ตามทฤษฎีแล้ว การร่ายเวทมนตร์ หัตถ์เพลิงผลาญ รูปแบบมาตรฐานหนึ่งครั้ง จำเป็ต้องใช้ พลังจิติญญา ประมาณ 2 แต้ม นั่นหมายความว่ากริมสามารถรัวหัตถ์เพลิงผลาญต่อเนื่องได้ถึงสี่ครั้ง
แต่แน่นอนว่านั่นเป็เพียงทฤษฎีบนหน้ากระดาษ ในสถานการณ์จริงแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย เพราะพลังจิติญญาคือรากฐานสำคัญและเป็แหล่งพลังงานชีวิตของเหล่า ผู้ฝึกหัดเวท
ยิ่งค่าพลังจิติญญาสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งบ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่สมบูรณ์พร้อมของผู้ฝึกหัดคนนั้น ไม่ว่าจะใช้ขบคิดแก้ปัญหาหรือร่ายมนตรา ผลลัพธ์ย่อมออกมาดีเยี่ยมที่สุด แต่เมื่อใดที่พลังจิติญญาถูกเผาผลาญจนเหลือต่ำกว่าหนึ่งในสามของขีดจำกัด ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะ จิตห่อเหี่ยว ทันที อาการที่แสดงออกชัดเจนคือ วิงเวียนศีรษะตาลาย คลื่นไส้อย่างรุนแรง และมีอาการซึมกะทือเหมือนคนไร้สติ
หากยังฝืนร่ายเวทในสภาพร่อแร่เช่นนี้ เวทมนตร์ที่ปกติใช้เวลาเพียงห้าวินาที ตอนนี้ต่อให้งมโข่งไปสิบวินาทีก็ยังไม่แน่ว่าจะร่ายออก แถมอัตราความล้มเหลวคงพุ่งทะยานเป็เส้นกราฟแนวดิ่ง
ดังนั้น จอมเวทที่ฉลาดทุกคน ยามต้องร่ายเวทติดต่อกัน พวกเขาจะพยายามสงวนพลังจิติญญาก้นถังเอาไว้เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงอันเลวร้ายที่จะตามมาหลังจากบ่อเกิดพลังแห้งเหือด
และสภาพของกริมในตอนนี้ก็กำลังฟ้องชัดเจนว่า พลังจิติญญาของเขาเหลือต่ำกว่า 5% จนเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางจิต วิธีแก้ไขสถานการณ์นี้มีเพียงทางเดียว คือการทิ้งตัวลงนอนหลับให้เต็มอิ่ม ปล่อยให้กลไกธรรมชาติฟื้นฟูพลังจิติญญากลับคืนมาอย่างช้าๆ
ชิปชีวภาพอัจฉริยะ นั้นเป็เครื่องมือโกงที่ทรงพลังก็จริง แต่เชื้อเพลิงที่มันใช้ขับเคลื่อนก็คือพลังจิติญญาของกริมนั่นเอง ทันทีที่ััได้ว่าร่างกายเริ่มประท้วง กริมจึงรีบตะเกียกตะกายปีนขึ้นเตียง แล้วทิ้งตัวลงสลบไสลไปในพริบตา
ความมืดมิดแห่งรัตติกาลเข้าปกคลุมอย่างรวดเร็ว...
เมื่อดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นขึ้นท่ามกลางเมฆหมอกสลัว แสงเทียนภายในหอคอยก็ทยอยดับลงทีละดวง หอคอยจอมเวทเสียดฟ้า แห่งบึงมรณะที่เดิมทีก็เงียบเชียบอยู่แล้ว ยิ่งดูวังเวงและไร้ชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม
ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่... เงาดำร่างสูงโปร่งรูปร่างผิดมนุษย์ร่างหนึ่ง ได้ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ ที่ข้างเตียงของกริม มันก้มตัวลงเล็กน้อย จ้องมองร่างที่หลับสนิทอย่างเงียบงัน
เนื่องจากสูญเสียพลังจิติญญามากเกินไป การนอนหลับของกริมจึงเต็มไปด้วยความกระสับกระส่าย คิ้วของเขาขมวดมุ่น สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานแม้ในยามฝัน
เงาทมิฬยืนหันหลังให้แสงจันทร์ ร่างกายจมดิ่งอยู่ในความมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียด ทว่าดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตคู่หนึ่งกลับส่องประกายวาวโรจน์ น่าสะพรึงกลัวจนผู้พบเห็นต้องขวัญผวา
"เื... เื... ข้า้าเื..."
เงาทมิฬยื่นมือทั้งสองที่สั่นระริกออกมา หมายจะบีบคอกริมให้แหลกคามือ แต่แล้วจู่ๆ ก็ชะงักและหดมือกลับไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าภายในจิตใจของมันกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างสัญชาตญาณดิบกับการยับยั้งชั่งใจ ปากของมันพึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ บ่งบอกถึงสภาวะจิตใจที่กำลังสับสนถึงขีดสุด
ในท้ายที่สุด สติสัมปชัญญะเพียงเสี้ยวเดียวก็ฉุดดึงมันกลับมาจากขอบเหวแห่งความกระหายเื มันกวาดสายตามองกริมที่นอนหลับไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกครั้งด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะหันหลังกระโจนพุ่งตัวออกไปทางช่องหน้าต่างบานแคบ
ภายนอกหน้าต่างคือผนังหอคอยที่สร้างจาก ศิลาแสงมรกต ตั้งตระหง่านเกือบตั้งฉาก และในฐานะที่เป็ฐานที่มั่นของจอมเวท ผนังด้านนอกย่อมต้องติดตั้งวงเวทป้องกันอันตรายเอาไว้อย่างแ่า ไม่มีทางปล่อยให้ใครเข้าออกได้ตามอำเภอใจ
แต่ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ... ขณะที่เงาทมิฬร่างนี้ไต่ไปตามผนังหอคอยราวกับตุ๊กแก มันกลับไม่ไปกระตุ้นวงเวทป้องกันใดๆ ให้ทำงานเลย! สิ่งนี้ชัดเจนว่า มีเพียงผู้ฝึกหัดเวทที่เครื่องรางคุ้มกันของหอคอยเท่านั้นถึงจะทำได้
เงาทมิฬไต่ไปรอบนอกหอคอยด้วยความเร็วสูง ความว่องไวและความคล่องตัวของมันช่างน่าตื่นตะลึง ยิ่งไปกว่านั้น มันยังจงใจเลือกเส้นทางตามมุมมืดและจุดบอดที่แสงจันทร์ส่องไปไม่ถึง ทำให้การเคลื่อนไหวของมันกลมกลืนไปกับความมืดจนยากจะจับสังเกต
ทุกย่างก้าวเงียบกริบไร้สุ้มเสียง ดูเหมือนมันจะมีเป้าหมายบางอย่างอยู่ในใจ จึงจงใจหลบเลี่ยงห้องลับที่ยังมีแสงเทียนสว่างอยู่ หลังจากเสาะหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดมันก็พบเป้าหมายที่เหมาะสม
มันห้อยตัวกลับหัวลงมาที่หน้าต่างบานหนึ่ง เงี่ยหูฟังจนแน่ใจว่าเสียงลมหายใจภายในห้องนั้นสม่ำเสมอและยาวนาน จากนั้นจึงค่อยๆ สอดร่างปีนลอดหน้าต่างบานแคบเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ครั้งนี้ มันหายเข้าไปข้างในนานกว่าเดิมเล็กน้อย...
รอจนกระทั่งมันปีนกลับออกมาอีกครั้ง กลิ่นคาวเืจางๆ สายหนึ่งก็ลอยคลุ้งติดตามตัวมันออกมาด้วย
การล่าที่ประสบความสำเร็จดูเหมือนจะทำให้เงาทมิฬพึงพอใจอย่างมาก ขณะที่มันนั่งยองๆ อยู่บนขอบหน้าต่างเตรียมจะหลบหนี มันเผลอเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์โดยไม่ตั้งใจ และประจวบเหมาะกับจังหวะนั้น เมฆดำได้เคลื่อนคล้อยออก เปิดทางให้แสงจันทร์สีเงินยวบยาบสาดส่องลงมากระทบร่างของมันอย่างจัง
เผยให้เห็นใบหน้าของเด็กสาววัยรุ่น รูปร่างหน้าตาสะสวย ผิวพรรณขาวซีดเนียนละเอียด ทว่าที่มุมปากกลับมีเขี้ยวแหลมคมอันน่าสยดสยองสองซี่โผล่พ้นริมฝีปากออกมา และที่ปลายเขี้ยวนั้น... มีหยดเืสีแดงสดเกาะติดอยู่
ลิ้นเล็กๆ ของสาวงามตวัดเลียเขี้ยว กวาดเอาคราบเืที่ติดอยู่เข้าปากเพื่อลิ้มรสชาติอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะทิ้งตัวะโหายวับไปในเงามืดที่แสงจันทร์ไม่อาจเอื้อมถึง
............
เช้าวันรุ่งขึ้น
กริมสะดุ้งตื่นเพราะเสียงทุบประตูที่รัวเร็วและเกรี้ยวกราด
เขาสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงที่ยังตกค้าง ก่อนจะเดินไปเปิดประตู แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบแขกไม่ได้รับเชิญยืนรออยู่ถึงสามคน
หัวหน้าผู้ฝึกหัด แองก์โซ พร้อมด้วยลูกสมุน อัลเลน และ เฟนริล
สถานะหัวหน้าผู้ฝึกหัดของแองก์โซนั้นได้รับการแต่งตั้งโดย จอมเวททางการ แอนเดอร์สันโดยตรง ทำให้เขามีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่บางอย่างแทนท่านจอมเวทได้ โดยเฉพาะการควบคุมดูแลเหล่าผู้ฝึกหัดเวทภายในหอคอย
ประกอบกับฝีมือที่อยู่ในขั้น ผู้ฝึกหัดเวทระดับกลาง คำสั่งของเขาจึงเป็สิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากใครกล้าขัดขืนหรือทำให้เขาไม่พอใจ เขาแค่แอบตุกติกในภารกิจหอคอยเพียงเล็กน้อย ก็มากพอจะส่งคนคนนั้นไปตายโดยไม่รู้ตัว
ส่วนอัลเลนและเฟนริล แม้จะเป็ผู้ฝึกหัดเวทระดับต้นเหมือนกริม แต่พวกนี้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งการประจบสอพลอเป็ที่สุด วันๆ เอาแต่ห้อมล้อมคอยเอาอกเอาใจแองก์โซ จนได้ดีในฐานะสุนัขรับใช้คนสนิท
ดังนั้น ที่ไหนมีแองก์โซ ที่นั่นย่อมต้องมีเ้าสองตัวนี้เกาะติดไปด้วย ความสัมพันธ์ของพวกเขาดูคล้ายระบบปรสิตระหว่างพฤกษาสังหารกับเถาวัลย์มารโลหิตไม่มีผิด จอมประจบทั้งสอง้าบารมีของแองก์โซเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษในการเลือกภารกิจที่ปลอดภัย ส่วนแองก์โซเองก็้าลิ่วล้อไว้คอยเป็ลูกคู่หนุนหลัง เพื่อข่มขวัญพวกที่มีความทะเยอทะยานและจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้
กริมเป็คนรักสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ความสัมพันธ์กับกลุ่มนี้จึงอยู่ในเกณฑ์กลางๆ ไม่ดีไม่แย่ เขาจึงแปลกใจมากที่เห็นทั้งสามคนมายืนหน้าสลอนอยู่ที่หน้าห้อง
แองก์โซเป็ชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ คิ้วเข้ม จมูกงุ้มดั่งเหยี่ยว แววตาคมกริบ แม้หน้าตาจะไม่ได้ดูโเี้ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับแผ่รังสีข่มขวัญกดดันผู้อื่นอยู่เสมอ ทันทีที่ประตูเปิดออก ดวงตาที่ส่องประกายวาวโรจน์ของแองก์โซก็จับจ้องมาที่ใบหน้ากริม ทำให้เขารู้สึกแสบผิวหน้าเหมือนถูกไฟลวกจางๆ
กริมลอบตื่นตระหนกในใจ เขาเข้าใจดี... นี่คือปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายตรงข้ามมีความแข็งแกร่งเหนือกว่า จนแรงกดดันจากพลังจิติญญาเอ่อล้นออกมาปะทะคนรอบข้าง
ในหมู่ผู้ฝึกหัดหอคอย มีการแบ่งชนชั้นตามความแข็งแกร่งอย่างชัดเจน
ผู้ที่ร่ายเวทได้หนึ่งถึงสองบท และมีพลังจิติญญาต่ำกว่า 10 แต้ม จัดเป็ ผู้ฝึกหัดเวทระดับต้น ...ชนชั้นล่างสุดของห่วงโซ่
ผู้ที่ร่ายเวทได้สามถึงสี่บท และมีพลังจิติญญา 11 ถึง 15 แต้ม นับเป็ ผู้ฝึกหัดเวทระดับกลาง ...เริ่มมีหน้ามีตาและฝีมือพอตัว
ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ห้าบทขึ้นไป และมีพลังจิติญญาแตะระดับ 16 แต้มขึ้นไป พวกนี้คือหัวกะทิของหอคอย... ผู้ฝึกหัดเวทระดับสูง
และเมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนมีพลังจิติญญาแตะค่าวิกฤตที่ 20 แต้ม เขาคนนั้นจะมีคุณสมบัติเป็ ว่าที่จอมเวท และจะได้รับความสนใจเป็พิเศษจากจอมเวททางการ เพื่อเตรียมตัวสำหรับพิธีกรรมเลื่อนขั้นสู่การเป็จอมเวทเต็มตัว
น่าเสียดายที่หอคอยจอมเวทเสียดฟ้าแห่งบึงมรณะในตอนนี้ ยังไม่มีว่าที่จอมเวทตัวจริงเสียงจริงเลยสักคน!
สำหรับแองก์โซ แม้จะไม่รู้ว่าเขาเชี่ยวชาญเวทกี่บท แต่ด้วยเครื่องรางเวทพิเศษที่พกติดตัว ในบางจังหวะเขาก็สามารถแสดงฝีมือได้ไม่ด้อยไปกว่าระดับสูงเลย แต่หากพูดถึงระดับสูงของจริงในหอคอยนี้ มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ... เนตรพญาเหยี่ยว, อสูรแมลงมาร และ นางมารวิปลาส
แน่นอนว่านั่นเป็เพียงฉายา
เนตรพญาเหยี่ยวมีชื่อจริงว่า ครูซา ตัวอันตรายจากชายฝั่งตะวันตก เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่ง เขาถึงกับลงทุนผ่าตัดปลูกถ่ายตาเหยี่ยวให้ตนเอง แลกกับความสามารถพิเศษที่เหนืุ์
อสูรแมลงมารมีชื่อว่า เอ็นทิค รายนี้วิปริตยิ่งกว่า ยอมใช้เืเนื้อตัวเองเพาะเลี้ยงฝูงแมลงมรณะ หากใครเผลอพลาดท่าให้เขาเพียงนิดเดียว อาจพบจุดจบสยดสยองจากการถูกแมลงนับหมื่นกัดกินหัวใจจนพรุน
และคนสุดท้าย นางมารวิปลาส ยัยคนนี้บ้าความรุนแรงขนานแท้ ดาบั์ที่ใหญ่กว่าตัวคนของเธอฟาดฟันผู้ฝึกหัดจนราบคาบ เป็ตัวอันตรายอันดับหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าแหย่
คนพวกนี้ ไม่ว่าจะด้วยเวทมนตร์ทำลายล้างสูง หรือความสามารถพิเศษอันพิสดาร ล้วนแต่ก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้ฝึกหัดทั่วไป และกลายเป็ตัวเต็งที่มีโอกาสขึ้นเป็ว่าที่จอมเวทมากที่สุด
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลอย่างแองก์โซ กริมที่สภาพจิตใจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จึงรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง
"กริม เมื่อคืนเกิดเื่ใหญ่ในหอคอย! แกไม่รู้เื่เลยรึไง?" แองก์โซยังคงจ้องกริมเขม็งโดยไม่พูดอะไร แต่เป็อัลเลนที่ะโโวยวายขึ้นมาแทน
"เกิดเื่? เื่อะไร? มีใครโดนเวทมนตร์ตีกลับใส่เหรอ?" กริมทำหน้างง จับต้นชนปลายไม่ถูก
"ไม่ใช่เวทมนตร์ตีกลับ แต่มีคนถูกลอบสังหาร... คาห้องพักของเขาเอง!" เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของกริมดูไม่เหมือนการเสแสร้ง แองก์โซจึงยอมเอ่ยปากพูดช้าๆ แต่สายตายังคงจับจ้องทุกปฏิกิริยาบนใบหน้าของกริมไม่วางตา
"ลอบสังหาร?" กริมสะดุ้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง "ใครตาย!"
แม้ในหอคอยจะมีคนตายเป็ประจำ แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากภารกิจหรือการทดลองผิดพลาด ไม่เคยมีกรณีถูกลอบสังหารมาก่อน เพราะผู้ฝึกหัดเวททุกคนถือเป็ทรัพย์สินส่วนตัวของท่านแอนเดอร์สัน ท่านไม่มีทางยอมให้เกิดการฆ่าฟันกันเองในบ้านแน่ๆ หากใครฝ่าฝืน ย่อมต้องเจอการลงทัณฑ์ที่โเี้ที่สุด
"มิเรย์!"
กริมขมวดคิ้ว เขารู้จักชื่อนี้ มิเรย์เป็ผู้ฝึกหัดธรรมดาที่ร่ายเวทได้แค่บทเดียว ข้อมูลอื่นๆ เขาแทบไม่รู้ จำได้ลางๆ แค่ว่าเป็เด็กหนุ่มหน้าตกกระที่อายุน้อยกว่าเขาเสียอีก
"งั้นที่พวกนายมาหาฉัน คือ้า..."
"เราจำเป็ต้องตรวจค้นห้องของแก ไม่ใช่แค่แกคนเดียว แต่ผู้ฝึกหัดทุกคนที่อยู่ในข่ายน่าสงสัยต้องถูกตรวจสอบทั้งหมด" แองก์โซประกาศเสียงเย็น
"ใช่แล้ว ห้องของทุกคนต้องถูกค้น รีบหลีกทางซะ! ขืนชักช้าถ้าท่านจอมเวทเอาเื่ขึ้นมา แกจะรับผิดชอบไหวเหรอ?" เฟนริลรีบะโข่มขู่เสริมบารมีนายทันที
ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ แต่กริมทำได้เพียงกัดฟันข่มมันเอาไว้
ค้นทุกคนงั้นเหรอ? ตลกสิ้นดี! ห้องของเนตรพญาเหยี่ยวพวกแกกล้าไปค้นไหม? ห้องของอสูรแมลงมารล่ะ? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงห้องของนางมารวิปลาสเลย ขืนพวกแกโผล่หน้าไปเจอแม่นั่น มีหวังวิ่งหนีกันป่าราบไม่ทัน
แม้ในใจจะเดือดดาลแค่ไหน แต่สีหน้าของกริมเพียงแค่ดูย่ำแย่ลงเล็กน้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จำใจต้องเบี่ยงตัวหลบให้พวกมันเข้ามา