ตอนที่ 158
น้อมรับ
ในที่สุดมี่เจินก็รู้แล้วว่าเสวี่ยหมิงนั้นหาใช่เด็กหนุ่มหน้าขาวผู้อ่อนต่อโลกเฉกเช่นรูปลักษณ์ภายนอก
"เจ้าหนุ่มข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมากเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ แต่เอาเถอะในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตหลิงจือนั้นเป็นเรื่องจริงแท้ แต่การจะให้ข้ามอบของศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าของสำนักให้กับคนนอกไปอย่างง่ายดายก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ดังนั้นข้ามีเงื่อนไขจะเสนอต่อเจ้า" หลังเอ่ยจบมี่เจินก็กลับคืนสู่ความเยือกเย็นอีกครั้ง
"เชิญท่านเจ้าสำนักกล่าวมาได้เลย"
"ก่อนอื่นข้าต้องขอชื่นชมในความกล้าหาญและมุ่งมั่นของเจ้า ข้าเองไม่เคยพบเด็กหนุ่มที่อายุเพียงแค่สิบหกปีซึ่งกล้าเจรจากับข้าเช่นนี้มาก่อน แต่ในเมื่อสิ่งที่เจ้าร้องขอนั้นเป็นเรื่องราวที่กฎของสำนักหงส์อัคคีหวงห้ามเอาไว้ แต่ก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ซึ่งผู้ที่สามารถใช้ข้อยกเว้นนั้นได้ก็คือข้ามี่เจิน...เจ้าสำนักหงส์อัคคีคนปัจจุบัน" มี่เจินเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปหามี่จินติงที่เป็นผู้คิดแผนการนี้ขึ้นมาเพื่อหาทางลงให้กับทั้งสองฝ่าย "ท่านรองประมุขจินติง เชิญท่านช่วยชี้แจ้งเรื่องราวแทนข้าด้วย"
"ขอบคุณท่านประมุข" หลังจากส่งคำนับให้กับมี่เจิน มี่จินติงก็หันมามองไปยังเสวี่ยหมิงด้วยท่าทางเป็นมิตร ซึ่งเสวี่ยหมิงเองก็พอจะดูออก "สหายน้อยเสวี่ยหมิง เนื่องจากสิ่งที่เจ้าร้องขอนั้นมีผลกระทบต่อการฝึกศิษย์และขุมกำลังของสำนักหงส์อัคคีในอนาคต ดังนั้นหากท่านประมุขยินยอมมอบขนหางของหงส์อัคคีตามจำนวนที่เจ้าร้องขอไป เมื่อเหล่าศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีรู้ข่าวเข้า คงจะเกิดความระส่ำระสายมิใช่น้อย แม้ข้าและท่านประมุขจะเห็นด้วยที่ต้องตอบแทนเจ้าซึ่งเสี่ยงช่วยชีวิตของหลิงจือกลับมา แต่เพื่อให้ทุกผู้คนทุกฝ่ายยอมรับ ข้าจึงอยากให้สหายน้อยเสวี่ยหมิงทำการประลองแลกเปลี่ยนกับศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีจำนวนห้าคน หากเจ้าสามารถเอาชนะศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีได้หนึ่งคนนั่นก็เท่ากับจำนวนขนหางของหงส์อัคคีตัวเต็มวัยที่เจ้าจะได้รับ สำหรับข้อเสนอเช่นนี้เจ้าเห็นว่าเป็นเช่นไรบ้าง"
