ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 14-1 : เงินก้อนแรก

            ผมไม่ได้ดีใจมากนักตอนที่ไมตรีเดินมาแจ้งผลการตัดสินถึงที่ห้องตอนบ่ายสามโมงครึ่งแน่นอนว่าไม่พลิกโผ แต่ผมผ่านช่วงเวลาปลื้มปิติอย่างที่สุดไปสักพักแล้วเขาเห็นผมนั่งเล่นเกมบนหน้าเว็บฆ่าเวลาระหว่างรอผลการตัดสิน จึงแซวทีเล่นทีจริงว่า ถ้าเห็นแอบทำโอทีอีกจะตัดเงินเดือนผมรับปากไปส่ง ๆ ได้แต่คิดในใจว่าจะโหดเหี้ยมอำมหิตเจ้าระเบียบในเรื่องไม่เป็นเรื่องอะไรปานนั้นธรณีเคยบอกผมแล้วว่าพอพ้นช่วงทดลองงาน ก็ไม่จำเป็นต้องบังคับสวมเอวีเอสอีตลอดเวลาจึงหมายความว่าบริษัทจะซีเรียสเรื่องการทำงานโอทีน้อยลงและสนใจแค่ว่าต้องส่งงานชิ้นสุดท้ายให้ทันก่อนสี่โมงซึ่งจะส่งให้ทีมบรรณาธิการเวรบ่ายอีกทีมหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบต่อไมตรีไม่มีทางรู้ว่าข่าวที่ทำในแต่ละวันผมทำล่วงหน้ามาจากบ้านหรือไม่ถ้าในช่วงเช้าผมเสนอตัวและชักจูงให้เขาเลือกเรื่องที่ทำมาล่วงหน้าได้สำเร็จก็แปลว่าผมก็มีเวลาทำข่าวอื่นมากขึ้น ถ้าไม่ใช่การทำผิดอย่างโจ่งแจ้งเช่นมีคนมาเห็นผมนั่งทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงนอกเวลาทำงาน ก็คงเอาผิดเรื่องทำโอทีได้ยากคิดได้แบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย

            ชายศีรษะล้านบอกให้ผมแวะที่ชั้นเก้าก่อนกลับบ้านซึ่งมีแผนกการเงินตั้งอยู่ผมแปลกใจที่ประตูทางเข้าแผนกควบคุมด้วยระบบสแกนใบหน้า มีเสียงหวานๆของเอไอผู้ชายสั่งให้ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ แล้วฉีกยิ้มกว้างพอผมทำตามประตูก็เปิดออกอัตโนมัติ เมื่อเดินตรงมาห้าเมตรก็จะพบห้องเล็ก ๆห้องหนึ่งที่บุด้วยกระจกนิรภัยมีพนักงานหนุ่มร่างใหญ่เพียงคนเดียวนั่งอยู่เบื้องหลัง  เขาถอดแว่นตาออกจากโลกเสมือนเมื่อผมเดินเข้าไปใกล้

            “ท่านประชา เราพอล...”ผมยังไม่ทันแนะนำตัว เขาก็ชิงพูดก่อน เหมือนรอคอยการมาถึงของผมอยู่แล้ว“ท่านลองใช้แอปซัมอินไซด์สแกนดูอีกทีว่าตรงไหม”

            เขายื่นเข็มกลัดตราสัญลักษณ์อักษรซิกมาของบริษัทผ่านช่องเล็กๆ บนกระจกนิรภัยให้ผม เมื่อลองเปิดแอปจากมือถือ แล้วกดปุ่มสแกนด้านบนขวาจากนั้นก็หมุนกล้องไปตรงเอสเอ็นโค้ดบนเข็มกลัดแค่เฉี่ยวผ่านใบหน้ากับชื่อของผมก็ปรากฎบนหน้าจอมือถือ ผมจำรูปภาพนั้นได้ทันทีมันคือภาพตอนสแกนใบหน้าตอนเดินผ่านประตูมาเมื่อครู่ไม่ต้องเสียเวลาถ่ายรูปใหม่ให้ยุ่งยาก ด้านใต้ชื่อเป็นตำแหน่งปัจจุบันระยะเวลาที่ทำงานในตำแหน่งนั้นและมีประวัติการทำงานตำแหน่งอื่นในบริษัทซึ่งของผมเป็นช่องว่าง

            “ท่านประชา จะรับเงินในรูปแบบไหน”ชายร่างท้วมกล่าว ผมเพิ่งสังเกตว่าชุดทำงานของเขามีลักษณะเหมือนชุดนอนลายมังกรจีนมันดูรัดตึงเมื่อสวมทับรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ของเขาผมสงสัยว่าเขาชอบรูปร่างแบบนี้จริง ๆ หรือแค่ไม่สนใจตัวเองจนไม่ไปซื้อยาลดความอ้วน

            “เอ็มการ์ด”ผมตอบตามที่ตกลงกับธรณีไว้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่ามันมีกี่แบบด้วยซ้ำ เพื่อนผมเคยบอกว่าค่อนข้างปลอดภัยแม้ว่าเอ็มการ์ดต้องลงทะเบียนกับรัฐก่อนใช้งาน แต่รัฐไม่ได้เช็กว่าผู้ที่ใช้ต้องตรงกับผู้ที่ลงทะเบียนไว้หรือไม่ยกเว้นว่าจะมีปัญหาการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น ผมต้องระวังตัวไม่สร้างปัญหาอะไรมิฉะนั้นความลับผมอาจเปิดเผย และธรณีก็จะติดร่างแหผู้สมรู้ร่วมคิดไปด้วยเจ้าหน้าที่การเงินรับบัตรเอ็มการ์ดของผมไปรูดผ่านเครื่องที่อยู่ตรงหน้าแล้วส่งคืนกลับมาให้

            “เงินของท่านเข้าแล้ว ลองเช็กดูอีกที”

            ผมกดปุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่บนบัตรซึ่งแบนเรียบสนิทไปกับพื้นผิวก็พบว่ามีจำนวนเงินปรากฏครบถ้วนตามที่ไมตรีบอก ผมจึงพยักหน้าบอกพนักงานผมรู้มาว่าระบบของบริษัทในยุคนี้จะจ่ายค่าตอบแทนเป็นรายวันซึ่งก็คือเงินเดือนที่ตกลงกันไว้แล้วนำมาหารแบ่งไมตรีให้เงินตามอัตราค่าตอบแทนที่ควรได้รับตามที่เอไอคำนวณได้ทุกบาททุกสตางค์เขาบอกว่าขี้เกียจให้กระทรวงพาณิชย์ และแรงงานมาตรวจสอบภายหลังและสุดท้ายจะนำมาสู่การกดดันทางอ้อมให้ขึ้นค่าจ้างให้เป็นไปตามที่กำหนดไม่ว่าจะใช้วิธีประกาศบัญชีดำไว้ในไรต์จ็อบส์ หรือเก็บภาษีนิติบุคคลมากขึ้นตามจำนวนปีที่ไม่ยอมปรับค่าแรงขึ้นให้ได้ตามเกณฑ์ผมรู้สึกว่ามันแทรกแซงกลไกตลาดมากเกินไปในเมื่อแต่ละบริษัทก็มีนโยบายเกี่ยวกับความยืดหยุ่นของการทำงานอยู่แล้วอย่างการเลือกเวลาเริ่มและจบ การบีบอัดชั่วโมงการทำงานในบางวันการทำงานจากที่บ้านในบางตำแหน่ง หรือการให้สิทธิลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือนเพื่อจัดการปัญหาชีวิตเรื่องนี้ผมเห็นต่างกับธรณี เขาคิดว่าแม้ใช้สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็ยังไม่ยุติธรรมพอแต่ผมกลับมองว่าการใช้ไม้อ่อนเจรจาสร้างข้อตกลงที่ลงตัวระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างน่าจะเป็นหัวใจของการทำงานอย่างมีความสุขทั้งสองฝ่ายมากกว่า

            “พรุ่งนี้เราก็ต้องมาที่นี่อีกรึเปล่า”ผมถามดี ๆ แต่พนักงานชายหนุ่มกลับส่งสายตาดูหมิ่นกลับมาคงคิดว่าทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้

            “เงินจะถูกโอนเข้าบัตรอัตโนมัติทุกสี่โมงเย็นท่านก็เช็กดูได้เลย... อย่าลืมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยล่ะ”เขายิ้มมุมปากเป็นเชิงขบขัน ผมกล่าวขอบคุณแล้วเดินจากไป ห้องปิดไฟเมื่อผมซึ่งเป็นลูกค้าคนสุดท้ายเหลียวหลังไปดู

            “บริการแย่ชะมัด” ผมสบถกับตัวเองเบา ๆแต่ก็ต้องตัดใจไม่เอาความ ขืนร้องเรียนไปรังแต่จะสร้างเรื่องให้ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจเปล่า ๆ

            ผมเหลือบดูบัตรเอ็มการ์ดที่สะท้อนแสงแวววับนั่นอีกครั้งรอยยิ้มผุดขึ้นมาที่มุมปากปล่อยให้ตนเองยืนเริงร่าอยู่ตามลำพังในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงถ้าไม่ใช่เพราะกล้องวงจรปิดใต้เพดาน ผมคงเผลอร้องเพลงออกมาแล้ว ความรู้สึกภาคภูมิใจในเงินก้อนแรกอุ่นวาบอยู่ในอกไม่เสียแรงที่อดตาหลับขับตานอน ทนฟังเสียงก่นด่าของหัวหน้าจนหูชา ผมบรรจงสอดบัตรนั้นลงไปในกระเป๋าสตางค์ที่มีสายคล้องต่อกับรูเข็มขัดที่กางเกงคราวนี้ไม่ปล่อยให้บัตรหลุดหายเหมือนวันนั้นเป็นอันขาด

            เมื่อกล่องสี่เหลี่ยมลงจอดที่ชั้นหนึ่งผมก็จินตนาการล่วงหน้าถึงอาหารเย็นที่อยากกินเป็นการเฉลิมฉลอง   

            --------------------

             

            มื้อเย็นผมชวนธรณีไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านเคียวจุกุแถวๆ ที่พัก บรรยากาศภายในร้านตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบปกติพวกเรานั่งบนเก้าอี้สูงตรงเคาเตอร์ครึ่งวงกลมที่โอบล้อมเชฟไว้ธรณียังคงติดตามข่าวสารการเมืองตลอดเวลาเช่นเคยไม่ได้ให้เวลาสนทนากับผมมากขึ้นแต่อย่างใด ตอนที่ผมโทรบอกเขาตอนสี่โมงเย็นเพื่อนก็พูดเพียงสั้นๆ ว่ายินดีด้วย เป็นอย่างที่คาดไว้เลย ชายผอมสูงคงวางแผนทำงานบางอย่างคืนนี้ แต่ผมไม่อยากรู้และไม่อยากก้าวก่าย ผมอยากงดเว้นเรื่องการเมืองสักวัน แต่ก็หนีไม่พ้นผมถามว่าเรื่องที่เขาดีใจที่สุดในชีวิตคืออะไร ธรณีบอกว่าตอนที่ได้เงินจากการเป็นซูเปอร์โหวตเตอร์ครั้งแรกแม้จะเปลี่ยนคำถามเป็นสิ่งที่บันเทิงที่สุดหรือมีความสุขที่สุดในชีวิตก็จะหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองผมคงเป็นบ้าไปเสียก่อนถ้าคิดถึงการเมืองในสมองตลอดเวลาเหมือนชายผู้นี้

             

            ไหน ๆ ก็เลือกทำเลตรงนี้แล้วผมตัดสินใจใช้บริการเชฟเป็นครั้งแรกเพื่อจัดอาหารที่พิเศษ พิถีพิถันที่สุดเดือนที่ผ่านมาผมกินอาหารจากตู้อัตโนมัติมาโดยตลอดยืนยันว่ารสชาติฝีมือมนุษย์อร่อยกว่ามากแน่นอนว่าการเลี้ยงฉลองย่อมขาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปไม่ได้ แต่ผมก็ไม่ชอบอาการเมาจนขาดสติจึงสั่งคราฟต์เบียร์สูตรเฉพาะของทางร้านแก้วครึ่งลิตรมากินยุคนี้มีเบียร์หลายยี่ห้อให้เลือกทั้งตามร้านอาหารหรือที่ขายในห้างสรรพสินค้ากว่าในยุคผมมากธรณีสั่งน้ำเปล่าอ้างว่าขี้เกียจคำนวณและตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดว่าเกินมาตรฐานหรือไม่ ผมไม่คัดค้านเขาคงไม่สุนทรีย์กับการดื่มตั้งแต่แรก เพื่อนผมยังคงสั่งเมนูจากตู้ทำอาหารเช่นเดิมเขาบอกว่ารสชาติไม่ต่างกันหรอก ที่ผมอร่อยเป็นเพราะอคติล้วน ๆยังท้าปิดตาชิมอาหารแบบเดียวกัน 100ครั้งเพื่อดูว่าลิ้นของผมจะแยกแยะระหว่างอาหารฝีมือมนุษย์กับเครื่องจักรได้หรือไม่

            “ไม่ต้องทดสอบกันขนาดนั้นหรอกมั้ง”ผมกล่าวก่อนขยับตัวหลบให้เชฟวางจานอาหารอุ่น ๆ ตรงหน้า กลิ่นหอมหวนลอยมาเตะจมูกผมจำชื่อเมนูภาษาญี่ปุ่นไม่ได้รู้แค่ว่าหน้าตามันเหมือนข้าวแกงกะหรี่ฟิวชั่นกับน้ำพริกอ่อง

            “งั้นท่านก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างของท่าน” ธรณีตอบพลางหยิบซูชิหน้าปลาไหลย่างซีอิ๊วเข้าปากเห็นการตกแต่งที่สวยงามของมันแล้วแทบจะน้ำลายสอ อย่างว่าอาหารของคนอื่นมักจะน่ากินกว่าของตนเองเสมอ

            ผมกินอาหารตรงหน้าหมดอย่างรวดเร็วอาจเพราะติดนิสัยชีวิตเร่งรีบในเมืองกรุงตั้งแต่ก่อนมาที่นี่รูมเมทเองก็ไม่ได้รับประทานอย่างละเมียดละไมไปกว่ากัน เขารวบตะเกียบวางข้างจานแล้วใช้มือหยิบซูชิเข้าปากอย่างไม่เคอะเขินผิดกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูสุขุมราวกับผู้ดีมีชาติตระกูล

            แม้ว่ารสชาติเมนูฟิวชั่นของผมจะแปลกประหลาดแต่ก็อิ่มอร่อยกว่าที่คาดไว้ แก้วเบียร์ก็เช่นกันเหลือเพียงคราบฟองสีเหลืองอ่อนก้นแก้ว ผมรู้สึกว่ารสชาตดีกว่าที่เคยกินในยุคอดีตไม่แน่ใจว่าเกิดจากอคติที่รู้ล่วงหน้าว่าเป็นคราฟต์เบียร์หรือไม่ถ้าเสิร์ฟมาโดยไม่รู้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร อาจแยกไม่ได้อย่างที่ธรณีว่าจริง ๆ

            ธรณีหันมาชวนคุยเรื่องการเมืองต่อส่วนใหญ่จะพูดอยู่ฝ่ายเดียว ผมทำเพียงพยักหน้ารับเป็นครั้งคราว ในใจกลับรู้สึกโหวงๆ นี่คือการฉลองความสำเร็จครั้งแรกตั้งแต่มาถึงโลกนี้ทว่าเพื่อนเพียงคนเดียวที่นั่งด้วยกันกลับไม่ได้ร่วมยินดีเลยสักนิด คราฟต์เบียร์ในมือที่เคยรสชาติดีกลับเริ่มขมปร่าความภูมิใจที่มีเมื่อตอนเย็นค่อย ๆ จางหายไปเหลือเพียงความอ้างว้างท่ามกลางเสียงจอแจในร้านอาหารญี่ปุ่น

            ชักเริ่มอยากกลับที่พักแล้วสิเพื่อนเองก็จัดการอาหารในจานตนเองเรียบร้อย

            “เดี๋ยวมื้อนี้...” ผมหยุดชะงักชั่วอึดใจจึงยืนกรานสิ่งที่จะพูดออกไป คิดคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าเหลือพอกินพอใช้

            “...เราเลี้ยงเอง”

            “เราไม่เห็นด้วย หารเท่ากันดีกว่า”เพื่อนผมปฏิเสธข้อเสนอในทันที ไม่ว่าผมจะคะยั้นคะยอกี่ครั้ง เขาก็ยืนกรานคำตอบเดิมช่างเป็นคนที่ยึดถือความเท่าเทียมเสมอภาคอย่างที่สุดโดยแท้

            “แล้วแต่นายแล้วกัน” ผมไม่เถียงต่อเดี๋ยวจะเสียบรรยากาศ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกมึนเล็กน้อยเพราะฤทธิแอลกอฮอล์แทนที่จะอยากดื่มต่ออีกแก้ว ผมกลับคิดถึงภาพเตียงนอนโซฟาอันแสนอ่อนนุ่มมันคงช่วยผ่อนคลายความเครียดความเมื่อยล้าสะสมมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ได้ดีกว่า

            เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วพวกเราก็เดินดุ่มออกจากร้าน

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน