ในเวลานี้ทุกคนมองดูปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานที่นอนหอบหายใจรวยริน ไม่รู้ว่ามีผู้คนจำนวนเท่าไหร่ที่รู้สึกหนาวสะท้านที่สันหลัง ไม่รู้ว่าผู้คนจำนวนเท่าไรที่รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง เหมือนกระดูกถูกทิ่มแทงด้วยเข็มน้ำแข็งอย่างนั้น ทำให้หนาวจนเจ็บปวด
ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานที่เป็นระดับปฐมบรรพบุรุษขั้นมหากัลป์นะเนี่ย ด้วยกำลังความสามารถเช่นนี้ ได้รับโชคขนาดนี้ ระดับขนาดนี้ เป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะที่ผู้คนจำนวนเท่าไรต้องเงยหน้ามอง ในทัศนะของผู้คนจำนวนเท่าไรนี่คือระดับที่พวกเขาต้องการเอื้อมถึง กล่าวสำหรับผู้คนจำนวนเท่าไรแล้ว ที่ชั่วชีวิตของพวกเขาก็ไม่สามารถก้าวไปให้ถึงระดับปฐมบรรพบุรุษได้
ระดับปฐมบรรพบุรุษขั้นมหากัลป์ถือเป็นขั้นสูงสุดในความคิดของสิ่งมีชีวิตไม่รู้จำนวนเท่าไร เรียกว่าเป็นชั้นสูงสุดของสูงสุดแล้ว นับแต่อดีตกาลเป็นต้นมา มันเปรียบเสมือนป้ายบอกสิ้นสุดทาง และยืนหยัดอยู่ตรงนั้นตลอดมา ผู้ที่สามารถก้าวมาจนถึงตรงนี้ได้นั้นมีอยู่ไม่มาก
จะเว้นก็แต่ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดในมิติที่หกขึ้นไปแล้ว ยากจะมีผู้ต่อกรได้อีกแล้วในมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้ ในความคิดผู้คนจำนวนไม่รู้เท่าไรระดับปฐมบรรพบุรุษขั้นมหากัลป์บ่งบอกถึงความปราศจากผู้ต่อกร
มาวันนี้ ตัวตนในระดับเฉกเช่นนั้นเกือบตกตายอย่างอนาถด้วยน้ำมือของหนิงหลง อีกทั้งหาใช่เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดที่โหดร้ายทารุณยิ่งของพวกเขา เป็นการสังหารที่เป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียว กำลังความสามารถของหนิงหลงนั้นเรียกได้ว่าห่างชั้นเหนือกว่าพวกเขาชนิดที่ทิ้งไม่เห็นฝุ่น เขาอาศัยนิ้วเดียวก็สามารถกวาดล้างนิกายมาร และปฐมบรรพบุรุษของพวกเขาจนสิ้น
เมื่อเปรียบเทียบช่วงห่างของกำลังความสามารถเช่นนี้แล้วก็จะพบว่า ระดับของหนิงหลงนั้นเรียกว่าน่ากลัวจนถึงขั้นไม่สามารถจินตนาการได้แล้ว สูงเด่นเกินกว่าจะใฝ่ฝันว่าก้าวไปถึง กระทั่งทำให้ผู้คนมองไม่เห็นที่สุดของเขา ทำให้ผู้คนไม่สามารถมองเห็นตื้นลึกหนาบางของเขา
สิ่งนี้กล่าวสำหรับพวกเขาแล้วเป็นความจริงที่ยากจะยอมรับได้ ภายในใจของบรรดาศิษย์นิกายมารในแดนอันธการล้วนแล้วแต่เปี่ยมด้วยความสิ้นหวัง กระทั่งไม่มีความกล้าแม้แต่จะจ้องมองไปยังหนิงหลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแก้แค้นแล้ว
ต่อให้พวกเขาอยากจะแก้แค้นก็ใจสู้แต่กำลังไม่เป็นใจ มันก็เหมือนวัยรุ่นที่พึ่งจะสร้างตัวขี่รถกระบะที่ยังผ่อนไม่หมดชนท้ายเข้ากับรถหรูมูลค่าหลายสิบล้าน ช่างเป็นอะไรที่ดูสิ้นหวังและไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน
หนิงหลงฝืนยิ้มนิดหนึ่ง ก้าวเดินผ่านประตูเมืองไปยังตำหนักของปฐมบรรพบุรุษอย่างช้าๆ ตัวของเขาแลดูเหมือนปุถุชนที่ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ในเวลานี้ตัวเขาไม่เหมือนเป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะปราศจากผู้ต่อกรตลอดกาล แม้ก้าวขึ้นบันไดยังต้องหอบหายใจทุกๆ สามก้าว ต้องให้เย่ฉุ่ยเหยาและฟู่เยว่เทียนช่วยประคองก้าวขึ้นบันไดตำหนัก
ในเวลานี้หนิงหลงได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ปฐมบรรพบุรุษอย่างช้าๆ ท่าทางของเขาดูหน้าตาเฉย แม้ว่าสิ่งนี้กล่าวสำหรับทุกคนในนิกายมารแล้ว มันคือบัลลังก์ปฐมบรรพบุรุษที่สูงเด่น ขณะที่หนิงหลงนั่งมันก็แค่เป็นที่นั่งที่ธรรมดาๆ เหมือนเก้าอี้พลาสติกตามโต๊ะจีน จนไม่รู้ว่าจะธรรมดาอย่างไรตัวหนึ่งเท่านั้น
"ชีวิตคนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีช่วงจังหวะที่ดูแลไม่ทั่วถึง" หนิงหลงส่ายหน้าเบาๆ และกล่าวว่า "นี่แหละคือเรื่องราวชีวิตคน ซึ่งมักเกิดเรื่องราวที่คาดไม่ถึงได้ทุกเวลา"
"เสด็จพ่อตรัสได้ถูกต้อง ใครบ้างในโลกสามารถสมใจทุกเรื่องราว" ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานลุกขึ้นทันที วิ่งไปอยู่ใต้บัลลังก์แสดงคารวะเต็มรูปแบบต่อหนิงหลง
หนิงหลงยอมรับการคารวะเต็มรูปแบบจากเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน สายตากวาดมองศิษย์นิกายมารไม่ว่าจะมาจากสิบแดนหรือแดนอันธการ
"เสด็จพ่อ การเป็นเซียนยากหรือไม่?" ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานที่มีชีวิตอยู่มานับล้านปี อีกทั้งยังได้คลุกคลีอยู่กับบรรดาผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดมาไม่น้อย ถ้าสติของเขามิได้เลอะเลือน ย่อมมองออกอยู่แล้วว่าหนิงหลงเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่ในฐานะเช่นใด
"เรียกว่ายากก็ได้ เรียกว่าไม่ยากก็ได้" หนิงหลงหัวเราะ และกล่าวว่า "ขึ้นอยู่ที่ว่าไปให้คำจำกัดความกับคำว่าเซียนอย่างไร การให้คำจำกัดความที่แตกต่างกัน ความยากก็จะแตกต่างกัน"
หนิงหลงแสร้งทำตัวเป็นปรัชญาเมธีผู้รอบรู้ เขาไม่กล้ากล่าวความจริงว่า 'How to เป็นเซียนเหรอ? ข้าแค่อ่านหนังสือฟิสิกส์ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ พออ่านจบก็บรรลุเป็นเซียนเลย อิ_อิ'
คำพูดลักษณะเช่นนี้ของเขาอาจทำให้ผู้คนมีจิตใจหวาดกลัวและอกแตกตายได้ ผู้บำเพ็ญตนในโลกหล้าไม่รู้จำนวนเท่าไรที่ใฝ่ฝันเป็นเซียน นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระดับปฐมบรรพบุรุษ หรือจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดจำนวนเท่าไร ที่ล้วนแล้วแต่มุ่งทางบรรลุเซียน ถ้าพวกเขาเหล่านั้นได้มารับฟัง ภายในใจสิบส่วนคงอยากเอาสายไหมมาผูกคอตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานที่ได้ฟังจึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า "หากอาศัยมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตล่ะ?"
"มาตรฐานของสิ่งมีชีวิต..." หนิงหลงหัวเราะและกล่าวว่า "หากอาศัยมาตรฐานของสิ่งมีชีวิตแล้ว เหนือมิติที่เก้าขึ้นไปก็คือเซียนกระมัง"
"สิ่งนี้มันเกิดขอบเขตการรับรู้ไปแล้ว..." ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานถอดถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง แม้เขาจะคลุกคลีกับผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเหนือกาลเวลาในมิติที่หกมามาก ทว่าตัวตนที่ดำรงอยู่ในมิติที่อยู่สูงถัดไปล้วนแล้วแต่เป็นเมฆที่เลื่อนลอยเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องคิดไปไกลถึงระดับมิติที่เก้าเลย
สายตาของหนิงหลงมองไปยังที่ที่ห่างไกล และเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "ทุกคนล้วนปรารถนาเป็นเซียน แต่เซียนน่ะไร้ซึ่งความปรารถนา"
"เหตุใดเสด็จพ่อถึงตรัสเช่นนี้” ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานถามด้วยความแปลกใจ เพราะหนิงหลงเองก็นับว่าเป็นเซียนองค์หนึ่ง
"หากมีเซียนบนโลก ภัยพิบัติใหญ่หลวงอย่างแน่นอน" หนิงหลงที่รู้ซึ้งถึงพลังที่อยู่ในตัวเป็นอย่างดี กล่าวขึ้นช้าๆ ว่า "นับว่าโชคดีแล้วที่มหาตรีสหัสโลกธาตุนี้มีข้าเป็นเซียน หากจะมีเซียน และไม่ได้เป็นประเภทเดียวกันกับข้า ยิ่งไม่สมควรปรากฏตัวอยู่บนมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้!"
ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานถึงกับตกใจ และกล่าวว่า "ห- หากเซียนปรากฏตัวบนโลกเล่า?"
"นั้นไม่ใช่เซียน" หนิงหลงหัวเราะ ส่ายหัวเบาๆ และกล่าวว่า "ในเมื่อบรรลุเป็นเซียนไปแล้วใยจะต้องปรากฏบนโลกมนุษย์ เจ้าจะพาตัวไปอยู่ในโคลนตมหรือไม่?"
"ไม่" ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานส่ายหัว ตัวเขาที่เป็นถึงระดับปฐมบรรพบุรุษยังแทบไม่เข้ายุ่งวุ่นวายทางโลก ถ้าเกิดว่าเขาได้เป็นขึ้นมาเซียนจริงๆ ย่อมไม่เห็นเรื่องทางโลกอยู่ในสายตาอีกต่อไป
หนิงหลงฉีกยิ้ม และกล่าวว่า "หากว่าเจ้าพาตัวไปอยู่ในโคลนตมเล่า?"
สายตาของปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานดูเหม่อลอย และกล่าวว่า "ต้องมีความปรารถนา ต้องมีเจตนา ต้องมีแผนการ ต้องได้อะไรบางอย่าง"
"ก็นั่นน่ะสิ" หนิงหลงเลียริมฝีปากทีหนึ่งและกล่าวว่า "หากเซียนปรากฏตัวบนโลก ก็ต้องมีแผนการแน่ นี่เป็นโลกของมนุษย์ปุถุชนไม่ควรมีเซียน หากมีเซียนมันย่อมเป็นเรื่องแปลก"
"ชะ- เช่นนั้นแล้วท่าน..." ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานกลืนน้ำลายอึกหนึ่งมองหนิงหลงด้วยความหวาดกลัว
"ข้ามิใช่เซียน" หนิงหลงมองดูท่าทางของปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานด้วยความขบขัน และกล่าวว่า "ข้าคือมนุษย์ปุถุชนเดินอยู่บนแดนมรรตัย"
ปฐมบรรพบุรุษโม่ฟานสะดุ้งในใจ เขาคือระดับปฐมบรรพบุรุษที่มีชีวิตอยู่มาหลายล้านปี เป็นผู้ที่สุดยอดยากจะหาผู้ใดเทียมในโลกหล้า เขาสามารถเข้าใจถึงคำพูดความลึกซึ้งยอดเยี่ยมประโยคนี้ของหนิงหลงได้ทันที คนอื่นฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่เขากลับเข้าใจในทันที
"เสด็จพ่อมีพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น" ปฐมบรรพบุรุษกราบกับพื้น และกล่าวว่า "อนุญาตให้ข้าเป็นตัวแทนของอาณาประชาราษฎร์ในมหาตรีสหัสโลกธาตุ ขอบคุณในความเมตตา หนึ่งความนึกคิดของเสด็จพ่อก็คือความสุขของเหล่าอาณาประชาราษฎร์นับล้านล้านในมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้"