ตอนที่ 187
ณ ชั้นที่ 13
เวลานี้มีคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดดำจำนวน 7 คนนั่งอยู่บนหลังของสัตว์อสูรเทียมขนาดใหญ่ เป็นสัตว์เลื้อยคลานลักษณะคล้ายจระเข้ ที่จากศีรษะถึงสุดปลายหางยาวกว่า 10 จั้ง มากพอที่จะให้คนทั้ง 7 นั่งเป็นพาหนะได้ สมาชิกบางส่วนปิดบังใบหน้าแต่บางส่วนก็กล้าเปิดเผย โดยมีผู้นำที่แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด ร่างกายกำยำใบหน้าดุร้ายมีกลิ่นอายแห่งความตายตลบอบอวล...
ไม่นานจากทิศทางด้านซ้ายและด้านขวา ก็มีกลุ่มคนอีกสองกลุ่มคืบคลานเข้ามาซึ่งคนทั้งสองกลุ่มก็อยู่บนหลังของสัตว์อสูรเทียมพาหนะเช่นกัน ด้านซ้ายเป็นแมลงป่องยักษ์ขนาดใหญ่ผู้นำคือสตรีงดงามที่รอบกายเต็มไปด้วยไอหมอกพิษ สมาชิกด้านหลังเต็มไปด้วยหญิงสาวจำนวน5 คน ที่สะโอดสะองร่างสูงระหง ชัดเจนในส่วนเว้าส่วนโค้งของเรือนกาย มีกลิ่นอายพิษคละคลุ้มเปี่ยมไปด้วยความอันตราย
ทางด้านขวามีสัตว์อสูรเทียมพาหนะ เป็นเต่าตัวใหญ่มีขายาวไม่เชื่องช้าผู้นำคือชายแก่คนหนึ่งร่างกายผอมแห้ง มีเสียงไอแห้ง ๆ ดังเป็นระวิงราวกันคนขี้โรคที่ป่วยใกล้ตายแต่รัศมีลมปราณที่เปล่งออกมานั้น เหนือกว่าอีกสองผู้นำอย่างชัดเจน เหมือนว่าจะมีพลังเพียงพอในการทะลวงระดับชนชั้นลมปราณสีส้มได้นานหลายปีแล้วแต่ชายชราคนนี้กลับสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ยอมฝ่าทะลุด้วยเหตุผลบางอย่าง เบื้องหลังยังมีเด็กหนุ่มอีก6 คน ที่ใบหน้าขาวซีด เหมือนจะเศร้าสลดอยู่ตลอดเวลา มองเห็นปลอกคอสีดำที่พันธนาการเด็กหนุ่มเหล่านี้เอาไว้
นี่คือสามหัวหน้าหน่วยลับกลุ่มมังกรทอง
ภายใต้สังกัดของ เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว...
“ไม่คิดว่าเจ้าจะร่วมภารกิจครั้งนี้ด้วยนะ... ตาแก่วิปลาส เย่ต้าเฟิง”หญิงสาวผู้มีหมอกพิษเอ่ยพลางหรี่ตามองมายังชายแก่ผอมแห้งที่นามว่า เย่ต้าเฟิง
“หึหึ...หวางเย่หลิง ถึงข้าจะวิปลาสแต่ข้าก็วิปลาสเฉพาะกับคนของข้า! มิได้มัวเมาเฉกเช่นหญิงคณิกาอย่างเจ้า ที่อายุจวนจะ 70 ปีอยู่รอมร่อแล้วยังดูดปราณหยางจากบุรุษเพศเพื่อคงสภาพความสาวของตนเองไว้...”
หวางเย่หลิง ถลึงตาดุดันขึ้นทันที นางเกลียดที่สุดคือคนที่พูดถึงอายุแท้จริงของนาง...ทั้งสองคล้ายไม่ลงลอยกันนัก ซึ่งน่าจะเกิดจากที่ช่วงวัยไล่เลี่ยกัน แต่รสนิยมในการเสพสมของทั้งสองคนกับเหมือนกัน!!
