ผมเคลื่อนรถเข้าไปจอดในมุมหนึ่งของลานจอดรถอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินกลับไปหาอลิสที่ประตูทางเข้าของโรงแรม ตอนนี้เธอนั่งรออยู่บนเก้าอี้รับรองด้านหน้าโรงแรม ในท่าไขว้ห้างที่ดูเซ็กซี่และเย้ายวน
เธออยู่ในชุดทำงานเหมือนอย่างเคย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ดูเนี้ยบ และกระโปรงทรงเอสีเข้มที่ยาวแค่ระดับหัวเข่า
ผมเดินช้า ๆ พลางมองเวลานับถอยหลังของสกิล ไว้วางใจ ที่กำลังจะคูลดาวน์ใกล้จะเสร็จ เหลืออีกแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น การจะคุยกับเธอคนนี้ได้ผมต้องเพิ่งจะสกิลไว้วางใจเท่านั้น แต่สกิลออร่าเอ่ยวาจาก็น่าสนใจแต่มันต้องรอคูลดาวน์อีกนานมาก
และไม่นาน ผมก็ก้าวเข้าไปข้างหน้า ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าอลิสพอดี
“สวัสดีครับ คุณเลขา” ผมทักเสียงเรียบ ความรู้สึกยังเต็มไปด้วยความงงว่าเธอต้องการคุยเรื่องอะไรกับผมกันแน่
“นั่งลงก่อนสิคะ” อลิสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ดวงตาของเธอจ้องผมเขม็งราวกับผมไปทำเรื่องร้ายแรงมาสักอย่าง
ผมนั่งลงตามที่เธอบอก สบตาเธอกลับอย่างไม่หลบ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “คุณอยากคุยอะไรกับผมเหรอครับ ผมเดาว่า…คงไม่ใช่เรื่องงานแน่ ๆ”
อลิสาสบตาผม เธอไม่เสียเวลาทักทาย แต่เริ่มการซักถามทันที “ฉันอยากรู้ค่ะว่าคุณรู้จักกับน้องข้าวได้ยังไง... อ้อ... แต่เดี๋ยวก่อน”
เธอยกมือขึ้นเล็กน้อย
“เรื่องการรู้จักกันครั้งแรกนั้นไม่สำคัญหรอก ฉันเดาว่า ผอ. คงใช้งานคุณเพื่อทำอะไรบางอย่างแทนเขา แล้วคุณก็คงจะรู้จักกับน้องข้าวตอนนั้น” เธอหยุดพูด และสีหน้าของเธอดูจริงจังขึ้น “แต่สิ่งที่ฉันอยากรู้จริง ๆ คือ คุณกับน้องข้าวไปสนิทสนมกันตอนไหน จนถึงขั้นที่สามารถไปรับไปส่งถึงที่นี่ได้คะ”
ผมฟังเธอถามแล้วก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก อลิสาไม่ใช่แค่สวย แต่เธอยังฉลาดเป็นกรด เธอดักทางและเดาทุกอย่างออกหมดแล้วอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ผมต้องใช้สติทั้งหมดเพื่อรับมือกับเลขา ที่น่ากลัวคนนี้
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องเล่าตั้งแต่แรกแล้วสิครับ” ผมยิ้มตอบอย่างคลุมเครือ “อีกอย่าง ผมก็ไม่ถึงขั้นสนิทสนมอะไรกับน้องข้าวหรอกนะครับ ผมแค่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับคุณรุ่งทิวาและน้องข้าวก็เท่านั้น”
ผมหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดดูน่าเชื่อถือ “และที่ผมทำแบบนี้ เพียงเพราะว่าผมรู้สึกสงสารเธอเท่านั้นเองครับ จึงอยากจะช่วยเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะดูเข้มแข็งอยู่แล้วก็ตาม”
ผมตอบกลับไปพลางสังเกตแววตาของอลิสอย่างละเอียด เธอไม่ได้แสดงความสงสัย แต่กลับมีความห่วงใยฉายชัดออกมาอย่างจริงใจ ราวกับเป็นพี่สาวคนหนึ่งที่ห่วงน้องสาวของตัวเอง
แต่เมื่อผมลองคิดดูแล้วก็ไม่แปลกเท่าไหร่นัก อลิสาก็คงจะสงสารข้าวหอมเหมือนกับผม เธอน่าจะได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากข้าวหอมแล้ว และอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าวหอมรู้เรื่องราวของผอ. ธนกฤต อย่างละเอียด ก็คงมาจากอลิสานี่แหละ
เธอเงียบไปนาน พลางจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่ลดละ สายตาที่จับจ้องนั้นทำให้ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดและกดดันอย่างช่วยไม่ได้
ขณะเดียวกันสกิลไว้วางใจก็ใช้ได้แล้วผมจึงใช้มันกับเธอทันที
[รับทราบ สกิลไว้วางใจระดับสามทำงาน ระยะเวลา 60 นาที / คูลดาวน์ 6 ชั่วโมง ใช้งานได้อีกครั้งเวลา 00.17 น.]
