บทที่ 28 ร่วมมื้ออาหาร สวี่ไท่ผิงพบเจออาเก้าครั้งแรก
สวี่ไท่ผิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มยิงฟันเท่านั้น
คำตอบที่ปีศาจเสือไม่ทันได้ระวังตัว จึงยืนยันถ้อยคำของปีศาจร่างซากศพเมื่อครู่ ทำให้เขาโล่งใจขึ้นมาก
"เด็กน้อย อีกสามเดือน ข้าจะต้องถลกหนัง ดึงเอ็นเ้า แล้วเอาิญญาเ้าไปทำเป็ไส้ตะเกียง ให้ได้รับทุกข์ทรมานจากการถูกเผาผลาญิญญาทั้งวันทั้งคืน!"
าาเสือเคยถูกคนเล่นงานแบบนี้มาก่อน มันส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยว ถึงแม้จะเป็เพียงเงาของิญญา ก็ยังทำให้ตัวเรือนไผ่เขียวสั่นะเือย่างรุนแรงได้
สวี่ไท่ผิงที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับเขา ยิ่งถูกสั่นะเืจนพลังชี่และเืพลุ่งพล่าน
หากไม่ได้มีพลังฉานเสียปกป้องร่างกาย เกรงว่าเขาคงจะสลบไปแล้ว
หลังจากเสียงนี้ดังขึ้น เงาของาาเสือก็สลายไป ราวกับใช้พลังที่ซ่อนอยู่ในร่างปีศาจร่างซากศพจนหมดสิ้น
"นี่ยังเป็เพียงพลังหลังจากได้รับาเ็สาหัสแล้ว หากไม่ได้รับาเ็ าาเสือตนนี้ต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน"
สวี่ไท่ผิงใยิ่ง หลังจากเข้าใจถึงพลังของาาเสือที่ชิงเหมยและปีศาจซากศพพูดถึง
แต่ถึงแม้ในใจเขาจะรู้สึกใ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวจนขาดความกล้าหาญ กลับยิ่งปลุกเร้าความมุ่งมั่นให้พุ่งทะยานขึ้นอีก
นี่อาจเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่เขาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวั้แ่เด็ก เมื่อเจอความยากลำบาก ก็ต้องเผชิญหน้าแก้ไขเท่านั้น ไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีเหมือนเด็กคนอื่น ๆ ที่มีพ่อแม่เป็ที่พึ่งพา
เมื่อเปลวไฟดับมอดแล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงเหรียญตกพื้นดังขึ้นในหลุมทันใด
สวี่ไท่ผิงชะโงกหน้าไปมองด้านในอย่างระมัดระวัง ภายใต้แสงจันทร์เหนือศีรษะ เขาเห็นเพียงกองแต้มสำนักและของสองสิ่งที่ระบุไม่ได้ นอนอยู่ตรงกลางกองเถ้าถ่าน
‘อย่าบอกนะว่าเป็ของที่ปีศาจร้ายซ่อนไว้ด้วยวิชาลับ?’
สวี่ไท่ผิงเดาในใจ
ก่อนหน้านี้ตอนอ่านตำราขั้นแรก เขาเคยเห็นมา ว่าิญญาร้ายและภูตผีปีศาจต่างมีวิธีซ่อนข้าวของของตัวเอง เช่น ปีศาจเสือชอบซ่อนในท้อง ปีศาจช้างชอบซ่อนในงวง
"เพื่อป้องกันกลลวง ยังไงก็ต้องทิ้งไว้ข้างในสักสองสามคืนก่อน รอให้ซ่อมแซมอาณาเขตใหญ่ของเรือนไผ่เขียวเสร็จก่อนค่อยมาดู"
ไม่ว่าด้านในจะเป็สมบัติหรือไม่ แต่เพื่อความปลอดภัย สวี่ไท่ผิงจึงไม่คิดจะลงไปในตอนนี้
...
บนูเาหยางลู่ด้านหลังเรือนไผ่เขียว
"มีความกล้า มีไหวพริบ เฒ่าอย่างข้าดูไม่ผิดจริง ๆ"
ชายชราผมขาวที่พิงตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่พยักหน้ายิ้ม ๆ ดูเหมือนจะพอใจกับการแสดงของสวี่ไท่ผิงในคืนนี้เป็อย่างมาก
"แต่เส้นทางการฝึกฝนนั้นยังอีกยาวไกล ความกล้าและสติปัญญาล้วนเป็สิ่งเล็กน้อย เพราะท้ายที่สุดแล้วการฝึกฝนก็ยังต้องอาศัยพร์อยู่ดี หากเ้าสามารถบรรลุขอบเขตขั้นปฐมได้ภายในสามปี และมีผลงานโดดเด่นในการถกวิถีเต๋าแห่งยอดเขาที่เจ็ด เฒ่าอย่างข้าอาจจะพิจารณารับเ้าเป็ศิษย์ก็ได้"
ชายชราลูบเคราเบา ๆ จากนั้นก็เงยหน้าดื่มสุราในน้ำเต้าจนหมดในคราวเดียว
"พวกี้เีโลภมากจากศาลาซีเฟิง ไม่เพียงแต่เรียกร้องเงินทองจากศิษย์นอกสำนัก แม้แต่ตาน้ำในสถานที่ฝึกฝนยังถูกขุด ทว่ากลับไม่มีใครมาตรวจสอบสักนิด ช่างไร้กฎไร้เกณฑ์จริง ๆ!"
พอพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของชายชราก็เ็าลง ดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้นปล่อยประกายออกมา
"แค่เื่เล็กน้อยเช่นนี้ กลับต้องให้ข้าผู้เป็อาจารย์ใหญ่มาจัดการ น่าหัวร่อ น่าหัวร่อจริง ๆ!"
เมื่อสิ้นเสียง ชายชราก็ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางโซเซ เขาเหน็บน้ำเต้าสุราไว้ที่เอว ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดาบยาวสำริดเล่มหนึ่งก็พุ่งมาอยู่ใต้เท้าของเขาพร้อมเสียง 'ฟิ่ว' คล้ายมีพลังอำนาจพาให้เขาทะยานขึ้นฟ้า
......
"ตู้ม ตู้ม ตู้ม......"
"ในที่สุดก็เสร็จเสียที"
ป่าไผ่ม่วง เขาหยางลู่
สวี่ไท่ผิงใช้เวลาสี่ถึงห้าวันในการขุดเปิดตาน้ำพุที่ถูกปิดกั้นไว้ ในขณะเดียวกันก็แอบวางกลไกรอบ ๆ ตาน้ำพุ ซ่อนมันเอาไว้อีกครั้ง
"วันนี้โชคดีมาก นอกจากจะซ่อมตาน้ำพุแล้ว ยังล่าแกะป่าได้ตัวหนึ่งด้วย"
สวี่ไท่ผิงมองแกะป่าที่ถูกพลังฉานเสียของเขาแช่แข็งเป็ก้อน มุมปากของเขาก็อดยิ้มไม่ได้
แก้ปัญหาเื่ปีศาจร้ายสำเร็จ ทั้งยังฝึกวิชาฉานเสียจนถึงขั้นแปรพิสุทธิ์ได้ ทุก ๆ อย่างช่างราบรื่นดีเสียจริง
......
"ไท่ผิง เ้ากลับมาแล้ว"
"ลุงไป๋?"
เมื่อสวี่ไท่ผิงลากแกะป่ากลับมาถึงเรือนไผ่เขียว นกอินทรีหัวขาวที่ไม่ได้พบกันมานานก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตู และข้าง ๆ นกอินทรีหัวขาวก็ยังมีชายชราผมขาวที่เอวคาดน้ำเต้าสุราใบหนึ่งยืนอยู่
"ลุงไป๋ ท่านกลับมาั้แ่เมื่อไหร่?"
สวี่ไท่ผิงวางแกะป่าลง
ถึงแม้เขาจะถามไป๋หง แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ชายชราผมขาว
"ข้าเพิ่งกลับมา ท่านนี่เป็...เพื่อน...เพื่อน ที่ข้าเจอระหว่างทาง ทุกคนเรียกเขาว่าอาเก้า พวกเราบังเอิญผ่านเรือนไผ่เขียวนี่พอดี ก็เลยคิดจะมาขอกินข้าวที่นี่สักมื้อ"
ไป๋หงที่ปกติพูดจาด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม วันนี้กลับพูดติดอ่างจนทำให้สวี่ไท่ผิงรู้สึกประหลาดใจ
"สหายน้อยไท่ผิง ข้ากับไป๋หงเดินทางมาหลายพันหลี่ ท้องหิวจนทนไม่ไหวแล้ว เ้าช่วยก่อไฟทำอาหารให้พวกเรากินสักมื้อได้หรือไม่?"
อาเก้าถูมือถามอย่างยิ้ม ๆ
"ลุงไป๋เป็เพื่อนของข้า ไม่ต้องพูดถึงแค่มื้อเดียว ต่อให้มากินข้าวที่นี่ทุกวัน ข้าก็ยินดี แต่ท่านอาคนนี้ ต้องจ่ายเงินนะ"
ใจกว้างกับเพื่อน ใจแคบกับคนแปลกหน้า สวี่ไท่ผิงเหมือนกับปู่ของเขาไม่มีผิด
"ไท่ผิง เ้า..."
"ฮ่า ๆ...สหายน้อยไท่ผิงพูดถูก กินข้าวก็ต้องจ่ายเงิน!"
ได้ยินดังนั้น ไป๋หงก็ดูกระวนกระวายใจ เหมือนจะอธิบายอะไรบางอย่างกับสวี่ไท่ผิง แต่กลับถูกอาเก้าพูดขัดขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะ
อาเก้าโยนถุงเงินใบหนึ่งมาตรงหน้าสวี่ไท่ผิง
"สหายน้อย ในนี้มีสามร้อยแต้มสำนัก พอสำหรับอาหารมื้อเดียวหรือไม่?"
เขาหัวเราะถามสวี่ไท่ผิง
สวี่ไท่ผิงไม่ได้ตอบในทันที แต่หยิบแต้มสำนักเจ็ดเหรียญจากถุงเงิน แล้วโยนถุงเงินคืนให้ชายชรา และพูดว่า
"บ้านข้าไม่มีอาหารอะไรดี ๆ ให้กินหรอก มื้อนี้เจ็ดแต้มสำนักก็พอแล้ว"
หลังจากได้รับแต้มสำนักแล้ว สวี่ไท่ผิงก็มองไปที่อาเก้าอีกครั้ง ใบหน้าของเขาก็มีรอยยิ้มมากกว่าเดิม
อาเก้าได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังอีกครั้ง จากนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้สวี่ไท่ผิง
"ช่างเป็คนยุติธรรมจริง ๆ"
ไป๋หงที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นก็ปาดเหงื่อที่หน้าผาก พลันโล่งอก
"สวี่ไท่ผิง เ้ารู้ไหมว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเ้าคือใคร ดีที่ท่านไม่ได้โกรธ"
แต่ก่อนที่จะมาที่นี่ อาเก้าก็ได้บอกกล่าวเขาไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องเก็บเอาไว้ในใจ ไม่กล้าพูดออกมา
......
"ท่านผู้เฒ่า ไฟต้องไม่แรงเกินไปนะ เบา ๆ หน่อย เบา ๆ หน่อย"
"ลุงไป๋ ช่วยข้าปอกกระเทียมสักสองสามกลีบ แล้วก็ซอยต้นหอมด้วย"
ในห้องครัวของเรือนไผ่เขียว อาเก้าก่อไฟ ไป๋หงที่มีหัวเหมือนนกอินทรีและตัวเหมือนคนกำลังหั่นผัก ส่วนสวี่ไท่ผิงก็ผัดผัก ยุ่งจนหัวหมุน
"สวี่ไท่ผิง เ้าดูสิ ข้าก่อไฟให้เ้าแล้ว ค่าอาหารนี่ลดลงได้บ้างไหม"
อาเก้าเอ่ยหยอกล้อทีหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแย้มพลางต่อรองกับสวี่ไท่ผิง
"ตาแก่นี่ ยังจะต่อรองราคาอีก ถ้าเ้าไม่ช่วยข้าก่อไฟ มื้อนี้ก็ต้องแปดแต้มสำนักแล้ว!"
สวี่ไท่ผิงเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วมองอาเก้าอย่างไม่พอใจ
"มีเหตุผล มีเหตุผล"
อาเก้าได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงอ่อนอีกครั้ง
ไป๋หงที่กำลังหั่นผักอยู่ข้าง ๆ พอได้ยินแล้วก็ใจนเกือบจะตัดนิ้วตัวเองอีกครั้ง