"ตกลง" เสวี่ยหมิงรับคำโดยง่ายดาย จนแม้แต่มี่เจินเองยังแปลกใจ เพราะเสวี่ยหมิงไม่ถามถึงผู้ที่ตนเองต้องประลองด้วย ว่าอายุเท่าไหร่ มีระดับพลังเท่าใด ซึ่งหากเขาเสียเปรียบมาก ๆ และพ่ายแพ้ไปตั้งแต่การประลองครั้งแรก นั่นก็เท่ากับว่าเสวี่ยหมิงจะไม่ได้รับขนหางของหงส์อัคคีกลับไปแม้แต่เส้นเดียว
"เจ้าจะไม่คิดให้ดีก่อนหรือ" มี่จินติงถามซ้ำ เพราะเขาเองก็กะจะวางตัวผู้ที่จะทดสอบคนแรกให้เสวี่ยหมิงมีโอกาสชนะเพื่อจะตอบแทนเสวี่ยหมิงกลับคืน ด้วยขนหางหงส์อัคคีหนึ่งเส้นแต่หากเสวี่ยหมิงไม่ไถ่ถามเงื่อนไขเพิ่มเติมหากผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เห็นแย้งขึ้นมาในที่ประชุมลับนั่นก็เท่ากับความหวังดีที่มี่จินติงวางเอาไว้อาจจะกลายเป็นสูญเปล่า
"ขอบคุณท่านรองประมุข ข้ายินดีประลองกับศิษย์คนใดก็ได้ของสำนักหงส์อัคคี และหากพ่ายแพ้ขึ้นมาข้าจะไม่เรียกร้องสิ่งใดเป็นการเพิ่มเติมอีกอย่างแน่นอน"
"เจ้า..." มี่จินติงพยายามจะเอ่ยเตือนเสวี่ยหมิง แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะถูกมี่เจินยกมือปรามเอาไว้
"ตกลงในเมื่อเจ้ายินดี ข้าในฐานะประมุขของสำนักหงส์อัคคีก็ยินดีจะรักษาคำมั่นหากเจ้าเอาชนะศิษย์ทั้งห้าของสำนักหงส์อัคคีที่พวกข้าเลือกมาได้ทั้งหมด ข้าก็รับรองว่าจะมอบขนหางของหงส์อัคคีเต็มวัยให้กับเจ้าครบตามจำนวน และต่อให้เจ้าจะแพ้หรือชนะข้าก็จะถือว่าเจ้า...หย่งเสวี่ยหมิงจะเป็นสหายคนหนึ่งของสำนักหงส์อัคคีตลอดไป"
"ขอบคุณท่านประมุขมี่เจิน"
แม้ผู้คนเกือบทั้งหมดบนโต๊ะอาหารจะดูแคลนเสวี่ยหมิง แต่หลิงจือที่รับรู้ความแข็งแกร่งของเสวี่ยหมิงมาก่อนกลับเห็นต่าง และเพราะนางช่วยรักษาความลับเรื่องความแข็งแกร่งของเสวี่ยหมิงในครั้งนี้ ทำให้ข้อเสนอนี้จึงเกิดขึ้นมา
เมื่อการเจรจาเรื่องราวยุติลง พร้อมกำหนดนัดหมายการประลองว่าจะมีขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เนื่องจากเสวี่ยหมิงจำต้องฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเสียก่อน อาหารเลิศรสที่เตรียมไว้ก็ถูกนำมาวางเรียงกันบนโต๊ะ แน่นอนว่าเสวี่ยหมิงที่อดอยากมานานหลายเดือนต้องสร้างปรากฏการณ์ให้โรงครัวของสำนักหงส์อัคคีตื่นตะลึง จนทำให้พ่อครัวใหญ่ของสำนักหงส์อัคคีร้องขอออกมายลโฉมหน้าแขกปริศนาที่มาในวันนี้
.
.
ระยะเวลาเจ็ดวันที่เสวี่ยหมิงพำนักอยู่ในสำนักหงส์อัคคี ก็ได้ศิษย์ที่ตามรับใช้มี่จินติงคอยดูแลด้วยดีตลอดเวลา แต่หลังจากที่เสวี่ยหมิงเที่ยวชมสำนักหงส์อัคคีจนทั่วตั้งแต่วันที่สอง ระยะเวลาที่เหลือของเสวี่ยหมิงก็เน้นเก็บตัวฝึกฝนอยู่แต่ในห้องตลอดเวลา มีเพียงแค่สิ่งเดียวที่ร้องขอต่อสำนักหงส์อัคคีก็คืออาหารเท่านั้น...อาหารซึ่งเสวี่ยหมิงชมไม่ขาดปากตั้งแต่วันที่ได้ร่วมโต๊ะกับเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักว่าอร่อยกว่าเหลาทุกแห่งที่เสวี่ยหมิงเคยพบมา
ในที่สุดวันนัดหมายประลองระหว่างเสวี่ยหมิงกับศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีก็มาถึง และผลจากท่าทีอหังการของเสวี่ยหมิงก็ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่ร่วมโต๊ะอาหารในวันที่เกิดการเจรจานัดหมาย ต่างเห็นพ้องว่าควรจะจัดศิษย์ที่แข็งแกร่งเอาไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อสั่งสอนและลดทอนความโอหังของเสวี่ยหมิง แม้พวกมันจะรับรู้ได้ว่าเสวี่ยหมิงนั้นมีระดับความหนาแน่นของลมปราณสูงส่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปแถมยังมีเส้นชีพจรเหมันต์ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของเพลิงไฟอันเป็นทักษะเด่นของหงส์อัคคี แต่ด้วยระดับพลังเพียงแค่แรกธรรมชาติขั้นต้นของเสวี่ยหมิงก็ทำให้พวกมันตีค่าเสวี่ยหมิงไว้ว่าน่าจะพอที่จะสู้เสมอกับศิษย์ในอันดับท้าย ๆ ของสำนักหงส์อัคคีได้ แต่สำหรับศิษย์หลักและสามผู้สืบทอดแล้ว ยังถือว่าพรสวรรค์ของเสวี่ยหมิงนั้นยังด้อยกว่าอีกชั้นหนึ่ง
การประลองถูกจัดขึ้นบนเวทีที่ราบสูงริมผา ซึ่งถูกกางกั้นเอาไว้ด้วยม่านพลังอันแข็งแกร่ง เหล่าศิษย์ของสำนักหงส์อัคคีที่สนใจต่างมารอชมการประลองที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ จนรอบ ๆ สนามประลองเต็มแน่นไปด้วยหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนชายหนุ่มของสำนักหงส์อัคคีก็ไม่น้อยหน้าเดินทางมาสนามประลองพร้อมป้ายผ้าที่เขียนข้อความต้อนรับการกลับมาของหลิงจือ นางฟ้าประจำสำนักหงส์อัคคีที่หายหน้าไปนานนับปี ซึ่งตั้งแต่กลับมาหลิงจือก็ยังไม่ได้ปรากฏกายที่ลานฝึกหรือพื้นที่อื่น ๆ ของสำนักแม้แต่น้อย เพราะหลังจากที่ข่าวการจากไปของมี่จวงถูกประกาศออกไปอย่างเป็นทางการประมุขมี่เจินก็ไม่ลังเลที่จะรับหลิงจือเข้าเป็นศิษย์สืบทอดลำดับที่สี่ ซึ่งเป็นผลให้สถานะของหลิงจือที่เดิมเป็นเพียงศิษย์หลักของสำนักสูงส่งขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว และจากข่าวที่ชายหนุ่มสำนักหงส์อัคคีได้รับมานั้น...วันนี้หลิงจือจะมาชมดูการประลองด้วยอย่างแน่นอน
รอบเวทีเนืองแน่นก่อนเวลา แม้เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคียังไม่ปรากฏตัว แต่ตอนนี้เสวี่ยหมิงที่เดินทางมาถึงก่อนเวลาก็เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยจากบรรดาเด็กสาวทั้งหลายของสำนักหงส์อัคคี แต่ไม่นานเสียงจอแจที่เกิดขึ้นก็กลายเป็นสงบเงียบลง เมื่อประมุขมี่เจิน รองประมุขมี่จินติง และเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหงส์อัคคีพร้อมด้วยสี่ผู้สืบทอดกับศิษย์หลักจำนวนหนึ่งเดินทางมาถึงยังสถานที่จัดการประลองพร้อม ๆ กัน