เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 38 สถานศึกษามอวู้ดส์


    หลังจากนั่งบนหลังนกยักษ์มาเพียงครึ่งวันพวกเขาก็ถึงที่หมาย

     

    “พวกเจ้าเห็นข้างหน้าไหมนั่นแหละสถานศึกษามอวู้ดส์” เฒ่าฮานบอกแก่เหล่าเด็กทำให้พวกเขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย

     

       สถานศึกษามอวู้ดส์ตั้งอยู่บนภูเขาลูกใหญ่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงเอสนกยักษ์สีเหลืองร่อนลงอย่างนิ่มนวล
    ฟรองซ์ทัวร์ เดอลากูนและเฒ่าฮานนำเหล่าเด็กเดินเท้าเข้าสู่ประตูสถานศึกษา "มอวู้ดส์"

     

    "สวัสดีสหายฟรองซ์ทัวร์และสหายลี"ชายในชุดเขียวออกมาตอนรับพวกเขาสองคน “ลีฮาน” คือชื่อเต็มของเฒ่าฮานนั่นเอง

     

    "ไม่น่าลำบากสหายหลี่ต้องออกมาต้อนรับด้วยตนเองเช่นนี้"

     

       เมื่อผ่านการแนะนำตัวก็ได้รู้ว่าชายวัยกลางคนผู้นี้มีชื่อว่าหลี่เต้าเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวรยุทธของสถานศึกษา
    มอวู้ดส์

     

       หลังจากหลี่เต้าพาทุกคนเดินเข้ามาบริเวณด้านในของสถานศึกษาบรรยากาศรอบตัวคล้ายกับพวกเขาเดินอยู่ในป่าเสียมากกว่าที่นี่ร่มรื่นเป็นอย่างมาก ต้นไม้เล็กใหญ่นานาพรรณเติบโตขึ้นเกี่ยวพันสิ่งปลูกสร้างราวกับดูเป็นศิลปะที่
    พระเจ้าสร้างสรรค์ พื้นของที่นี้ราวกับปูไปด้วยพรมสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่น

     

        หลี่เต้าพาอาจารย์ใหญ่ฟรองซ์ทัวร์และเฒ่าฮานมุ่งไปห้องประชุมก่อนทำให้เหล่าพี่สองต้องนำเด็กปีหนึ่งเดินเข้าไปด้วยตนเอง

     

     เมื่อเดินมาสักระยะก็พบเข้ากับเหล่านักเรียนประมาณสิบคนในชุดสีเขียวของสถานศึกษามอวู้ดส์
    หนึ่งในนั้นก้าวออกมา

     

    "ข้าน้อยหลี่เฟินรับหน้าที่นำคณะเดินทางจากสถานศึกษาอีเดนไปยังเรือนรับรอง"เป็นเด็กหนุ่มผมสั้นใบหน้าหล่อเหล่าในชุดจอมยุทธผู้หนึ่ง

     

    "เชิญนำทางสหายหลี่"แคทเธอรีนเป็นตัวแทนของเหล่าสถานศึกษากล่าวรับไมตรีในครั้งนี้

     

       ขณะเดินอยู่หลี่เฟินก็ได้แนะนำสถานที่ต่างๆในสถานศึกษามอวู้ดส์ไปด้วยระหว่างที่ทุกคนเดินผ่านไปพวกเขาก็เห็นเหล่านักเรียนในชุดเขียวเดินกันขวักไขว่

     

    "ทำไมนายเดินแบบนั้นไบรอัน" ลูคัสถามอย่างสงสัย

     

    ไบรอันเกร เริ่มยืดตัวตรงขึ้นอีกครั้งทุกย่างก้าวของเขาราวกับผู้สูงศักดิ์

     

    "ก็ทำท่าทางให้มันดูน่าเชื่อถือสมกับเป็นตัวแทนของสถานศึกษาน่ะสิ"เขากล่าวตอบขณะที่ทำท่าทางแบบนั้นต่อไป

     

    "พี่ชายท่านนี้ช่างดูมีสง่าราศี ไม่ทราบท่านมีนามว่ากระไร" หลี่เฟินหันมาพูดคุยกับไบรอันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะหันกลับไปพูดคุยกับทุกคนราวกับสหายสนิท

     

    ต้องยอมรับเลยว่าว่าหลี่เฟินผู้นี้มีทักษะการเข้าสังคมที่ยอดเยี่ยมแม้แต่เฉินเองยังคล้อยตามเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

     

    ลูคัสชื่นชอบที่นี่เป็นอย่างมากพราะบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับอยู่ในหมู่บ้านมิลล์

     

    "ตอนนี้ยังมีสถานศึกษาโนเบอร์ฝั่งตะวันตกที่มาถึงก่อนหน้าพวกท่านได้ไม่นาน"หลี่เฟินกล่าว

     

    ทั้งหมดมาหยุดอยู่หน้าตึกไม้เก่าที่มีเถาวัลย์พันรอบทิศ

     

    "ที่นี่เรียกว่าเรือนเขียวขจีจะเป็นที่พักของพวกท่านแต่อย่าดูถูกไปแม้ด้านหน้าจะดูเก่าโทรมแต่ด้านในข้าน้อยเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่าจะต้องถูกใจทุกท่านอย่างแน่นอน"หลี่เฟินพูดดักทางไว้

     

      เมื่อก้าวเข้ามาก็เป็นจริงอย่างหลี่เฟินว่า

     

       ด้านในเป็นห้องไม้กว้างโถงกลางที่เปิดโล่งรับแสงแดดอ่อนๆมีสระบัวที่กำลังบานสะพรั่ง ห้องว่างเรียงรายอยู่นับสิบเพียงพอกับทุกคนที่เข้าพักห้องน้ำอาบเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติแบ่งออกเป็นสองฝั่งเพื่อแยกชายหญิงทั้งหมดนี้ราวกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวก็มิปาน

     

    "ที่นี่สวยมากเลยค่ะรุ่นพี่หลี่เฟิน" เด็กสาวจากหมู่ตึกวัสสานะคนหนึ่งกล่าวออกมา

     

    "เพียงคุณหนูไมตี้ถูกใจ หลี่เฟินก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก"ชายหนุ่มโค้งลงอย่างมีมารยาท

     

    นอกจากความหล่อเหลาและอัธยาศัยดีชายหนุ่มผู้นี้ยังใส่ใจคนรอบข้างอีกด้วย

     

     "ถ้าอย่างนั้นหลี่เฟินขอตัว หากคืนนี้เวลาหนึ่งทุ่มมีผู้ใดว่างขอเรียนเชิญร่วมงานเลี้ยงชุมนุมพยัคฆ์ที่หอกล้วยไม้"

     

        หลังจากหลี่เฟินกลับออกไปฟารีนก็อธิบายให้กับทุกคนฟังว่าเป็นธรรมเนียมทุกครั้งก่อนงานประลองจะเริ่มขึ้น
    ทางฝั่งเจ้าภาพมักจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเชิญชวนเหล่านักเรียนจากสถานศึกษาอื่นๆเหตุผลก็เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติการฝึกยุทธซึ่งหากใครใคร่เข้าร่วมก็เชิญได้ไม่มีการบังคับใดใด

     

       เมื่อฟังจบทุกคนก็แยกย้ายออกไปทำธุระส่วนตัวคนส่วนใหญ่ล้วนเก็บตัวอยู่ในที่พักเพื่อเตรียมสภาพจิตใจไว้ประลองในวันรุ่งขึ้น

     

       แตกต่างจากลูคัสเขาสะพายดาบใหญ่เดินออกจากนอกเรือนเขียวขจีทันทีเนื่องจากเด็กชายชอบบรรยากาศในสถานศึกษาแห่งนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงตัดสินใจจะเดินเที่ยวชมรอบๆสถานศึกษา
    มอวู้ดส์เสียหน่อย

     

       ระหว่างเดินเล่นเขายังแอบเห็นคณะเดินทางในชุดสีแดงเพลิงเดินตามหลังเด็กชายชุดเขียวอยู่เดาได้ว่าเหล่าตัวแทนจากสถานศึกษาทางใต้คงมาถึงกันแล้ว

     

       เมื่อเดินไปสักระยะก็พบว่าเพียงแค่ปราณด้านนอกห้องฝึกในบริเวณสถานศึกษากลับมีความหนาแน่นพอๆกับห้องฝึกที่สถานศึกษาอีเดนเด็กชายจึงยกฝ่ามือขึ้นเคลื่อนไหว "ฝ่ามือเมฆไหล"เพื่อทำการบ่มเพาะแล้วเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ

     

    "นั่นคือกระบวนท่าอะไรเหรอ" มีเสียงใสส่งลงมาจากบนต้นไม้ใหญ่

     

    เด็กชายเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ

     

    เด็กสาวผมยาวในชุดเขียวใบหน้าของเธอน่ารักราวกับตุ๊กตา

     

    "ฝ่ามือเมฆไหล" เด็กชายตอบกลับ

     

    "ไม่เคยเห็นมาก่อน" ตอนนี้เด็กสาวลงมายืนข้างลูคัสใบหน้าเธอแทบจะแนบชิดกับใบหน้าเขาเลยทีเดียว

     

    "เราชื่อว่านชิง" เด็กสาวผู้น่ารักแนะนำตัว

     

    "ผมลูคัส เรน เป็นตัวแทนจากสถานศึกษาอีเดน"

     

       หลังจากนั้นเด็กสาวว่านชิงก็ชักชวนลูคัสไปนั่งในศาลาตอนนี้เธอกำลังนำนิ้วมือของตนเองแหย่ปลาคาร์ปตัวใหญ่ใน
    บ่อเล่น

     

    "คุณหนูว่านชิงเข้าร่วมประลองด้วยเหรอ"หลังจากที่คุยกันได้สักระยะเด็กชายจึงเริ่มสนิทสนมกับเธอมากขึ้น

     

    เมื่อได้ยินคำถามเด็กสาวพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับก่อนส่งคำถามกลับออกไป

     

    "ดาบเล่มนั้นหนักหรือเปล่า" เธอถามด้วยอาการสนใจ

     

       ลูคัสจึงวางมันลงที่พื้นหญ้าก่อนส่งความคิดให้ดาบมารล้มเลิกการดูดปราณจากผู้ที่สัมผัสมัน

     

    ไม่นานเด็กชายพยักหน้ากับเด็กสาวเป็นเชิงให้เธอลองยกมันขึ้น

     

    ลูคัสเองก็ใคร่รู้เช่นกันว่านอกจากตัวเขาแล้วจะมีใครสามารถยกมันได้อีกหรือไม่

     

    "โอ๊ย ดาบนี่ทำจากอะไรทำไมไม่ยอมขยับเลย"เห็นชัดว่าเด็กสาวยังไม่ยอมแพ้เธอแผ่พุ่งปราณออกมา

     

       เหตุการณ์นี้ทำให้เขาสะดุ้งตัวเล็กน้อยเธอคนนี้มีการบ่มเพาะอยู่ในระดับจอมยุทธขั้นสามเท่ากับหยวนซีที่เขาพึ่งพบมาแต่เด็กชายเองก็ไม่แปลกใจขนาดปราณด้านนอกยังหนาแน่นขนาดนี้
    ห้องฝึกสถานศึกษามอวู้ดส์คงไม่ธรรมดา

     

       ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ฝึกตนจากสถานศึกษาอื่นจึงมีระดับการบ่มเพาะที่สูงนักในที่สุดเธอก็ตัดสินใจยอมแพ้เสียที ลูคัสจึงรีบเก็บดาบขึ้นมาสะพายอย่างเก่า

     

      เด็กหญิงจัดท่าทางก่อนมานั่งจ้องหน้าลูคัสด้วยความสงสัยว่าเขาใช้กลเม็ดแบบใดจึงยกดาบใหญ่สีดำเล่มนั้นได้

     

    "คืนนี้ลูคัสจะไปงานชุมนุมพยัคฆ์ที่หอกล้วยไม้หรือเปล่า"ว่านชิงถามอย่างสนใจ

     

    "น่าจะไม่นะ" เขาปฏิเสธออกไป

     

    "เห็นว่างานนี้หญิงงามแต่ละสถานศึกษาจะไปรวมตัวกันที่นั่นเธอไม่สนใจบ้างเหรอ" ว่านชิงเริ่มหว่านล้อม

     

    "ไม่เลย" ลูคัสยังยืนยันคำเดิมขณะที่เขายังตบฝ่ามือออกไปด้านหน้า

     

    "การฝึกวรยุทธน่ะถ้าตึงไปจะส่งผลเสียนะอย่างน้อยลองไปเปิดหูเปิดตาสังเกตคู่ต่อสู้ดูบ้าง รู้เขารู้เราไง"ว่านชิงคงยัง
    เร้าหรือต่อไป

     

       ลูคัสรู้สึกเห็นด้วยกับประโยคนี้เขาจึงรับปากว่านชิงว่าจะเข้าร่วมงานชุมนุมคืนนี้อย่างแน่นอนทำให้เธอกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

     

    "พอขึ้นปีสามลูคัสจะไปประจำการที่ไหนเหรอ" ว่านชิงส่งคำถามออกมา

     

    "ผมก็ยังไม่ทราบเช่นกัน"

     

       เรื่องนี้เขาพอรู้มาบ้างเมื่อขึ้นชั้นปีที่สามนักเรียนทุกคนจะต้องออกไปหาประสบการณ์ด้านนอก

     

     ส่วนใหญ่สถานศึกษาจะให้นักเรียนเลือกด้วยตนเองว่าจะเข้าไปประจำการในเมืองหลวงหรือ
    เลือกรับภารกิจยากๆ

     

    กรณีที่ศิษย์คนนั้นอยากเข้ากองทัพสถานศึกษาก็จะทำเรื่องส่งตัวไปประจำการที่กำแพงเมืองเพื่อป้องกันเหล่าอสูร
    นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ไม่ค่อยพบเจอรุ่นพี่ปีสามในสถานศึกษาสักเท่าไหร่

     

       ว่านชิงบอกข้อมูลสำคัญให้เขาได้รับทราบว่าอัจฉริยะชั้นปีหนึ่งของสถานศึกษามอวู้ดส์นั้นเป็นผู้หญิง
    ชื่ออลันด้า

     

    หลังจากนั้นทั้งสองก็ร่ำลากัน

     

       ลูคัสยังคงนั่งตบฝ่ามือที่เดิมขณะนี้เขาหลอมกายถึงชั้นที่หกไปถึงเจ็ดส่วนแล้วอีกไม่นานเขา
    ก็จะจุติพัฒนาไปเป็นจอมยุทธเสียทีเด็กชายหยิบหนังสือเล่มสีขาวขึ้นมา

     

    นี่เป็นทักษะดาบระดับสูงที่เขาได้จากถ้ำภารกิจ

     

    "ดาบผ่าโลกา"

     

    เขาเปิดอ่านอย่างแผ่วเบาดาบผ่าโลกาแบ่งออกเป็น 5 กระบวนท่า

     

    กระบวนท่าที่1"พันกร" จะทำให้ผู้ใช้ฟันดาบออกไปได้รวดเร็วเมื่อฝึกถึง
    ขั้นเริ่มต้น
    8 ครั้งใน 1 วินาที
    ขั้นหลอมรวม
    16 ครั้งใน 1 วินาที
    ขั้นแก่นแท้
    32 ครั้งที่ 1 วินาที

     


    กระบวนท่าที่
    2 "นภากาศ"สามารถส่งดาบออกไปโจมตีได้กลางอากาศราวกับดาบเป็นแขนขาของตนเอง

     

    กระบวนท่าที่3"เทพสังหาร" กระบวนท่านี้มีเพียงสองขั้นเท่านั้น เป็นการแทงดาบออกเป็นเส้นตรงในเสี้ยววินาที
    ขั้นเริ่มต้นและหลอมรวมจะเพิ่มการโจมตี
    1 เท่าตามความแข็งแกร่งรวมของผู้ใช้
    ขั้นแก่นแท้เพิ่มการโจมตี
    2 เท่า

     

    กระบวนท่าที่4"สมุทรโคจร"สะท้อนทุกการโจมตีหนึ่งครั้งโดยผลข้างเคียงจะทำให้ร่างกายของผู้ใช้ไม่สามารถรวมปราณในร่างได้ภายในเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงเงื่อนไขการฝึกต้องมีอาณาจักรพลังที่ 4

     

    กระบวนท่าที่5"ผ่าโลกา รวมการโจมตีด้วยดาบเดียวใช้พลังปราณทั่วร่าง
    เงื่อนไขการฝึกต้องมีอาณาจักรพลังที่
    4
    ความรุนแรงจะเพิ่มตามอาณาจักรพลังเริ่มจาก
    อาณาจักรพลังที่
    4 ความรุนแรง 3 เท่าตามความแข็งแกร่งรวมของผู้ใช้
    อาณาจักรพลังที่
    5 ความรุนแรง 4 เท่าตามความแข็งแกร่งรวมของผู้ใช้
    อาณาจักรพลังที่
    6 ความรุนแรง 5 เท่าตามความแข็งแกร่งรวมของผู้ใช้
    ไร้ขีดจำกัดทุกๆ อาณาจักรพลังความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าเสมอ

     

     

     

       ปัจจุบันเขาฝึกได้เพียงสองกระบวนท่าเท่านั้นนั่นคือ"พันกร" และ "เทพสังหาร"
    กระบวนที่สามเนื่องจากวิญญาณของดาบได้รับความเสียหายจึงสั่งให้ดาบออกไปต่อสู้ไม่ได้ส่วนกระบวนท่าที่สี่และห้า
    ระดับอาณาจักรพลังของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ เด็กชายปิดหนังสือด้วยมือที่สั่นเทาเขาสงบใจก่อนเริ่มบ่มเพาะต่อไป

    .

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน