ตอนที่ 19 กระบี่อยู่ในกาย ตำราอยู่ที่ใจ รูปเป็นบัณฑิต ใจดุจกระเรียน (4)
เจี่ยฉงหันมามองเฉินเจียหลางด้วยสีหน้าฉงนถามว่า “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่านี่ไม่ถูกต้องกระดาษแผ่นนี้มีกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นนัก ยามที่ข้าเดินเข้าไปในเทียนเจี้ยนฝางในนั้นมีกลิ่นไฟ ไอน้ำ และกลิ่นเหล็กที่แบบนั้นไม่ควรซึมซับกลิ่นสมุนไพรเข้มข้นถึงเพียงนี้เอาไว้!อีกอย่าง...ปรมาจารย์คงอวิ๋นมีตราประทับประจำตัวนี่ไม่ใช่ตราประทับของเขา!”
“อาจารย์จดหมายนี้ไม่ได้มาจากปรมาจารย์คงอวิ๋นขอรับ!” เฉินเจียหลางสะมัดมือส่งกระดาษแผ่นนั้นกลับไปให้อาจารย์ของตนปรมาจารย์ทั้งห้าลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียง
“เจียหลางหมายความว่าอย่างไร”ปรมาจารย์เหอขมวดคิ้วถาม
“ข้าเคยไปที่เทียนเจี้ยนฝางได้พูดคุยกับปรมาจารย์คงอวิ๋นในโรงตีเหล็ก ที่นั่นใช้กระดาษหยาบ แข็ง ทนชื้น ส่วนกระดาษจดหมายแผ่นนั้นกลับคล้ายกระดาษที่ใช้เขียนใบสั่งยามากกว่าศิษย์ลองดมดูแล้วพบว่ามีกลิ่นสมุนไพรติดมาจริงอีกอย่างปรมาจารย์คงอวิ๋นมีตราประทับส่วนตัว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ใช้ตราประทับบนจดหมายที่ส่งถึงสถานศึกษาอาจารย์รีบยกเลิกการทดสอบเถิดขอรับ”
อาจารย์ใหญ่เข้ามาคว้ากระดาษจดหมายไปดมเอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “จริงอย่างที่เจียหลางพูดกระดาษแผ่นนี้มีกลิ่นสมุนไพรหลายชนิด อาจารย์เหอถอนเขตแดนออก ข้าจะลงไปดูเหตุการณ์ด้านล่างเดี๋ยวนี้”
พูดจบร่างของอาจารย์ใหญ่ก็หายวับไปปรมาจารย์เหอโบกแขนเสื้อคราหนึ่ง เก็บวิชาอภินิหารของตนกลับมามองไปยังม้วนภาพด้วยแววตาคมวาว เอ่ยรอดไรฟัน “ผู้ใดมันกล้าเล่นตุกติกกับสถานศึกษาเช่นนี้!”
เฉินเจียหลางหันไปสบตาเจี่ยงฉง ต่างก็นึกถึงคนที่ชักนำให้หลิ่วเอ้อร์หรงขวางซือเฟิงหลงไม่ให้เข้าพบอาจารย์สำนักศึกษาหลวงคนที่วางยาป้อนความคิดให้ฟู่เฉิงเสนอตัวช่วยซือเฟิงหลงอย่างมีนัยแอบแฝงและผู้ที่ส่งจดหมายมาถึงสถานศึกษาม่ออู๋หยาในนามปรมาจารย์คงอวิ๋น ล้วนใช้อุบายยืมมือผู้อื่นฆ่าคนทั้งสิ้นทำตัวเป็นผู้เฒ่าหาปลาโดยแท้
มันผู้นั้นคือใครกันแน่!
บนเส้นทางขึ้นเขา เงาร่างสองเงาพุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุดันต่างฝ่ายต่างออกอาวุธที่ตนถนัดด้วยความเร็วจนมองเห็นเป็นเพียงลำแสงสองสายคล้ายดาวตกสองดวงกำลังพุ่งเข้าหากัน แรงปะทะทำให้สองร่างกระเด็นออกไปคนละทางพุ่งชนต้นไม้จนหักโค่น ฝุ่นดินฟุ้งตลบ
เสียงกระอักไอแหบแห้งดังมาจากมุมหนึ่งอีกมุมหนึ่งกลับไร้ปฏิกิริยา ไม่มีเสียงหอบ ไม่มีเสียงครวญครางเจ็บปวดครู่ต่อมาจึงได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ร่างของบุรุษกระโดดทะลุฝุ่นผงกลับมายังทางเดินเสื้อผ้าของมันขาดวิ่น แขนห้อยร่องแร่งไปข้างหนึ่งมองเห็นเงาเลือนรางราวกับว่าอวัยวะภายในของมันทำมาจากกระดาษยันต์
แม้แขนขวาใกล้จะขาดออกจากร่างแล้ว แต่มันไม่รู้สึกเจ็บปวดใบหน้าภายใต้หน้ากากสงบนิ่ง ขายังคงก้าวมาข้างหน้ามุ่งเข้าหาเด็กชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะปีนขึ้นมาจากหลุมดินแล้วคุกเข่าไอออกมาเป็นเลือดแดงฉาน มือสองข้างเต็มไปด้วยแผลแตกเหวอะหวะร่างทั้งร่างอาบย้อมไปด้วยเลือด แต่ซือเฟิงหลงก็ยังพยายามที่จะยืนขึ้นแม้ตอนนี้ดวงตาจะพล่าเลือนมองแทบจะไม่เห็นศัตรูแล้วก็ตาม
ทันใดนั้นเขตแดนที่กดทับเขามาตลอดก็หายไปร่างของซือเฟิงหลงพลันเบาโหวง ยังไม่ทันได้ปรับตัวก็ได้ยินเสียงลมหวีดประดุจเสียงลูกศรที่กำลังพุ่งเข้าสู่หัวใจเขายกแขนขึ้นป้องกันด้วยสัญชาตญาณ แต่ก็ถูกเตะจนลอยลิ่วไปชนต้นไม้ใหญ่ข้างทางกระอักเลือกออกมาอีกกองใหญ่ เจ็บปวดราวกับหนอนไชกระดูก
เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตนเองเข้าใกล้ความตายถึงเพียงนี้
ท่านแม่ ท่านพ่อ ข้าไร้สามารถยิ่งนักแค่การทดสอบศิษย์ใหม่ก็ไม่อาจผ่านไปได้ แต่ข้าทนไม่ได้...ที่ท่านแม่จะต้องมาร้องไห้เสียใจเพราะข้า!
ในยามคับขันที่แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงยกหมัดแล้วนั้นจิตของซือเฟิงหลงกลับสงบนิ่ง คำของบิดาพลันดังขึ้นในห้วงจิต
‘สุญญตา คือความว่างความว่างคือสิ่งใด ก็คือสภาพที่ว่างจากความเป็นตัวตน เป็นบุคคล เป็นเจ้า เป็นข้าไร้สภาวะอารมณ์ ไร้โทสะ ไร้โมหะ รัก โลภ โกรธหลง ล้วนว่างเปล่าสังขารอื่นใดล้วนไม่ใช่เจ้าทั้งนั้น ความเจ็บปวด ทุกข์ใจ ใช่เจ้าหรือ?หากมันเป็นเพียงความเปล่าเล่า?’
ในเมื่อแม้แต่ตัวข้าก็ยังมิใช้ข้าการโจมตีใดๆ ก็ล้วนว่างเปล่าได้เช่นกัน!
ฉันพลันนั้นร่างของซือเฟิงหลงก็ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีขาวกระจายออกรอบตัวประหนึ่งน้ำหยดลงกลางทะเลสาบ ก่อเกิดคลื่นกระเพื่อมออกเป็นวงกระจายออกไปจนถึงชายฝั่ง
ร่างเล็กๆ ทรงตัวขึ้นยืนนิ่งรอรับการโจมตีถัดไปอย่างมีสมาธิเต็มที่ ยามที่หมัดสังหารพุ่งเข้ามาเขาใช้ฝ่ามือปัดป้อง เมื่อการจู่โจมเต็มกำลังไม่ได้ผลยันต์นักฆ่าก็เปลี่ยนกระบวนท่าโจมตี ออกหมัด ศอก เข่าเร็วขึ้นเมื่อทุกหมัดล้วนถูกป้องกันลดความรุนแรงลง ก็ฉวยจังหวะที่ซือเฟิงหลงเซถอยหลังกวาดเท้าเตะเข้าที่จุดไท่หยางของเด็กชายอย่างแรงราวกับแส้
ซือเฟิงหลงยกมือขึ้นปัดป้องได้ทันแต่ก็ต้องเซถลาออกไปถึงสิบก้าว เด็กชายส่ายหัวสะบัดหน้าเพื่อเรียกสติถ่มเลือดที่แล่นขึ้นมาจุกคอหอยทิ้งไปคำหนึ่งเพ่งสายตามองลวดลายยันต์กลางอกของบุรุษ
ในที่สุดก็มองเห็นเสียที!
ทันใดนั้นซือเฟิงหลงพลันชักมีดสั้นออกมาจากรองเท้าหุ้มข้อใช้ปลายมีดวาดบางอย่างบนอากาศ แล้วพุ่งเข้าหาศัตรูตรงหน้า คล้ายกับว่านี่คือการโจมตีที่จะตัดสินชี้เป็นชี้ตายครั้งสุดท้าย
หากเขาไม่ตายก็คงเป็นมันแต่หากมันไม่ตายเขาก็ต้องตายแน่แล้ว!
พลังสภาวะของทั้งคู่ทั่งโถมกวาดม้วนเอาใบไม้ใบหญ้าฝุ่นดินให้ปลิวคลุ้งขึ้นกลางอากาศหมัดซ้ายจากยันต์นักฆ่าพุ่งเข้ามา ซือเฟิงหลงใช้แขนขวาสกัด เท้าขวาของอีกฝ่ายก็เตะกวาดมาอย่างแรงตรงจุดไท่หยางดังเดิมราวกับหวังว่าจะให้ศีรษะของเขาหลุดกระเด็นออกจากตัว
เด็กชายฝืนรับเท้านี้เอาไว้แล้วส่งมีดแทงลงไปกลางอกบุรุษ ก่อนที่จะถูกแรงโจมตีผลักร่างให้กระเด็นออกไปยังฉวยโอกาสกระแทกเท้าลงบนด้ามมีดสั้นครั้งหนึ่งด้วยกระบวนท่าวิชาหมัดวายุแรงกระแทกได้ส่งร่างของยันต์นักฆ่าให้กระเด็นออกไป ทันใดนั้นร่างของมันก็กลายเป็นเพียงยันต์ขาดๆใบหนึ่งซึ่งถูกมีดปักตรึงไว้บนต้นไม้
ซือเฟิงหลงทรงตัวขึ้นจ้องมองอักขระสีทองที่เปล่งแสงวูบวาบที่กดทับยันต์แผ่นนั้นไว้ครู่หนึ่งแสงอักขระสีทองก็จางหายไป ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะมืดมิดก็มีร่างของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นได้ยินเสียงเรียกชื่อเขาออกมาอย่างเลือนราง
“เฟิงหลง!”
การทดสอบบัณฑิตใหม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ซือเฟิงหลงถูกพาตัวขึ้นไปบนยอดเขา ต้องแช่ในอ่างยาถึงสองวันกว่าจะได้สติ แต่ก่อนหน้านั้นปรมาจารย์ทั้งห้าก็ได้ประกาศผลการทดสอบออกไปแล้ว
การทดสอบบุ๋น การทดสอบบู๊ การทดสอบปราณล้วนผ่านมาด้วยคะแนนชนะเป็นเอกฉันท์
ศิษย์ฝ่ายในที่เป็นพยานรู้เห็นตลอดการทดสอบไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใดเรียกได้ว่าแต่ละคนแต่ละสายเฝ้าตั้งตารอคอยศิษย์น้องเล็กผู้นี้หวังว่าอาจารย์ของตนจะเลือกเขามาเป็นศิษย์สายตรงให้ได้
ภายในห้องของอาจารย์ใหญ่ห้าปรมาจารย์อยู่กันพร้อมหน้า แต่ละคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม
หลังจากนิ่งอยู่นาน อาจารย์ใหญ่ก็เอ่ยขึ้น“หลังจากเฟิงหลงหายดี ทำพิธีรับศิษย์เรียบร้อย ข้าจะพาเขากลับไปเยี่ยมบ้านเรื่องที่เกิดขึ้นในการทดสอบศิษย์ใหม่จำต้องไปอธิบายและขออภัยปรมาจารย์คงอวิ๋นด้วยตัวเองจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ได้”
“ข้าเห็นด้วย” ปรมาจารย์หลิวพยักหน้าก่อนจะถามขึ้นว่า “แล้วเฟิงหลงจะกราบผู้ใดเป็นอาจารย์”
