เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 139 การต่อสู้อันดุเดือดบนลานประลองเป็นตาย

    ข่าวลือเรื่องหลงเฉินและเฟิงอู่เทียนท้าสู้กัน ณ ลานประลองเป็นตายได้แพร่สะพัดไปทั่วสำนักสุริยันมรกตหรือแม้แต่เหล่ามรกตอย่างรวดเร็ว  


    เวลานี้หลงเฉินและคนอื่น ๆ ไปถึงลานประลองแล้ว  หลิวเยวี๋ยนและผู้อาวุโสทั้งสี่คน รวมทั้งผู้คุมกฎทั้งห้าคนก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน


    เวลานี้เฟิงอู่เทียนเป็นคนของเหล่าคนใน  หลิวเยวี๋ยนและหลิวหลานจึงไม่มีอำนาจควบคุมเขาได้อีก  อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ดังนั้นจึงพอจะเป็นไปได้ที่จะเจรจาต่อรองกับเขาได้


    “อู่เทียน เจ้าจะทำอะไรน่ะ?”


    หากว่ากันตามตรง  เฟิงอู่เทียนบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีแล้วและได้ออกไปเพื่อเข้าเหล่าคนใน  เวลานี้หลงเฉินจึงมาแทนที่ตำแหน่งของเขาและกลายเป็นยอดอัจฉริยะในระดับแก่นมนุษย์ของสำนักสุริยันมรกต


    เฟิงอู่เทียนเวลานี้ดูน่าเกรงขามและดุร้ายมากขึ้น   และคงเป็นปัญหาอย่างยิ่งหากหลงเฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือแม้แต่ถูกฆ่าตายที่นี่


    เมื่อพวกเขาขึ้นมาที่ลานประลองเป็นตาย  ผลลัพธ์ที่จะออกมาจึงมีเพียงเป็นและตายเท่านั้น


    “ท่านผู้อาวุโส เขาตกปากรับคำที่จะขึ้นไปบนลานประลองเป็นตายกับข้า  ได้โปรดอย่าพูดอะไรอีกเลย”


    เฟิงอู่เทียนเคยเคารพยำเกรงหลิวเยวี๋ยนอย่างมาก  ทว่าเวลานี้น้ำเสียงของเขากลับเรียบเฉย


    การต่อสู้ครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นเพื่อหลิวหลิง  หากแต่เพื่อตัวเขาเองด้วย  จุดประสงค์ของเขาก็เพื่อสั่งสอนบทเรียนที่ยากจะลืมเลือนให้กับหลงเฉิน  และสถานะในตอนนี้ของหลิวเยวี๋ยนก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าเขา จึงมิอาจหยุดยั้งเขาได้


    “หลงเฉิน  เจ้ารับคำท้าจริง ๆ หรือ?”


    เมื่อมองไปที่หลงเฉิน  หลิวเยวี๋ยนทำสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล


    “เลิกสร้างปัญหาเสียที! อู่เทียนเป็นคนของเหล่าคนใน  หากเจ้าบาดเจ็บหรือถูกฆ่าจะเป็นเพราะตัวเจ้าเอง แต่การที่เจ้าจะทำให้เขาบาดเจ็บ...”


    ตอนนั้นเอง  เขาก็ตระหนักได้ว่าเฟิงอู่เทียนบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้วและเป็นไปไม่ได้เลยที่หลงเฉินจะชนะเขาได้  คำพูดของหลิวเยวี๋ยนจึงจบลงตรงนี้


    “ไม่ต้องกังวลไปหรอก  ท่านผู้อาวุโส  เมื่อพวกเราขึ้นไปบนลานประลอง  ก็ไม่มีสิ่งใดสำคัญนอกจากใครจะอยู่หรือใครจะตายอีกแล้ว”


    แม้เฟิงอู่เทียนเป็นศัตรูตัวฉกาจของหลงเฉิน  ทว่าเขาก็เป็นคนที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาคนหนึ่ง


    ระหว่างนี้หลิวหลานดึงหลงเฉินไปข้าง ๆ และถามเขาด้วยเสียงแผ่วเบา 


    “เจ้ามั่นใจรึ?”


    หลงเฉินยิ้มอย่างขมขื่นและส่ายศีรษะ   “ข้าก็ไม่รู้หรอก”


    “แล้วเจ้าไปรับคำท้าได้อย่างไรกัน?”


    หลงเฉินกลอกตาใส่นาง


    “ท่านก็อยู่มานาน ไม่รู้หรืออย่างไรว่าเมื่อลูกธนูถูกขึ้นสายแล้วมีแต่จะต้องพุ่งออกไปเท่านั้น?”


    เมื่อเอ่ยถึงเรื่องอายุ เขาก็มองต่ำลงไปที่หน้าอกขาวเนียนของหลิวหลานโดยไม่ตั้งใจ  ราวกับหยอกล้อบอกว่านางมีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตหากแต่ไร้สมอง  หลิวหลานจึงตำหนิเขาด้วยความโกรธ


    “เจ้าบ้านี่ หากเจ้าอยากตายมากถึงเพียงนั้นก็อย่ามาโทษพวกเราแล้วกัน!  เฟิงอู่เทียนเข้าเหล่าคนในไปแล้ว และข้าเพียงจะแนะนำไม่ให้เจ้าไปมีเรื่องบาดหมางกับเขา  แต่เจ้ากลับรนหาที่ตายตั้งแต่ข้ายังไม่ทันได้เริ่มพูดด้วยซ้ำ!”


    หลงเฉินหัวเราะ แต่มิได้ออกความเห็นใด ๆ


    เวลานี้มีคนมารวมตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อได้ยินข่าว  ทุกคนก็เริ่มชี้มือชี้ไม้มาที่หลงเฉิน


    เหล่าคนในหมายถึงอิทธิพลและความน่าเกรงขามสำหรับทุกคน  หลงเฉินที่กล้าต่อสู้กับผู้ที่เพิ่งเข้าเหล่าคนในจึงถือว่าเป็นความกล้าหาญที่บ้าบิ่นมากเกินไป


    ผู้อาวุโสทั้งห้าและผู้คุมกฎอีกสี่คนนอกเหนือจากหลิวหลานต่างคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา  พวกเขาจึงถอยออกไปดูอยู่ห่าง ๆ  ขณะมองหน้ากัน ผู้อาวุโสแซ่เฉินก็ร้องถาม


    “เจ้าคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นไร?”


    ในบรรดาผู้คุมกฎทั้งสี่คน  ผู้ที่อายุมากที่สุดแซ่จางและอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผู้อาวุโส  เขามองหลงเฉินและเฟิงอู่เทียนอย่างพินิจพิจารณา


    “เฟิงอู่เทียนบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีและได้รับการดูแลจากตระกูลวิหคแดงใต้  การฝึกวิชาของเขาย่อมก้าวกระโดดไปไกลกว่าผู้ที่เพิ่งบรรลุสู่ระดับแก่นปฐพีทั่วไปอย่างแน่นอน  ส่วนหลงเฉินอยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์และยังห่างชั้นจากเฟิงอู่เทียนมาก  อย่างไรก็ตาม  หลิวหลานบอกว่าเขาเป็นคนสังหารผู้นำลัทธิเซียนโลหิต ซึ่งก็หมายความว่าเขาสามารถต่อกรกับเฟิงอู่เทียนได้”


    ผู้อาวุโสแซ่หลิวอีกคนเม้มริมฝีปาก


    “มันก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  หลิวหลานไม่ได้เห็นตอนเขาสังหารผู้นำลัทธิเซียนโลหิตด้วยตาตนเอง  และมีช่องว่างยิ่งใหญ่ระหว่างระดับแก่นมนุษย์และแก่นปฐพี หลงเฉินอาจมีความสามารถมากพอจะเอาชนะเฟิงอู่เทียนได้  ทว่าความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสองในเวลานี้ก็มากเกินไป”


    “มีเหตุผลทีเดียว”


    ผู้คุมกฎจางพยักหน้า


    “ท่านเคยเห็นการต่อสู้ระหว่างเหล่าคนในและเหล่าคนนอกที่เหล่าคนในเคยพ่ายแพ้มาก่อนหรือไม่ล่ะ?”


    ทุกคนส่ายศีรษะ  คำตอบและผลลัพธ์ดูจะเห็นได้ชัดสำหรับพวกเขา


    เมื่อเห็นว่าคำพูดของหลิวเยวี๋ยนไม่เป็นผล  เขาจึงเดินตรงไปหาหลิวหลานด้วยท่าทีวิตกกังวล


    “หลานเอ๋อร์  หลงเฉินสังหารจ้าวลัทธิเซียนโลหิตได้จริง ๆ ใช่หรือไม่?”


    “แน่นอน ข้าได้ยินมาอีกว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้เขาสังหารหมีปีศาจยักษ์ได้  ท่านลุงหยานเป็นคนเห็นกับตาตนเอง  และยังพูดอีกว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลงเฉิน”


    “โอ้? แม้แต่ตาเฒ่าหยานก็พูดเช่นนั้นรึ  ดูท่าหลงเฉินจะพอมีโอกาสอยู่บ้างสินะ...”


    หลิวเยวี๋ยนจึงบรรลุเป้าหมายในการนำพาหลงเฉินมาที่นี่


    ‘ข้าหวังว่าเจ้าจะฉลาดมากพอและไม่ทำให้เฟิงอู่เทียนโกรธมากจนเกินไปนะ’


    ขณะที่เฝ้ามองหลงเฉินเดินขึ้นไปยังลานประลองเป็นตายพร้อมเฟิงอู่เทียน   หลิวหลานส่ายก็ศีรษะและ ถอนหายใจ


    ใช่ว่านางไม่รู้นิสัยของหลงเฉิน  ทว่าครั้งนี้เขาต้องตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน


    ‘ทันทีที่หลงเฉินตาย  แผนการของข้าก็จบสิ้น…’


    ขณะที่นึกถึงแผนการของตนเอง ทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่หลงเฉินและเฟิงอู่เทียนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่บนลานประลอง


    “ดูจากแซ่ของพวกเขาแล้ว  นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างมังกรและวิหคเพลิง  อย่างไรก็ตาม  เวลานี้วิหคเพลิงดูจะเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่มาก”

    (TL Note: หลง = มังกร, เฟิง = วิหคเพลิง)


    หลงเฉินได้ยินความคิดเห็นเหล่านี้จากฝูงชนเช่นกัน


    เป็นที่คาดการณ์อยู่แล้วว่าคงไม่มีใครตั้งความหวังในตัวเขา เพราะเฟิงอู่เทียนเป็นยอดฝีมือระดับแก่นปฐพี  ขณะที่หลงเฉินยังอยู่เพียงระดับแก่นมนุษย์  ยิ่งไปกว่านั้น  สถานะของพวกเขาก็แตกต่างกันมาก


    “การต่อสู้ก่อนหน้านี้เป็นช่วงเวลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิตของข้า  อย่างไรเสีย มันก็เป็นสถานการณ์ที่ข้าไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ  ดังนั้นข้าจะขอลบล้างมันด้วยการต่อสู้ครั้งนี้”


    “ลบล้างรึ? อย่าทำให้ตนเองขายหน้าด้วยการเป็นหนุ่มรูปงามที่ชอบคุยโวโอ้อวดไปหน่อยเลย...”


    หลงเฉินอ้าปากหาวและหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ


    “ช่างโง่เขลาเสียจริง”


    แทนที่จะโกรธ  เฟิงอู่เทียนรวบรวมพลังปราณระดับแก่นปฐพีซึ่งหลั่งไหลอย่างบ้าคลั่งและก่อร่างเป็นพายุโหมกระหน่ำอยู่เบื้องหน้า


    พลังที่ทำให้ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนเริ่มกดทับลงบนร่างของหลงเฉินราวกับภูเขาขนาดมหึมา


    ‘เขาแข็งแกร่งกว่าจ้าวลัทธิเซียนโลหิตมากทีเดียว...’


    หลงเฉินเริ่มวิตกแต่มิได้รู้สึกหวั่นเกรง  พลังปราณของเขาอยู่ในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์และมิอาจดูแคลนได้เช่นกัน!


    “วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร]!”


    ด้วยทักษะนี้  ปราณของเขาจึงมีพลังมากขึ้นนับสิบเท่าจนเทียบได้กับระดับแก่นปฐพี และทำให้เขาทัดเทียมกับเฟิงอู่เทียน


    ‘เฟิงอู่เทียนเพิ่งเข้าเหล่าคนใน  แม้ว่าเขาจะได้ครอบครองทักษะยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม  เขาก็คงไม่มีเวลาได้ฝึกฝนมากนักหรอก’


    หลังจากใช้วิชา [แปลงร่างวิญญาณมังกร] แล้ว  ปราณโลหิตก็พลุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกายของเขา  พร้อมกับพลังของสายฟ้าและเปลวเพลิงที่ปะทุไปทั่วร่างของหลงเฉิน


    “ดูเหมือนว่าร่างสัตว์อสูรของหลงเฉินจะสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของเขาได้มหาศาลทีเดียว  ข้าจำได้ว่าวิญญาณสัตว์อสูรตอนที่เขาอยู่ในขอบเขตชีพจรมังกรไม่น่าจะใช่กิ้งก่าโลหิตใต้ดิน  แต่เป็นราชากิ้งก่าโลหิตใต้ดินที่เป็นสัตว์อสูรระดับอำพันขั้นเจ็ด...”


    หลิวเยวี๋ยนพึมพำจากนั้นก็มีท่าทีเสียใจ


    “หากหลงเฉินผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้และได้ครอบครองวิญญาณสัตว์อสูรมังกรมนตราสีม่วงละก็  พลังของเขาคงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทีเดียว  ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ...”


    หลิวหลานตั้งใจจะบอกหลิวเยวี๋ยนว่าหลงเฉินใช้คะแนนผลงานสามร้อยคะแนนเพื่อแลกกับต้นหญ้าวิญญาณไปแล้ว  แต่อย่างไรก็ตาม  หลงเฉินและเฟิงอู่เทียนเริ่มสู้กันในที่สุด  ดังนั้นนางจึงปิดปากเงียบและเฝ้ามองพวกเขาอย่างใกล้ชิด


    “[หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] --- [เพลิงสวรรค์มอดไหม้]!”


    “[บัญญัติวิหคแดง] … [ผนึกวิญญาณอัคคี]!”


    เฟิงอู่เทียนใช้ [ผนึกวิญญาณอัคคี] ซึ่งแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนนับสิบเท่า  วิหคเพลิงขนาดมหึมาปะทะเข้ากับหมัดเพลิงของหลงเฉิน  การโจมตีที่มีพื้นฐานจากธาตุไฟพุ่งเข้าใส่กันจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง  พลังวิญญาณฟ้าดินกระจายไปทั่วทุกทิศทางอย่างรุนแรง  ทั่วทั้งลานประลองเป็นตายเริ่มสั่นสะเทือน!


    “การโจมตีของทั้งสองทรงพลังยิ่งนัก!”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินรับการโจมตีของเฟิงอู่เทียนได้  ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เป็นที่รู้กันว่า [ผนึกวิญญาณอัคคี] ของเฟิงอู่เทียนนั้นเป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่เพิ่งบรรลุถึงระดับแก่นปฐพีก็ยังรับมือได้ยากยิ่ง 


    “ดูท่าหลงเฉินจะไม่ใช่พวกคุยโวเสียแล้ว  เขาอาจจะสังหารจ้าวลัทธิเซียนโลหิตได้จริง ๆ”


    ผู้คุมกฎจางพยักหน้า  สีหน้ายอมรับที่ยากจะได้เห็นปรากฏขึ้น


    “แต่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ  หลงเฉินไม่มีทางรับมือ [เทพวิหคเดียวดาย] ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดของเฟิงอู่เทียนได้หรอก”


    ผู้อาวุโสเฉินส่ายศีรษะ


    บนลานประลอง  หลงเฉินใช้เคล็ดวิชา [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] และประมือกับเฟิงอู่เทียนด้วยความเร็ว


    “ฝีมือเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว เจ้าเพิ่งจะบรรลุระดับแก่นมนุษย์แต่กลับรับมือ [ผนึกวิญญาณอัคคี] ของข้าได้  ข้าคงประมาทฝีมือเจ้ามากไปเสียแล้ว”


    น้ำเสียงราบเรียบของเฟิงอู่เทียนดังขึ้น


    “อย่าเพิ่งรีบร้อนนักเลย  เรื่องน่าประหลาดใจยังมาไม่ถึง”


    หลงเฉินรับรู้ถึงพลังของ [ผนึกวิญญาณอัคคี] ที่รุนแรงเสียจนทำให้หลงเฉินได้รับบาดเจ็บ  แต่ถึงกระนั้น  ด้วยเคล็ดวิชาบัญญัติชีวา – [กายาย้อนกลับ] จึงทำให้เขารักษาบาดแผลเหล่านั้นได้


    “ข้าได้ยินว่า [เทพวิหคเดียวดาย] ของข้าเคยพ่ายแพ้ให้กับเจ้า  ทว่าครั้งนี้...”


    ขณะที่เฟิงอู่เทียนกำลังพูดอยู่นั้น  คลื่นพลังของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือสัญลักษณ์ของวิหคแดงที่ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา  คลื่นพลังและปราณแท้จริงของเขาเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ


    “หลงเฉิน เลิกยื้อเวลาเสียที รับมือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของข้าไปเสีย --- [เทพวิหคเดียวดาย]!”


    เวลานั้น  เสียงแหลมหวีดหวิวพัดกระหน่ำมาที่หลงเฉินจนเขากระเด็นออกไป


    สิ่งที่เขาเห็นคือเปลวเพลิงรุนแรงเบื้องหน้ารวมทั้งภาพของวิหคศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งเข้าใส่หลงเฉินอย่างดุเดือด  ทุกคนที่เฝ้ามองต่างรู้สึกถึงคลื่นพลังที่ยิ่งใหญ่นี้  แข้งขาของพวกเขาถึงกับอ่อนแรงด้วยความหวาดกลัว


    “เฟิงอู่เทียนช่างทรงพลังเหลือเกิน...”


    “ต่อให้ไม่ตาย  หลงเฉินก็ต้องบาดเจ็บสาหัสมากแน่ ๆ”


    “เป็นไปไม่ได้  หลงเฉินยังมีทักษะโจมตีอื่นอีกหรือไม่นะ?”


    ทันทีที่คนผู้นี้พูดขึ้น  หลงเฉินตระหนักว่าเขากำลังเข้าตาจนและจำต้องใช้ [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] เสียแล้ว! 


    หลังจากบรรลุสู่ระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้น  ความรุนแรงของ [อสูรสุริยันทะลวงปฐพี] ก็เพิ่มมากขึ้นนับสิบเท่า  หมัดอสูรสุริยันสีดำปรากฏขึ้นพร้อมเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและพุ่งเข้าบดขยี้ [เทพวิหคเดียวดาย] ของเฟิงอู่เทียนทันที


    “พวกเขามีฝีมือทัดเทียมกันงั้นหรือ?”


    สีหน้าของทุกคนต่างตกตะลึงโดยเฉพาะผู้อาวุโสทั้งสี่และเหล่าผู้คุมกฎที่มองหน้ากันไปมาด้วยความละอายใจอย่างที่สุด


    “คำพูดก่อนหน้านี้ของข้าช่างน่าอัปยศนัก...”


    หลิวเยวี๋ยนรู้สึกปลื้มปีติที่หลงเฉินแข็งแกร่งถึงเพียงนี้  ขณะที่ดวงตางดงามของหลิวหลานยังคงจับจ้องอยู่ที่หลงเฉิน


    ทันใดนั้นเอง  น้ำเสียงเย็นชาของเฟิงอู่เทียนก็ดังขึ้น


    “ฝีมือไม่เลว  แต่หากเจ้ากดดันให้ข้าต้องใช้กระบวนท่านี้ละก็  เจ้าไม่รอดแน่!”


    ********************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน

    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4.21M 3107
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.29M 2303
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258