หวางเย่หลิง เป็นหญิงชราชอบเสพสมกับชายหนุ่มอายุน้อย ๆ เพื่อดูดกลืนปราณหยางแห่งบุรุษมาเป็นความอ่อนเยาว์ให้กับตนเอง...ส่วน เย่ต้าเฟิง นั้นก็แม้จะเป็นชายชรา ทว่าก็มิได้ปักใจต่อสตรีเพศ ชอบเสพสมเด็กหนุ่มเช่นกันทั้งยังมีความรุนแรงบางอย่างเป็นที่ตั้งจนทำให้เด็กหนุ่มหลายต่อหลายคนตายคามือของเย่ต้าเฟิง มาแล้ว นั่นคือเหตุผลที่ หวางเย่หลิง เรียกว่าชายชราผู้นี้ว่า ตาแก่วิปลาส
ผู้ติดตามของ เย่ต้าเฟิง ทั้ง 6 คน แท้จริงแล้วก็มิใช่ลูกสมุนแต่เป็นเด็กหนุ่มที่ถูกบีบบังคับให้เป็นทาสบำเรอกามเสียมากกว่า เนื่องด้วยเย่ต้าเฟิง ชอบลงมือเพียงลำพังและด้วยอุปนิสัยในการเสพสมเช่นนี้ จึงไม่มีลูกน้องคอยติดตาม...
ชายกำยำใบหน้าดุร้ายอีกคนหนึ่ง เปี่ยมไปด้วยความเงียบขรึมมีนามว่า ฉุยป๋อซึ่งเวลานี้ภายในใจของ ฉุยป๋อ ก็ก่นด่า ลู่เหรินฮ่าว อยู่ไม่น้อยที่ให้ตนเองและคนในหน่วยต้องมามาทำภารกิจร่วมกับ เย่ต้าเฟิง และ หวางเย่หลิง ที่ชื่นชอบการเสพสมกับบุรุษเช่นนี้...
“คนของข้าที่แอบติดตามขบวนศิษย์สำนักสายลมประจิมอยู่ห่าง ยืนยันแล้วว่าพวกมันหยุดพักขบวนกันในชั้นที่11 แต่อีกไม่นานก็คงเดินทางกันต่อ สำหรับ ซุน ที่เป็นเป้าหมาย สามารถสังเกตได้ง่ายมากเพราะเป็นคนเดียวที่ใช้สัตว์อสูรวิหคพาหนะแต่ขณะเดียวกันก็ทำให้จับตัวได้ยากขึ้น...” ฉุยป๋อ กล่าวอธิบายเพื่อหยุดความบาดหมางที่เริ่มก่อตัวของเย่ต้าเฟิง และ หวางเย่หลิง
ทั้งสองเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเริ่มดึงความสนใจกลับมาสู่ภารกิจเพราะนี่มิใช่ภารกิจที่ง่ายดายนัก อีกทั้งหากพลาดท่าขึ้นมา คนอย่างเทพปรมาจารย์ลู่เหรินฮ่าว ย่อมไม่ปล่อยทั้งสามคนแน่นอน...
“ได้ยินว่าขบวนของพวกมัน มียอดฝีมือคุ้มกันสองคน ความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าพวกเราทั้งสามคนอีกทั้งยังมีขอบข่ายพลังที่คอยปกป้องพวกมันเอาไว้ การจะเล่นงานคงทำได้ไม่ง่าย” สาวงามหวางเย่หลิง กล่าวขึ้น
เย่ต้าเฟิง แค่นเสียงออกมาเบา ๆ
“เหอะ... ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้ม ข้าไม่เคยกลัวผู้ใดทั้งสิ้น!! หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว ข้าเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถสังหารหนึ่งในสองผู้คุ้มกันได้ใน30 กระบวนท่า ข้าจะจัดการผู้คุ้มกันชายให้เอง... ส่วนผู้คุ้มกันหญิงอีกคนหนึ่ง หวางเย่หลิงเจ้าจัดการก็แล้วกัน หากตึงมือเกินไปก็ยื้อเอาไว้จนกว่าข้าจะสังหารอีกคนเสร็จสิ้นแล้วจะตามไปสมทบด้วย
ฉุยป๋อ เจ้าและคนของเจ้า ก็จัดการ ซุน ที่เป็นเป้าหมายซะ!! อย่างไรในขบวนเดินทางก็เป็นเพียงกลุ่มผู้เยาว์ แม้จะมีกันหลายสิบคน แต่ความแข็งแกร่งโดยรวมก็ยังเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวที่คละเคล้าระดับขั้นเท่านั้น...”
ฉุยป๋อ และ หวางเย่หลิง ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นพ้อง...
“แล้วเรื่องขอบข่ายพลังที่ปกป้องขบวนเล่า?! จริงอยู่ที่เมื่อไปยังชั้นสูง ๆ มันก็น่าจะหายไปได้เอง แต่ในชั้นสูง ๆพวกเราก็จะเริ่มเคลื่อนไหวได้ลำบากเช่นกัน เกรงว่าความต่างชั้นจะค่อย ๆ ลดน้อยลงถ้าเป็นไปได้ก็อยากจัดการเสียตั้งแต่ในชั้นที่ 13 นี้...” ฉุยป๋อ กล่าวเสริมขึ้นมา
ชายแก่วิปลาส เย่ต้าเฟิง หัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะกวาดตามองไปรอบ ๆซึ่งแน่นอนว่าสามารถพบเห็นยอดฝีมือพเนจร ที่กำลังเดินทางมาเก็บเกี่ยวโชควาสนาบนหอคอยอีกหลายต่อหลายคนซึ่งคนเหล่านั้นเมื่อเห็นสัตว์อสูรพาหนะขนาดใหญ่สามตนที่มารวมตัวกัน ก็เผยแววตากริ่งเกรงและพยายามเดินหลบเลี่ยงกลุ่ม เย่ต้าเฟิง ในเวลานี้...
“หากคนไม่พอ ก็แค่หาเพิ่ม!! ข้าจะใช้ยอดฝีมือพเนจรพวกนั้นเป็นแนวหน้าเพื่อทำลายรูปแบบของขบวนเสียให้สิ้น เท่านี้ขอบข่ายพลังก็ไม่อาจครอบคลุมขบวนได้แล้วจากนั้นพวกเราค่อยทำตามแผนที่วางไว้...” เย่ต้าเฟิง แสยะยิ้มน่าขนลุก ก่อนที่แหวนมิติจะเปล่งประกายขึ้นมาในมือที่แห้งเหี่ยวเวลานี้ ปรากฏปลอกคอสีดำอีกสิบกว่าอัน ซึ่งเป็นปลอกคอแบบเดียวกับที่ใช้พันธนาการกลุ่มเด็กหนุ่มที่เป็นทาสบำเรอกาม...
...............................................................
ณ จุดพักขบวนศิษย์หลัก ชั้นที่ 11
“สวรรค์!!นี่เจ้ามีตัวเลขวาสนา ถึงชั้นที่ 111 เชียวงั้นหรือ!!” เมื่อเสียงหนึ่งร้องตะโกนขึ้นด้วยความตื่นตะลึงทุกคนจากที่หลับตาทำสมาธิดูดซับลมปราณถึงกับต้องลืมตา และมองไปยังทิศทางดังกล่าวด้วยความพร้อมเพรียง
แม้แต่ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ หรือกระทั่ง ซวงฉวี่ สามอัจฉริยะรุ่นเยาว์ก็ยังเผยใบหน้าอัปลักษณ์ชั่วครู่หนึ่ง พอได้ยินว่ามีการปรากฏตัวเลขสามหลักขึ้นมาและเมื่อมองไปพบเจอกับใบหน้าของ ซุน ทั้งสามคนก็ยิ่งมีลมหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นในใจหวนนึกขึ้นว่า ซุน ยังคงเป็นผู้เหนือความคาดหมายได้เฉกเช่นทุกครา
สุดท้ายทั้งสามก็ยังอดได้ที่จะเงยหน้าขึ้น สังเกตตัวเลขของตนเองอย่างจริงจังเจี่ยโย่วเทียน ได้ตัวเลข 90 ลั่วชิงเหอ ได้ตัวเลข 93 ส่วน ซวงฉวี่ ได้ตัวเลข 86แน่นอนว่าตัวเลขของทั้งสามคนจัดเป็นตัวเลขที่สูงมาก เหนือยิ่งกว่าสองผู้คุ้มกันอย่างจ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ เสียอีก แต่พอเปรียบวัดกับ ซุนแล้วก็ยังถือว่าห่างชั้น...
สามอัจฉริยะผู้เยาว์ ยังปรากฏใบหน้าเช่นนี้ มิต้องกล่าวถึงคนอื่น ๆที่ส่วนมากตัวเลขจะปรากฏแค่เพียงราว ๆ 50-70 เท่านั้นเอง ทุกคนในนี้ล้วนเป็นศิษย์หลักชั้นแนวหน้ามาตรฐานจึงนับว่าเหนือล้ำกว่าศิษย์สามัญอยู่มากโข ทว่าความภาคภูมิใจทั้งหมดแทบจะพังทลายเมื่อเจอตัวเลขวาสนา111 ของ ซุน
ซุน เชิดหน้าขึ้นน้อย ๆ มีรอยยิ้มประดับ ผายมือไปยังลูกแสงทรงกลมเพื่อให้ทุกคนได้เห็น เอ่ยปากเนิบนาบตามประสาคนมักอวด เมื่อได้รับโอกาส... “ทั้งที่ทำใจไว้แล้วว่าตัวเลขวาสนาคงจะออกมาราว105-106 แต่ดันเลยเถิด เกินความคาดหมายออกมาเช่นนี้ ข้าเองก็ค่อนข้างตกใจ...
แต่พวกท่านอย่าได้คิดมาก แล้วนำไปเปรียบเทียบกันตนเองกันเสียเล่า...บางสิ่งบางอย่างทำไปแล้วกำลังใจถูกตัดพ้อ ก็ไม่ควรตอกเย้าระกำใจ... ตัวเลขของข้าถึงแม้จะปรากฏมากมายทว่าสุดท้ายจะปีนป่ายพิชิตถึงชั้นที่เท่าใด นั่นต่างหากจึงควรให้ความสำคัญ...”
น้ำเสียงของ ซุน เรียบนิ่งสงบ ไม่มีความเย่อหยิ่ง ไม่มีความยโส...แต่ความรู้สึกของผู้ที่ได้ยินได้ฟัง ราวกับถูกสาดโครมด้วยน้ำเย็นเยือกเข้าใส่ใบหน้า!! แต่ละคนล้วนใบหน้าบิดเบี้ยว บางยังคงกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน กำหมัดแนบแน่นด้วยความหมั่นไส้
เตียซวงซวง หัวเราะขบขันน้อย ๆ ด้วยท่าทีทรงเสน่ห์ของนาง ทางด้านฉีลู่ชิง ก็ยังต้องถอนลมหายใจออกมา เผยท่าทีละเหี่ยเต็มทนไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่สามารถทำความคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของ ซุน ได้เลย...
ซุน เห็นว่าคนอื่น ๆ เริ่มเขม็งมองมา ก็กลืนน้ำลายฝืนเคือง...ก่อนจะหยิบเต้าสุราขึ้นมา เตรียมจะอ้าปากเอ่ยเนิบนาบบรรยายถึงสรรพคุณแต่สุดท้ายกลับพบรองเท้าหลายข้างที่ขวางตรงมา พร้อมเสียงคำรามไม่พอใจและไม่อยากฟังการขายสุราของ ซุน อีกแล้ว... ทำเอา ซุน ถึงกับหน้าเหยเก ระเบิดวิชาตัวเบาหลบออกไปด้านข้างขบวนอย่างรวดเร็ว...
เมื่อหลายคนเริ่มสงบสติอารมณ์ ก็เริ่มพูดคุยกันว่า แมวสวรรค์ผู้นี้ยากที่จะเชื่อถือ อาจใช้วิธีการบางอย่างเปลี่ยนแปลงตัวเลขเพื่อเรียกความสนใจในการขายสุราสูตรใหม่อะไรนั้นก็เป็นได้...เพราะตลอดการบันทึกข้อมูลในอดีตถึงปัจจุบันของหอคอยพยัคฆ์ขาว ไม่เคยปรากฏใครที่มีตัวเลขวาสนาถึงสามหลักมาก่อน…
ซุน มีพรสวรรค์ธาตุในทุกด้าน หนึ่งในนั้นยังเป็นปราณธาตุแสง การจะแก้ไขลูกแสงทรงกลมก็ใช่ว่าจะทำไมได้ เพราะได้ยินว่ามียอดฝีมือหลายคน พยายามหาแก้ไขตัวเลขของลูกแสงทรงกลมและก็ยังมีบางส่วนที่ทำได้สำเร็จอีกด้วยผู้คนจึงมักจะเชื่อถือตัวเลขที่ปรากฏบนประตูวาสนาตอนที่เข้ามาเสียมากกว่าตัวเลขจากลูกแสงทรงกลม...
น่าเสียดายที่การเข้ามาครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งร้อน
จึงไม่ได้มีใครเป็นสักขีพยานในตัวเลขแท้จริงของ ซุน
ซุน ที่ใช้อาคมหูทิพย์ รับฟังเสียงที่นินทามาโดยตลอด ยังอดไม่ได้ที่กระฟัดกระเฟียดรู้สึกไม่ยุติธรรมที่ตนเองถูกใส่ความ หาว่าเป็นนักต้มตุ๋มหลอกลวง ทั้งที่ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด...แต่การแก้ต่างก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสุดท้ายก็ทำให้ได้เพียงปล่อยให้ทุกคนเข้าใจไปเช่นนั้นนั่งกัดฟันกรอดยามเข้าฌานดูดซับลมปราณ...
หลังจากที่เวลาผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป... เจี่ยโย่วเทียนก็ออกคำสั่งเคลื่อนขบวนอีกครั้ง เวลามีจำกัดแค่เพียง 3 วัน ไม่มากไปกว่านั้นการหยุดพักเนิ่นนานจะยิ่งทำให้เสียโอกาสในการไปดูดซับลมปราณในชั้นที่สูงไปกว่านี้...
ขบวนจึงออกเดินทางอีกครั้งฝ่ามรสุมภายในชั้นนี้ 11 และชั้นที่ 12อย่างรวดเร็ว... จวบจนแตะย่างเข้าสู่ในพื้นที่ชั้น 13 ลักษณะของชั้นนี้เป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา บนท้องฟ้ายังมองเห็นดวงอาทิตย์จำลองอีก3 ดวง ที่แผ่ความร้อนมากมายออกมา เป็นหนึ่งในชั้นที่มีต้องระวังอันตรายจากหลุมทรายที่คอยดูดผู้คนลงไปและยังเต็มไปด้วยความร้อนที่ทำให้สูญเสียพลังงานในร่างมากกว่าชั้นอื่น ๆ
“รีบไปกันเถอะ... ยิ่งอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งสั่งสมความอ่อนล้า...”เจี่ยโย่วเทียน หันมากล่าวกับคนอื่น ๆ ก่อนจะพุ่งทะยานในเส้นทางปลอดภัยตามที่ถูกบันทึกไว้ในแผนที่ โดยไม่ระแคะระคายเลยว่า การใช้เส้นทางปลอดภัยในทุก ๆครั้งตามแผนที่เช่นนี้ แม้จะปลอดภัยจากมรสุมในชั้น แต่มันกลับทำให้เป็นเรื่องง่ายต่อการวางกับดักของศัตรู...
........................................................
**แจ้งล่วงหน้าในวัน พฤหัส-ศุกร์ (3-4/12/63) จะอัพแค่วันละหนึ่งตอนในช่วงดึกนะครับ เนื่องด้วยไรท์ติดธุระในช่วงกลางวันจึงต้องรอกลับมาเขียนช่วงเย็น-ค่ำ ขออภัยสำหรับผู้ที่เฝ้ารอ**
ปล. สำหรับคืนนี้ยังอัพปกติ อีก 1 ตอนครับ...