ลมอุ่นของเมืองซีเหอพัดผ่านถนนหินเรียบ ๆพร้อมกลิ่นหอมของดินชื้นหลังฝนพรำเมื่อคืนเสียงลำธารเล็กที่ไหลผ่านหลังร้านขนมปังดังคลอเบา ๆ ให้ความรู้สึกสงบที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่ใดๆ
“ร้านขนมปังแห่งเต๋า” ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนเล็ก ๆ ร้านไม้เก่า ๆที่ถูกปรับปรุงจนอบอุ่นเหมือนบ้าน เตาอบยังคงค่อย ๆปล่อยไอร้อนออกมาเป็นระยะเหมือนหายใจเบา ๆและกลิ่นเนยกระเทียมก็อบอวลไปทั่วทั้งตรอก
ช่วงนี้ขนมปังขายได้น้อยกว่าเดิมเพราะหลินเทียนดันขึ้นราคาจน“โอสถแห่งความใส่ใจ” กลายเป็นสินค้าหรูที่คนธรรมดาไม่กล้าซื้อแต่ก็ทำให้ร้านเงียบสงบ…จนเงียบเกินไป
เจียงฟานกำลังใช้ตะเกียบคีบขนมปังที่อบเสร็จใหม่ ๆขึ้นมาวางบนตะแกรง เขาเปิดหน้าเมนูในระบบ อินเทอร์เน็ตปราณเซียนในหัวอีกครั้ง และบ่นงุด ๆ
“แหม…บทความ ‘วิธีทำเงินในต่างโลก’ มีตั้งร้อยข้อไม่มีสักข้อที่ทำได้ง่ายเลย…”
ขณะกำลังกังวลเรื่องรายได้ ประตูร้านก็ดังกริ๊งเบา ๆซูเม่ยเดินเข้ามาในร้านพร้อมถุงผ้าไหมใบเล็กในมือใบหน้าเคร่งเครียดราวกับถือพระบัญชาจากสวรรค์
ซูเม่ยส่งถุงเงิน“ท่านอาจารย์…” นางก้มศีรษะต่ำจนผมยาวไหลลงมาเหมือนสายผ้าไหม“ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนให้ท่านทราบ”
เจียงฟานขมวดคิ้ว
“อีกแล้ว? อย่าบอกนะว่าเจ้าสำนักไหนมาตีความเตาอบเป็นค่ายกลลับอีก”
ซูเม่ยยื่นถุงผ้าอย่างนอบน้อม
“นี่คือ… ‘เงินเดือน’ ของท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
เจียงฟานสะดุ้ง “หา? เงินเดือน? จากใคร?”
“จากพวกเราทั้งหมดเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยเสียงนุ่ม“ท่านอาจารย์มอบสัจธรรมสูงส่งแก่พวกเราทั้งยังทำงานหนักในร้านขนมปัง—พวกเราจึงรวบรวมเงินให้ท่านเป็นการตอบแทน”
เจียงฟานรีบเปิดถุงออก ผลึกทองคำส่องแสงสะท้อนแสงแดดจนแสบตา
“…โอ้โห นี่มัน… เงินเดือนจริง ๆ …”
ความซาบซึ้งแบบมนุษย์เงินเดือนรุ่นใหม่ผู้ได้รับเงินแรกในชีวิตแล่นวูบขึ้นมา
“ในที่สุด ฉันก็…มีรายได้อย่างเป็นทางการแล้ว!”
ซูเม่ยสั่นเทิ้มเหมือนโดนจิตกระแทก
• ‘เงินเดือน’: มิใช่ทรัพย์ทางโลกแต่คือศรัทธาที่ศิษย์มอบแด่ปรมาจารย์
• ‘ฉันทำงานมาตั้งนาน’:คือคำสอนให้มนุษย์อย่าคิดว่าการทำงานเป็นภาระ
• ‘ทุกคนควรได้เงินอย่างยุติธรรม’:คือประกาศิตแห่งความยุติธรรมของเต๋า!
ซูเม่ยน้ำตาคลอ “ท่านอาจารย์…ช่างยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย!”
ความคิด…กลายเป็น ‘สัจธรรม’ อีกครั้งเจียงฟานยิ้มกว้าง
“ซูเม่ย ฉันว่าเงินแบบนี้ไม่ควรเก็บไว้คนเดียวเราควรแบ่งให้คนที่ทำงานหนักแล้วยังได้เงินน้อยกว่า—อย่างคนทำความสะอาดถนน คนยกของพวกรับจ้างทั่วไป…”
ซูเม่ยอ้าปากค้าง!
• ‘แบ่งให้คนอื่น’ =
ท่านอาจารย์สั่งให้สร้างระบบแบ่งปันความมั่งคั่งแห่งเต๋า!
• ‘คนงานที่ถูกลืมเลือน’ =
กลุ่มผู้มีบุญญาธิการแต่ไร้ลาภทางโลก
• ‘เงินเดือนแรกไม่ควรเก็บไว้คนเดียว’ =
หลักไม่ยึดติดในปัจจัยทางโลกขั้นสูง
ซูเม่ยรีบคุกเข่า “ท่านอาจารย์!ข้าน้อยจะรีบไปประกาศคำชี้แนะนี้โดยทันที!”
“หา–เดี๋ยวก่อน!”
แต่ซูเม่ยก็วิ่งออกจากร้านแล้ว ทิ้งเจียงฟานยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าตะแกรงขนมปัง
หลินเทียนกำลังเขียนแผนงานขยายหอรวมปราณแห่งสัจธรรมโดยรอบมีผู้ติดตามนิกายต่าง ๆ มานั่งฟังคำสอนที่ตีความเองไม่รู้จบ
ซูเม่ยวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
“ท่านพี่หลิน! ท่านอาจารย์มีคำบัญชาสำคัญมาก!”
หลินเทียนลุกขึ้นยืน “คำบัญชาอะไรหรือ?”
ซูเม่ยยื่นถุงเงินที่เจียงฟานให้เธอแบ่ง
“ท่านอาจารย์ต้องการให้เราจัดตั้ง ‘กองทุนแห่งความเมตตาและสามัญชน’เพื่อช่วยผู้คนที่ทำงานหนักแต่ไร้ค่าตอบแทน!”
ห้องทั้งห้องเงียบ…
ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงฮือฮาเหมือนฟ้าผ่าวันมืดครึ้ม
“กองทุนเมตตา!”
“นี่คือสัจธรรมใหม่ของท่านปรมาจารย์!”
“นี่คือปฏิวัติการเงินของโลกเซียน!”
หลินเทียนเหงื่อไหลพรากราวกับบรรลุธรรมกลางแดด
“ท่านอาจารย์…กำลังสร้างระบบ ‘เศรษฐกิจแบบเมตตาพลวัต’!”
ทันใดนั้นผู้ติดตามเริ่มตีความกันเอง
“นี่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่!”
“จะเป็นยุคแห่งการแบ่งปัน!”
“ข้า! ข้าจะไปมอบเงินให้คนกวาดถนนเดี๋ยวนี้!”
เสียงซุบซิบดังในห้องอย่างไม่หยุดหย่อน
การกระจายเงิน—ปฏิกิริยาของผู้คนวันรุ่งขึ้นคนกลุ่มหนึ่งถูกส่งไปเมืองจิ่นหลิงพร้อมถุงเงินหลายใบ
แม่ครัวโรงเตี๊ยมในจิ่นหลิงกำลังล้างหม้อเก่า ๆ สีหน้าล้าเต็มที เมื่อนางได้รับเงินนางถึงกับหยุดหายใจไปชั่วครู่
“นี่…ของข้า? จริงหรือ? ข้าทำงานมา 20 ปีไม่เคยมีใครให้เงินเพิ่มแม้แต่เหรียญเดียว…”
นางร้องไห้ทันที ร้องจนคนแถวนั้นตกใจ
คนกวาดถนนเมืองจิ่นหลิงเขามองเงินในมืออย่างไม่เชื่อสายตา
“นี่หรือคือการยอมรับจากสวรรค์…?”
เขายกไม้กวาดขึ้นสูงเหมือนยกดาบขึ้นสู่ฟ้า
“จากวันนี้ไป ข้าจะกวาดให้สะอาดที่สุดในชีวิต!”
ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านปรมาจารย์ให้เงินคนงานเหรอ?”
“เป็นไปได้ยังไง! ปรมาจารย์ระดับเซียนยังสนใจพวกเรา?”
“นี่แหละยุคทองของซีเหอ!”
ร้านค้าเริ่มขายดีขึ้นทันที
ร้านชาก็มีลูกค้าเพิ่ม
ร้านผักก็ขายหมดเร็วกว่าปกติ
ทุกคนบอกว่า “เพราะคนงานมีเงินใช้”
เศรษฐกิจซีเหอพลิกฟื้นแบบแทบไม่ทันตั้งตัว
กลับมาที่ร้านขนมปังเจียงฟานนั่งนับเหรียญที่เหลือในถุงเงิน—เหลือเพียงสองเหรียญทองแดงเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เงินเดือนก้อนแรก…หายไปหมดเลย”
แต่เขาก็ยิ้มให้กับความรู้สึกดี ๆ
“ก็ถือว่าช่วยคนอื่นละกัน…”
ซูเม่ยเข้ามาเงียบ ๆ ยืนพนมมือราวกับยืนต่อหน้าพระโพธิสัตว์
“ท่านอาจารย์ โปรดวางใจได้เจ้าค่ะทุกคนซาบซึ้งในเมตตาของท่านอย่างสุดหัวใจ”
เจียงฟานยกมือ
“ซูเม่ย คราวหน้าถ้าเธอจะเอาเงินเดือนมาให้ฉัน…ช่วยอย่าไปบอกคนอื่นนะ ฉันเขิน”
ซูเม่ยน้ำตาคลออีกครั้ง
“ท่านอาจารย์ทรงทำความดีโดยไม่หวังให้ใครรู้…ท่านช่างสมถะเหนือสรรพสิ่ง!”
เสียงซุบซิบดังจากหน้าร้าน
“นี่หรือคือปรมาจารย์ที่แท้จริง!”
“ปฏิเสธเกียรติยศ! ปฏิเสธเงินทอง!”
“ยิ่งสมถะ โลกยิ่งศรัทธา!”
เจียงฟานยกมือปิดหน้า
“โอ๊ย…ไม่ใช่แบบนั้นเลย…”
แต่เสียงซุบซิบยังดังต่อเนื่องเหมือนคาถาแห่งความเข้าใจผิด
และในวันนั้น ตำนานบทใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น:
“ท่านปรมาจารย์ผู้ไม่ยึดติดแม้แต่เงินเดือนของตนเอง”