ห้าปรมาจารย์มองหน้ากันและกันราวกับแต่ละคนได้กลายเป็นศัตรูคู่แค้นกันในชั่วพริบตา
ปรมาจารย์ฉีกล่าวอย่างหน้าไม่อายว่า “ดูเหมือนว่าเสี่ยวหลงน้อยจะมีพื้นฐานค่ายกลให้เขากราบข้าเป็นอาจารย์ย่อมดีที่สุด”
“เอะ! เอะ! ท่านฉีแน่ใจหรือว่าด้านค่ายกลท่านสามารถสอนเขาได้ดีกว่าปรมาจารย์คงอวิ๋น” อาจารย์เหอหรี่ตาพูด“เดิมทีหากไม่ใช่เพราะเจี่ยงฉงปากมาก เสี่ยวหลงคงถูกเจียหลางลูกศิษย์ข้าพามาเงียบๆข้าทดสอบเขาเงียบๆ แล้วรับศิษย์เป็นกรณีพิเศษแบบเงียบๆ ไปแล้ว เขาก็คงไม่ถูกคนมีใจอาศัยสถานการณ์มาโจมตีจนต้องนอนแช่ในถังยาเช่นนี้”
แต่ละคนเจ้ามองข้าข้ามองเจ้าอย่างกระอักกระอ่วน ทุกคนล้วนมีส่วนในการวางแผนการทดสอบครั้งนี้
“อาจารย์เหอกล่าวเกินไปแล้วไม่ว่าอย่างไรก่อนที่สถานศึกษาจะรับเสี่ยวเฟิงเป็นศิษย์ก็จะต้องทำการทดสอบตามเกณฑ์อยู่ดี เพื่อปิดปากคนบางจำพวกไม่อย่างนั้นลูกศิษย์คนนี้ของเราก็จะถูกผู้คนดูแคลนอยู่ดีไม่ว่าอย่างไรการทดสอบโดยให้ศิษย์ฝ่ายในทุกคนได้ร่วมเห็นเป็นพยานเช่นนี้ดีแล้วส่วนเรื่องที่ว่าเสี่ยงหลงจะกราบท่านใดเป็นอาจารย์นั้น...”อาจารย์ใหญ่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวสรุปว่า “รอให้เขาฟื้นขึ้นมาแล้วค่อยถามความสมัครใจของเขาก็แล้วกัน”
แต่ละคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วย แววตาวิบวับซ่อนเร้นราวกับกำลังวางแผนร้ายในใจ
อาจารย์ใหญ่ปรายตามองใบหน้าของแต่ละคนแล้วแสร้งถอนหายใจยาวเอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “กระบี่อยู่ในกาย ตำราอยู่ที่ใจ รูปเป็นบัณฑิตใจดุจกระเรียน... ไม่คิดว่าเด็กอายุเก้าขวบจะตรงกับคำกล่าวนี้”
พูดจบอาจารย์ใหญ่ก็ลุกขึ้นยืนมือหนึ่งไพล่หลังอีกมือกำไว้หลวมๆ ที่หน้าท้อง กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าทางบ้านของเสี่ยวหลงจะต้องการให้เขาเรียนหนังสือศาสตร์ทั้งหก[1]ศิลป์ทั้งสี่ต้องไม่ขาดไปอย่างแน่นอน ข้าคือปราชญ์เมธี เชียวชาญทุกแขนง... ไม่เคยรับศิษย์สายตรงมาก่อนบางทีอาจถึงเวลารับศิษย์แล้ว”
พูดจบก็เดินออกไปจากห้องทิ้งให้สี่ปรมาจารย์ที่เหลือนิ่งค้างเป็นไก่ไม้
---------------------------------------------- พบกันหลังปีใหม่จ้า ----------------------------------------
[1] 六艺(ลิ่วอี้) ศาสตร์ทั้งหก ประกอบด้วย มารยาท พิธีการ, ดนตรี, ยิ่งธนู,การขับรถม้า, การเขียนอักษร, ศิลปะการคำนวณ