“เปล่าซะหน่อย”
จี้ทิงไม่นึกเลยว่าแม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะแดงก่ำเพราะเลือดคั่งแต่สายตากลับยังดีเยี่ยมขนาดนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อเอาตัวรอดไปก่อนก่อนจะก้มตัวลงวางข้าวของในมือลงบนพื้น
เขาถือโน้ตบุ๊กและกล่องเครื่องมือติดมือมาด้วยพลางย่อตัวลงเปิดฝากล่องแล้วควานหาไขควงด้านใน
เมื่อเห็นการกระทำนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด “นาย...อึก... จะ... ทำ... อะไร...”
“ซ่อมเก้าอี้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบนึกเสียใจที่เมื่อครู่มัวแต่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีจนไม่ยอมเรียกคนเข้ามาถ้าจี้ทิงลงมือชำแหละเก้าอี้นวดจนเกิดปัญหาอื่นตามมาคนที่ต้องรับกรรมก็คือเขานั่นแหละ
“นาย... อย่า... ซี้ซั้ว... อึก... ไป... เรียกคนมา...”
ทว่าจี้ทิงหาได้ฟังไม่เขาหยิบไขควงไฟฟ้าออกมาแล้วเริ่มถอดแผงควบคุมทันที “ของแบบนี้ต่อให้อาหยางมาดูก็คงซ่อมไม่เป็นครับคงต้องตามช่างจากโรงงานผลิตมาอย่างเดียว”
เขาเงยหน้ามองจี้เยี่ยนจื๋อ“แต่พี่ถูกแขวนไว้ท่ามกลางสภาวะเลือดคั่งในสมองนานเกินไปแบบนี้มันจะอันตรายนะครับ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเขาเต็มใจจะอยู่สภาพนี้เองอย่างนั้นแหละจี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด “ก็... ไม่ใช่... อึก...เพราะนายหรือไง...”
“ผมรู้ครับ เพราะงั้นผมถึงกำลังชดเชยให้อยู่นี่ไง”
หลังจากถอดแผงหน้าปัดออกจี้ทิงก็สำรวจสายไฟด้านใน [แหล่งจ่ายไฟและฟังก์ชันของเก้าอี้ไม่มีปัญหาถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นระบบควบคุมอัจฉริยะที่ขัดข้องซ่อมนิดหน่อยก็น่าจะใช้ได้แล้ว]
จี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ด้านบนชะงักไปทันทีดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจถึงขั้นสงสัยว่าตัวเองโดนห้อยหัวนานเกินไปจนหูฝาดหรือเปล่า
จี้ทิงกล้าซ่อมจริงๆน่ะเหรอ ถ้าเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วขึ้นมา ต่อให้เขาไม่ตายก็คงต้องเหลือชีวิตรอดมาได้แค่ครึ่งเดียวแน่ๆ!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตะเบ็งเสียงออกมาอย่างสุดกำลัง “นายอย่า...ขยับ... ฉันห้อย... อึก... อยู่แบบนี้... ก็ดี... แล้ว... อึก...”
“ห้อยอยู่แบบนี้จะดีได้ยังไงกันครับ” จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเกลี้ยกล่อม“พี่พักผ่อนเถอะครับ การพูดยิ่งจะกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมากขึ้นนะ”
ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อโมโหจนแทบจะมีควันออกหูถ้าไม่ติดว่าแม้แต่มือก็ขยับไม่ได้ เขาคงควักโทรศัพท์ออกมากดแจ้งตำรวจไปแล้ว
“จี้ทิง... ไม่ใช่... อึก... นาย... ฟังฉัน...”
จี้ทิงเห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่ฟังคำแนะนำจึงก้มหน้าทำงานในมือต่อ เมื่อครู่เขาสังเกตเห็นช่องเสียบ USBด้านล่าง เดิมทีมันมีไว้สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถใช้เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กได้พอดี
จี้ทิงวางโน้ตบุ๊กลงบนตัวเก้าอี้ส่วนตัวเองนั่งยองๆ อยู่ด้านหน้า พลางจ้องมองระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ [1]ที่กำลังเด้งป๊อปอัปขึ้นมาบนหน้าจอ
เขาลัดเลาะเข้าไปในซอร์สโค้ด[2]กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะเปิดโปรแกรมเชื่อมต่อที่ตนเองเขียนขึ้นเป็นประจำแล้วเริ่มป้อนคำสั่งวาล์วโดเมนเพื่อควบคุมระบบ
จี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกแขวนอยู่ด้านบนเงียบเสียงไปนานแล้ว
ตอนนี้ดวงตาของเขาจ้องมองหน้าจอด้วยความตื่นตะลึงรหัสโค้ดที่ไหลวนอย่างรวดเร็วสะท้อนอยู่ในแววตาจนเขารู้สึกเย็นวาบไปถึงหนังศีรษะ
จี้ทิงไม่ใช่แค่ไอ้ตัวขี้เกียจที่วันๆเอาแต่เล่นเกมหรอกหรือ?
ทำไมในคอมพิวเตอร์ถึงมีโปรแกรมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเขาไปเรียนเขียนโปรแกรมมาตอนไหนแล้วทำไมถึงใช้มันได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าพวกโปรแกรมเมอร์ในกลุ่มบริษัทซื่อลี่เสียอีก
ขณะนี้จี้ทิงจดจ่ออยู่กับการแก้ไขปัญหาจนลืมตัวไปเสียสนิทว่าตนเองได้เปิดเผยไต๋อะไรบางอย่างออกมาแล้ว
จนกระทั่งโปรแกรมเริ่มทำงานเขาจึงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ก่อนจะชะงักไปชั่วขณะ
เขาเห็นจี้เยี่ยนจื๋อจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็งแบบไม่วางตาและเมื่ออีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าเขาเงยหน้าขึ้นสายตาที่ดำดิ่งล้ำลึกคู่นั้นก็สบประสานเข้ากับดวงตาของเขาพอดี
จี้ทิงนิ้วกระตุกวูบพยายามเค้นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นออกมา “โปรแกรมนี้เป็นของสวีเหรินครับผมเลยลองเอามาใช้ดู เผื่อว่ามันจะช่วยได้”
[ต้องรีบทำให้จี้เยี่ยนจื๋อพลิกกลับขึ้นไปก่อนเขาจะได้ไม่เห็นอะไรไปมากกว่านี้]
ในนาทีนี้หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อเปรียบเสมือนน้ำในบึงที่กำลังเดือดพล่านเลือดลมทั่วร่างสูบฉีดพลุ่งพล่านไปยังหัวใจราวกับมันจะทะลุออกมาจากทรวงอกเสียให้ได้
เขาจ้องมองจี้ทิงด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าน้ำเสียงกลับดูเบาหวิว “อ้อ อย่างนั้นหรอกเหรอ”
เดิมทีจี้ทิงก็ไม่ใช่คนที่โกหกเก่งอยู่แล้วเขาเกรงว่ายิ่งพูดจะยิ่งพลาด จึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เขาสะสางเรื่องสายไฟอีกรอบเมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด จึงยกเลิกโหมดหมุนอิสระเป็นอันดับแรก
ตามมาด้วยเสียงกลไกทำงานเบาๆเก้าอี้ค่อยๆ หมุนกลับมาทางขวาอย่างช้าๆจี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกห้อยหัวมานานแสนนานในที่สุดก็กลับมาอยู่ในท่าตั้งตรงเสียที
รอดตายแล้ว...เขาควรจะดีใจ ทว่าใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่นิดเดียว
จี้ทิงกดปุ่มเลื่อนระดับลงสายตาจดจ้องจนกระทั่งเก้าอี้สัมผัสพื้นจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ถุงลมนิรภัยค่อยๆคลายออก แม้จะไร้ซึ่งแรงพันธนาการแล้วแต่จี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลับนิ่งสนิทไม่ไหวติง
“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็นอะไรไหมครับ?” จี้ทิงเอียงคอถาม
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถามนั้นผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันเวียนหัว ลุกไม่ไหวนายมาช่วยฉันหน่อย”
จี้ทิงไม่สงสัยอะไรเขาก้าวข้ามกล่องเครื่องมือบนพื้นแล้วเดินเข้าไปหาทันที ทว่าทันทีที่เขาเข้าไปใกล้จี้เยี่ยนจื๋อก็ขยับมืออย่างรวดเร็ว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขาทันที
จี้ทิงตกใจสะดุ้ง“มีอะไรเหรอครับ?”
สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อไล่สำรวจไปตามโครงหน้าของเขาตั้งแต่หน้าผาก จมูก ดวงตา... เขาพินิจใบหน้าของจี้ทิงอยู่หลายรอบทว่ากลับมองไม่เห็นความแตกต่างจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่นิดเดียวแต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับรู้สึกได้ว่า… มีบางอย่างเปลี่ยนไป
อาจจะเป็นแววตาอาจจะเป็นน้ำเสียงที่ใช้พูด หรือไม่ก็อาจจะเป็น...
จี้ทิงคนนี้เปลี่ยนไปนานแล้วมีเพียงเขาที่ยังดื้อรั้นปักใจเชื่อว่าคนตรงหน้ายังคงเป็นคนที่ตื้นเขินและโง่เขลาคนเดิม
จี้เยี่ยนจื๋อจ้องเขาอยู่อย่างนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล“พี่อยากไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง” จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด“จี้ทิง นายมีอะไรจะบอกฉันไหม?”
จี้ทิงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะเช็กบิลบัญชีแค้นย้อนหลังจึงตอบกลับอย่างจริงจัง “ขอโทษครับเพราะความผิดพลาดของผม พี่เลยต้องลำบาก”
“มีแค่นี้เหรอ?”
จี้ทิงเม้มริมฝีปากเบาๆ“ถ้าพี่คิดว่าแค่คำขอโทษมันไม่พอ พี่จะแกล้งคืนผมสักครั้งก็ได้ครับ”
สิ้นคำนั้นจี้เยี่ยนจื๋อก็ปล่อยข้อมือของเขาทันทีเขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“นายเปิดหนังเป็นไหม?”
“หือ?” หัวข้อบทสนทนาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำเอาจี้ทิงถึงกับอึ้ง
จี้เยี่ยนจื๋อถามย้ำอีกครั้งจี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ไม่น่าจะยากครับเดี๋ยวผมไปลองดูที่ห้องฉายหนังให้”
เขาหันหลังเดินออกไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถาม“พี่อยากดูเรื่องอะไรครับ?”
“อะไรก็ได้” ในเมื่อสิ่งที่อยากดูตอนแรกยามนี้ไม่มีแก่ใจจะดูแล้วจี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยอย่างเฉยชา “เลือกเรื่องที่เรตติ้งสูงสุดของปีที่แล้วมาสักเรื่องก็พอ”
“ตกลงครับ”
ในช่วงเวลาที่จี้ทิงไม่อยู่ความคิดในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยหยุดนิ่งเรื่องราวความไม่สมเหตุสมผลก่อนหน้านี้พรั่งพรูออกมาทีละเรื่องจนเขารู้สึกว่ามันช่างน่าหัวเราะเสียเหลือเกิน
เมื่อก่อนเขาตาบอดหรือว่าโง่กันแน่ทำไมจี้ทิงพูดอะไรเขาก็เชื่อไปหมด
ขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อยังคงจมอยู่ในห้วงความรู้สึกสมเพชตัวเองจอขนาดใหญ่ก็สว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับไฟในห้องโถงที่ค่อยๆ ดับลงโดยอัตโนมัติ
โลโก้บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์เรียงรายผ่านตาไปทีละค่ายเมื่อจี้ทิงเดินกลับมา เขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่
[แทสเมเนียนยังไม่หายโกรธอีกเหรอ?]
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกบีบนิ้วตัวเองพลางหันไปถาม “นายเปลี่ยนใจไปชอบลู่เหยียนชูแล้วงั้นเหรอ?”
“อะไรนะครับ?”
เชิงอรรถ
[1]ระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ (Cloud Platform ManagementSystem) คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับบริหารจัดการ ควบคุม ดูแลและตรวจสอบการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์
[2]ซอร์สโค้ด คือชุดคำสั่งที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นด้วยภาษาโปรแกรมมิ่งในรูปแบบข้อความที่มนุษย์อ่านและเข้าใจได้เพื่อใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการก่อนจะถูกแปลงเป็นรหัสเครื่องที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