก็จะถือโอกาสช่วยเธอไปในตัวเลย” เหลียงห้าวอธิบาย
“แล้วพี่จะมาเมื่อไหร่?” เหลียงเมิ่งฉี ถาม
“เร็วสุดก็เดือนหน้านี้แหละ เรื่องเวลายังไม่แน่นอน จัดการธุระที่บริษัทเสร็จเมื่อไหร่ก็ไปทันที” เขาตอบ
“อ่อ รู้เรื่องแล้ว ฉันนอนก่อนล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไม่ทันไปกินข้าวผัดไข่ แค่นี้นะ”
เหลียงเมิ่งฉี วางสายโทรศัพท์ ขณะที่เธอกำลังจะหลับ ภาพจางฮ่านก็ลอยขึ้นมาในหัว
‘อีตานั่นจริงๆ แล้วก็หล่อดีเหมือนกันน้า’
วันต่อมาหกโมงกว่า จางฮ่านกับเหมิงเหมิง ก็ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว
จางฮ่านลงมาชั้นล่าง เปิดเพลงฟังเพลินๆ ระหว่างเตรียมอาหารเช้า
อีกสิบนาทีเจ็ดโมงเช้าก็มีแขกมาเยือน เธอมาจากร้านอาหารที่เปิดอยู่ข้างๆ “เถ้าแก่ ที่ร้านขายอาหารอะไรบ้างเหรอคะ?” หญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ถามด้วยความอยากรู้
จบตอน