ซูหวานหว่าน คุณหนูกำพร้าตระกูลซู ที่เติบโตมาในจวนเจิ้นติ้งโหว นางเคยถูกวางตัวให้เป็ฮูหยินน้อยของซื่อจื่อแห่งจวนโหวเวลาที่เติบโตมาในจวนแห่งนี้ในระยะแรกจึงนับว่าเป็ไปได้ด้วยดี
ทว่า...
เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไม่เพียงใจคนที่เปลี่ยน ทุกอย่างที่เคยดี ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ในอดีตบิดาของนางคือขุนนางกรมโยธาขั้นสามฐานะตำแหน่งนับว่าสูงยิ่งแต่เพราะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในขณะที่บิดามารดาของนางกำลังเดินทางกลับมาเมืองหลวง
ซูหวานหว่านจึงกลายเป็คุณหนูกำพร้าั้แ่อายุได้แค่ห้าขวบตอนนั้นเพราะติ้งจี้เหอเป็สหายคนสนิทกับบิดาของนางเขาจึงได้รับนางมาเลี้ยงดูที่จวนตระกูลติ้ง ในฐานะหลานสาวคนหนึ่งทั้งยังเป็คู่หมั้นหมายของคุณชายติ้งหลัวหยาง ที่มีอายุมากกว่านางสามปี
เดิมทีชีวิตของซูหวานหว่านในจวนตระกูลติ้งนับว่าเป็ไปได้ด้วยดีจนกระทั่งเมื่อนางอายุครบสิบขวบ อะไรที่เคยดี ก็นับว่าไม่เหมือนเดิมตอนนั้นท่านลุงติ้งจี้เหอกลายเป็ขุนนางขั้นสองทั้งยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ถึงเจิ้นติ้งโหวสถานะของซูหวานหว่านในจวนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เจิ้นติ้งโหวฮูหยินหรือท่านป้าจิ่นซ่างหวยไม่ได้เรียกขานนางด้วยความเอ็นดูเหมือนเดิมทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปหมด สตรีที่ไม่มีตระกูลเดิมหนุนหลังก็ไม่ต่างอะไรกับต้นหญ้าไร้ราก
เงินเบี้ยหวัดของนางที่เคยได้รับก็มักได้ไม่ครบ เมื่อนางเอ่ยถามท่านป้าจิ่นซ่างหวยก็มักอ้างว่าจวนโหวต้องประหยัดค่าใช้จ่ายจึงลดเงินเบี้ยหวัดประจำเดือนของนางลง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เคยตัดเย็บใหม่ทุกฤดูกาลก็เหลือเพียงผ้าแพรสีพื้นเรียบ ๆ ที่เหลือเลือกจากเรือนอื่นอาหารการกินที่ส่งมายังเรือนท้ายจวนของนาง หากไม่ใช่กับข้าวที่เย็นชืดก็เป็น้ำแกงที่จืดชืดไร้รสชาติ
บ่าวไพร่ในจวนติ้งโหวเป็พวกเหยียบย่ำคนต่ำยกยอคนสูง เมื่อเห็นว่าคุณหนูซูคนโปรดไม่ถูกเหล่าเ้านายในจวนแยแสหรือให้ความสำคัญเหมือนเฉกเช่นกาลก่อนก็เริ่มออกลายเกียจคร้าน ไม่หมั่นปรนนิบัติพัดวีและแสดงสีหน้าดูถูกดูแคลนออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ความเ็ปเล็ก ๆ น้อยๆ เหล่านี้ก่อตัวขึ้นทุกวัน กัดกินความรู้สึกของซูหวานหว่านไปเรื่อย ๆ ทว่า...นางไม่เคยปริปากบ่น นางกลืนความขมขื่นลงคอ ก้มหน้าก้มตาอยู่ในจวนติ้งโหวอย่างคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว
เพราะนางเชื่อว่าอย่างไรแล้วพี่หลัวหยางจะต้องแต่งงานกับนางวันหน้านางจะกลายเป็ฮูหยินน้อยของจวนโหวแห่งนี้ถึงเวลานั้นก็ค่อยจัดระเบียบบ่าวไพร่พวกนี้เสียใหม่
แต่ติ้งหลัวหยางซื่อจื่อ...รักนางจริงหรือไม่?
หลายครั้งที่เขามาหานางที่เรือนไม่ได้มานั่งพูดคุยเอาอกเอาใจนาง แต่เขามาเพื่อนำข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงเอามากองไว้ตรงหน้านาง อีกทั้งยังพ่นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจนางอยู่เรื่อย ๆนี่ไม่ใช่กิริยาของคนรักกันที่พึงกระทำ
"รับไปสิข้าเห็นเสื้อผ้าเ้าเก่าจนสีซีดแล้ว หากสวมใส่ออกไปเดินเพ่นพ่านในจวนผู้อื่นจะหาว่าข้าปล่อยให้ว่าที่ภรรยาต้องลำบาก"
"หวานหว่านเ้าอย่าได้ไปถือสาพวกบ่าวไพร่เลยเด็กสาวกำพร้าเช่นเ้าก็ย่อมต้องถูกผู้คนติฉินนินทาเป็ธรรมดา แทนที่จะผูกใจเจ็บเ้าควรรู้จักปล่อยวาง หวานหว่านเอ๋ยเ้าต้องรู้จักเจียมตัวบ้างยามนี้เ้าไม่ใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลซูอีกแล้ว หากไม่มีข้าคอยกางปีกปกป้องหากไม่มีตระกูลติ้งคอยให้ที่พึ่งเ้าคิดว่าจะอยู่ในจวนโหวอย่างสุขสบายเช่นนี้ได้หรือ"
นางไม่เคยััความรักของหนุ่มสาวมาก่อนในชีวิตไม่รู้เลยว่าคนรักกันเขาควรปฏิบัติต่อกันเช่นไร นับั้แ่พ่อแม่ของนางตายนางก็เติบโตในจวนสกุลติ้ง หมั่นเพียรศึกษาร่ำเรียนกริยาของสตรีในห้องหอไม่เคยได้ออกไปเรียนรู้จิตใจของผู้คนในโลกกว้าง
นางไม่แน่ใจเลยว่าการกระทำของเขามันใช่ความรักหรือไม่หรือหากนั่นเรียกว่าการแสดงความรักมันก็ช่างเป็การแสดงความรักที่ทำให้นางรู้สึกต่ำต้อยเหลือเกิน
นางเป็เพียงเด็กกำพร้าที่รู้สึกว่าตนเองช่างต่ำต้อยเป็หนี้บุญคุณจวนโหว เป็เพียงคนที่มาพึ่งพาอาศัยที่ต้องรอคอยความเมตตาของเขาทั้งนางยังต้องรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขาทุกลมหายใจเข้าออก
ความน้อยเนื้อต่ำใจสะสมหมักหมมจนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายร่วงหล่นลงมาในวันที่นางอายุครบวัยปักปิ่น
บรรยากาศในโถงใหญ่ของจวนเจิ้นติ้งโหววันนี้ดูเงียบเหงาไม่มีแเื่ ไม่มีผู้คนมาร่วมแสดงความยินดีนางแตกต่างจากเหล่าคุณหนูจวนโหวอย่างแท้จริง แม้แต่บุตรสาวของอนุหางแถวก็ยังมีพิธีปักปิ่นที่ดีกว่านี้
ซูหวานหว่านยืนประสานมืออยู่กลางโถงใบหน้างดงามซีดเผือดไร้สีเืั์ตาดอกท้อหลุบต่ำมองปลายรองเท้าปักลายของตนเองด้วยแววตาที่ไหวระริก
"หวานหว่านเอ๋ย..."เจิ้นติ้งโหวถอนหายใจยาว แววตาของชายวัยกลางคนมีความละอายใจพาดผ่าน "ลุงรู้สึกผิดต่อบิดาเ้านัก...ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ ฐานะของเ้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วหากจะให้เ้าแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินเอกของอาหยางคงจะขัดต่อกฎระเบียบและหน้าตาของจวนโหว"
เมื่อถ้อยคำของสามีสิ้นสุดลงเจิ้นติ้งโหวฮูหยินก็แสยะยิ้มมุมปากเล็กน้อย นางมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลนในใจไม่ได้มีความละอายเฉกเช่นสามี ผู้นำตระกูลซูล้มหายตายจากตระกูลดั้งเดิมล่มสลาย ตามหลักแล้วพันธสัญญาหมั้นหมายอะไรพวกนั้นก็ควรจบไปนานแล้วจวนโหวมีบุญคุณกับนางขนาดไหนที่ชุบเลี้ยงนางมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นท่านพี่ของนางไม่ควรรู้สึกผิดต่อสหายเก่าบุตรชายนางคือซื่อจื่อจวนโหว ต่อไปคือผู้สืบทอดงานราชการต่อจากบิดาจะให้แต่งกับสตรีที่ไม่มีบ้านเดิมเช่นนี้ได้อย่างไร
"ข้ากับท่านโหวปรึกษากันแล้วพวกเราเห็นตรงกันว่า... ไม่้าให้เ้าแต่งเป็ภรรยาเอกแต่จะรับเ้าเข้ามาเป็อนุภรรยาของอาหยางแทน เื่นี้ไม่รีบร้อนต้องรอให้อาหยางของเราแต่งฮูหยินเอกเข้ามาก่อน สถานะนั้นถึงจะมอบให้เ้าได้ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ขัดข้อง เพราะนี่คือการตัดสินใจของผู้ใหญ่เดิมทีพวกเรานึกจะผลักให้เ้าแต่งออกไปกับบุรุษอื่นเสียด้วยซ้ำแต่เพราะเห็นแก่ที่อาหยางเองก็ชื่นชอบเ้าอยู่บ้าง ทั้งยังเติบโตด้วยกันมาแต่เด็กที่สำคัญจวนโหวไม่ขาดเงิน ไม่จำเป็ต้องแต่งเ้าออกไปเพื่อเอาสินสอดเช่นนั้นเ้าวางใจเถอะหวานหว่าน จวนโหวยังโอบอุ้มเ้าไว้เสมอ”
คำพูดปลอบใจของ จิ่นซ่างหวยหรือเจิ้นติ้งโหวฮูหยินช่างเปรียบได้ดั่งน้ำครำที่สาดวืดเข้ามาแสกหน้าของนางเสียเหลือเกิน
อนุ...
คำคำนี้ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจหลายปีที่นางอดทนกล้ำกลืนมาโดยตลอด หลายปีที่ยอมเป็คนไร้ปากไร้เสียงเพียงเพื่อรอคอยให้ถึงวันที่นางจะได้แต่งงาน ทว่า...สิ่งที่จวนโหวตอบแทนคำสัญญาก็คือิ่เกียรตินางด้วยการให้นางกลายเป็อนุภรรยา
ก็ใช่สินะ...นางไม่ได้เป็บุตรสาวตระกูลขุนนางแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่ต้องแต่งเป็ภรรยาเอกเื่นี้นางพอตระหนักรู้อยู่บ้าง แต่เพราะคิดว่าผู้ใหญ่จะยังคงรักษาสัญญาที่มีในอดีตและยังคงเห็นแก่สายสัมพันธ์มิตรภาพเก่าระหว่างพ่อของนาง นางจึงหลอกตัวเองเสมอมาว่าอย่างไรตระกูลติ้งก็คงไม่ผิดคำสัญญาแน่
แต่บัดนี้นางรู้แท้แก่ใจแล้วว่าคำสัญญาไม่ศักดิ์สิทธิ์ สัญญาได้ฉันใด ก็ถอนสัญญาได้ฉันนั้นโลกนี้ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน โดยเฉพาะคำพูดของคน
"ความเมตตาของท่านลุงและท่านป้าหวานหว่านขอรับไว้ด้วยใจเ้าค่ะ" ซูหวานหว่านเงยหน้าขึ้นจากการก้มคำนับแล้วเอ่ยต่อไปว่า "แต่หลานเป็บุตรสาวสายตรงตระกูลซูแม้ฐานะของหลานจะเป็เพียงเด็กกำพร้า แต่ไม่คิดเป็อนุภรรยาของผู้ใดหากวาสนาของข้ากับซื่อจื่อสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ข้าก็ขอยอมรับชะตากรรม และยินดีคืนของหมั้นแต่โดยดีเ้าค่ะ"
หากเป็เมื่อก่อนนางคงไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำทำนองนี้แน่แต่ตอนนี้ในเมื่อจิตใจของพวกเขาบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าลางเดิมเช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็ต้องเกรงใจ
"โอหังนักเ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกัน ถึงกล้ามาถอนหมั้นกับข้า”
เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นจากหน้าประตูติ้งหลัวหยางซื่อจื่อสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านางพลางปรายตามองด้วยสายตาเหยียดหยาม"เ้าคิดว่าตัวเองยังเป็คุณหนูใหญ่ตระกูลซูอยู่อีกงั้นหรือลืมตาดูสภาพตัวเองเสียบ้าง คนไร้ที่พึ่งพิงอย่างเ้า การที่ข้ายอมลดตัวรับสตรีเช่นเ้ามาเป็อนุให้ที่ซุกหัวนอน นับว่าเมตตามากเพียงใดแล้ว ไม่สำนึกเ้ายังมีหน้ามาเล่นตัวปฏิเสธข้าอีกหรือ"
คำพูดเหยียดหยามของเขาเป็ดั่งคมมีดที่กรีดลงบนาแในใจนางซ้ำๆ มันเป็าแที่ฝังลึกในใจนางมาตลอดหลายปี ถึงนางจะไร้บ้านเดิมให้พึ่งพิงแต่นางก็ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ที่ใครจะจับพลิกคว่ำคะมำหงายยังไงก็ได้นางเป็หญิงกำพร้าแล้วอย่างไร ยังไงนางก็มีศักดิ์ศรีในแบบของนางที่ผ่านมานางอดทนมามากพอแล้ว
นางยอมอดทนอดกลั้นเพราะเชื่อว่าสักวันหนึ่งนางจะได้กลายเป็นายหญิงน้อยของจวนโหว จึงยอมให้พวกเขาจับพลิกคว่ำคะมำหงายได้ตามใจชอบเพียงแค่นางเคยยอม แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะสมยอมไปชั่วชีวิต บัดนี้ความหวังและความฝันของนางแตกสลายแล้วนางไม่จำเป็ต้องยอมเป็หุ่นฟางให้ใครชักเชิดบงการอีกต่อไป
"ฮึ!ดูถูกดูแคลนข้าถึงเพียงนี้ ในสายตาพวกท่านมองข้าเป็เพียงเด็กกำพร้าที่เป็ภาระของพวกท่านใช่หรือไม่เ้าคะเช่นนั้นท่านก็ให้พ่อบ้านคิดบัญชีค่ากินอยู่ของข้ามาได้เลยเ้าค่ะซูหวานหว่านจะได้จัดการคืนทุกอย่างให้แก่พวกท่าน เราสองตระกูลไม่ติดค้างกันอีก”ซูหวานหว่านเอ่ยยาวเหยียดจนแทบหายใจไม่ทัน ในเมื่อพวกเขามองนางเป็ภาระมาโดยตลอดก็ถึงเวลาแล้วที่นางจะเลิกหลอกตัวเองสักที
นางเป็หญิงกำพร้าที่มาอาศัยอยู่ในจวนโหวก็จริงแต่หลังจากที่พ่อกับแม่ของนางตายนางก็กวาดทรัพย์สินมีค่าของจวนสกุลซูลงหีบมามิใช่น้อยั้แ่เล็กจนโตนางแทบไม่แตะต้องทรัพย์สินส่วนนี้เลยก็ว่าได้เพราะนางอยากเก็บไว้เป็สินเดิมของตัวเอง สินเดิมเ่าั้อยู่ในความดูแลของจิ่นซ่างหวยผู้เป็นายหญิงของจวน
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่นางจะแตะต้องทรัพย์สินพวกนั้น!และถึงเวลาแล้วที่นางจะเรียกคืนสินเดิมทั้งหมด
“หวานหว่านเ้าไม่ถึงกับต้องทำเช่นนี้ก็ได้อย่างไรจวนโหวก็มีบุญคุณแก่เ้า เ้าควรไว้หน้าพวกเราบ้าง”เจิ้นติ้งโหวฮูหยินทำเป็เอ่ยอย่างใจกว้างนางไม่ได้เห็นแก่หน้าซูหวานหว่านเลยสักนิดแต่นางเห็นแก่สินเดิมของซูหวานหว่านต่างหาก
นางไม่มีทางยอมคืนสินเดิมให้กับซูหวานหว่านแน่รายจ่ายมากมายภายในจวนโหวล้วนพึ่งพาทรัพย์สินของซูหวานหว่านอีกทั้งร้านค้าสินเดิมของซูหวานหว่านในแต่ละปีก็ทำเงินให้จวนโหวมิใช่น้อยเื่กำไรจากการค้าจิ่นซ่างหวยปกปิดไม่ให้ซูหวานหว่านรู้มาโดยตลอดนี่จึงเป็เหตุผลว่า ทำไมคนตระกูลติ้งถึงอยากเก็บซูหวานหว่านไว้ในจวนโหวนัก
หากสูญเสียร้านค้าพวกนี้ไปจวนโหวยังจะสามารถเชิดหน้าชูตาในเมืองหลวงได้อีกหรือตระกูลอื่นนับเป็ตระกูลเก่าแก่ พวกเขาสะสมความมั่งคั่งส่งต่อสืบทอดกันมาหลายรุ่นไม่เว้นแม้กระทั่งตระกูลซู ตอนนั้นหากติ้งจี้เหอไม่รับซูหวานหว่านมาดูแลจวนโหวแห่งนี้ก็คงไม่มั่งคั่งเฉกเช่นทุกวันนี้