[ระดับความสนิทของคุณอลิส: เพิ่มขึ้น → ระดับ 3]
[หากทำกิจกรรมอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าตอบแทนจากเธอคูณ 6]
“ดูคุณจะเป็นห่วงเธอมากนะครับ” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เพื่อทำลายความเงียบที่กดดัน
อลิสาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ราวกับยอมรับในความจริง “เธอเป็นเหมือนน้องสาวฉันเลยล่ะค่ะ ฉันรู้จักกับเธอมานานแล้ว” เธอตอบกลับ แล้วเสริมอีกว่า “ที่คุณบอกว่าสงสารเธอก็แปลว่าคุณรู้แล้วสินะ... ว่าชีวิตของเธอและแม่ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง”
“ก็นิดหน่อยครับ” ผมตอบกลับไป ตอนนี้ท่าทีของเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว
“แล้วฉันจะเชื่อได้ยังไงคะ... ว่าท่าน ผอ. ไม่ได้สั่งให้คุณมาทำดีแบบนี้กับเธอเพื่อจุดประสงค์อื่น” เธอถามอย่างระแวง “แต่ก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่อยากถามอะไรมากเกี่ยวกับ ผอ. ” อลิสาพูดพลางพิจารณาผมอย่างถี่ถ้วน
“ฉันสังเกตดูคุณแล้ว... ก็คงไม่ใช่คนที่จะทำอะไรเลวร้ายแบบนั้น” เธอยอมรับในที่สุด แต่สายตาก็เปลี่ยนเป็นเฉียบคมทันที “แต่อย่าให้ฉันรู้นะคะ... ว่าคุณกำลังทำอะไรลับหลัง หรือมีเจตนาที่ไม่ดีกับน้องข้าวหอม”
“คุณรู้ไว้เพียงแค่ว่า ผมรู้เรื่องราวของ ผอ.ธนกฤต มากพอสมควรครับ และมากพอที่จะทำให้ผมไม่ชอบเขาเลยด้วยซ้ำ” ผมเอ่ยด้วยเสียงที่หนักแน่นแต่แทบจะเป็นเสียงกระซิบ
“และผมจะไม่มีวันทำอะไรที่ไม่ดีกับน้องข้าวแน่นอน” ผมจ้องตาอลิสาเพื่อยืนยันคำพูดนั้น
ผมยิ้มมุมปาก แล้วเสริมอย่างติดตลกว่า “แล้วที่คุณบอกว่าอย่าให้รู้ว่าผมทำอะไรลับหลัง... คุณจะทำอะไรผมเหรอครับ” ผมถามอย่างท้าทาย “หรือว่า... จะดุผมเหมือนที่คุณดุ น้องข้าวหอมเมื่อสักครู่นี้”
คิ้วของอลิสขมวดเข้าหากันทันทีอย่างไม่พอใจที่ถูกกล่าวหา “ฉันไม่ได้ดุน้องสักหน่อย” เธอโต้กลับเสียงหนักแน่น “ฉันเป็นห่วงน้องต่างหากล่ะ ก็ดูสิ... ใครก็ไม่รู้มาส่ง” เธอชำเลืองมองผมด้วยสายตาที่ตำหนิเล็กน้อย
“ใครก็ไม่รู้ได้ยังไงล่ะครับ?” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ที่แฝงความมั่นใจ “คุณก็รู้จักผมอยู่แล้วนี่ครับ... ข้อมูลผมทุกอย่าง คุณไม่ได้ตรวจสอบเหรอครับ” ผมเลิกคิ้วถามอย่างยั่วเย้า
ผมโน้มตัวเข้าไปใกล้เธอเล็กน้อยแล้วกระซิบเบา ๆ “หรือว่า... คุณอลิสอยากรู้จักผมให้มากกว่าข้อมูลในแฟ้มไหมล่ะครับ” ผมถามออกไปอย่างกวนๆ
“ฝันไปเถอะค่ะ” อลิสากล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “อีกอย่าง... ฉันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นด้วย ฉันรู้ว่าคุณก็รู้ว่าฉันหมายความว่ายังไง”
พูดจบ อลิสาก็ลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับปัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ “เอาล่ะค่ะ คุณกลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้วันเสาร์นี่คะ วันนี้คุณก็ไปหาเที่ยวพักผ่อนซะนะ” เธอหยุดแล้วมองผมด้วยแววตาที่เย้ยหยันเล็กน้อย
“แล้วก็เอาคำพูดที่ยั่วเย้าเหมือนที่พูดกับฉันเมื่อกี้... ไปใช้กับผู้หญิงคนอื่นด้วยล่ะ เผื่อว่าจะมีใครสักคนที่ต้องการมันมากกว่าฉัน”
ผมยืนขึ้นด้วยท่าทีสบาย ๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “คุณเข้าใจผมผิดแล้วล่ะครับ…ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าผม ขณะที่ไผ่น้ำจ้องกลับมาอย่างไม่ไว้ใจ “หึ…แต่สีหน้ากับคำพูดของคุณ ดูยังไงก็ใช่แน่ ๆ” เธอพูดเสียงแข็ง ก่อนจะเสริมด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “แล้วการต่อล้อต่อเถียงกับคุณ…ก็คงไม่ใช่เรื่องที่คนฉลาดจะเลือกทำ”
หลังจากอลิสเดินจากไป แล้วไม่หันกลับมาอีก
ผมเดินกลับไปที่รถของผมอย่างช้า ๆ ระหว่างที่กำลังจะขับรถออกไปนั้น ความคิดก็เอาแต่หมุนวนอยู่ที่คำถามเดียว อลิสาเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากเกินไป หรือ เป็นเพียงเพราะว่าผมรุกหนักเกินไปกับเธอ ที่ฉลาดคนนี้กันแน่
เธอเป็นคนที่เคร่งขรึมและดูเป็นทางการเสมอเมื่ออยู่ในชุดทำงาน หรือต่อหน้าคนอื่น ๆ แต่สุดท้าย... ผมก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเธอในวันนี้ ทั้งรอยยิ้มที่อ่อนโยนและความห่วงใยที่เธอมีต่อข้าวหอม
แต่ถึงอย่างนั้น…ในใจผมก็ยังอยากจะคุยกับเธอให้มากกว่านี้ ทว่าผมกลับเผลอพูดบางอย่างที่ไม่เข้าหูเธอเข้าเสียก่อน สมควรแล้วที่เธอเลือกจะผลักไสไล่ส่งผมแบบนั้น
นี่ขนาดผมใช้ สกิลไว้วางใจ แล้วด้วย แต่สายตาและท่าทีของเธอก็ยังคงดูห่างเหิน ราวกับกำแพงบางอย่างยังตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเรา