ตอนที่ 136 เพราะผมคือประธานบริษัท
พีทได้มายังสำนักงานใหญ่ของบริษัท Easy Food ในเวลาอันไม่นาน เนื่องจากสำนักงานใหญ่และโรงงานทั้งสองของเขาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน อีกทั้งไม่ได้รถติดมากขนาดนั้นเหมือนกับกรุงเทพฯ
พอคิดถึงรถติดในกรุงเทพแล้ว พีทจึงรู้สึกว่าการตัดสินใจสร้างสำนักงานใหญ่ที่จังหวัดธาราบุรี ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ พีท ฝ้ายและจินหลิน ได้ลงจากรถกระบะของเขาที่ขับเข้ามาจอดด้านหน้าของสำนักงาน โดยปกติแล้วพีทจะขับรถไปจอดในพื้นที่ส่วนตัวของเขาที่อยู่ด้านหลัง แต่ด้วยความรีบร้อนกลัวพี่แพรจะดุว่าเขาชักช้า จึงเลือกที่จะจอดรถด้านหน้ามันไปเลย เพราะพื้นที่ก็ยังเหลืออยู่นั่นเอง
พีทจอดรถเสร็จก็เดินเข้าไปด้านในและพาจินหลินเที่ยวชมอีกหนึ่งธุรกิจของเขา โดยตัวของจินหลินเองก็สนใจธุรกิจส่งอาหารของพีทมาก แต่น่าเสียดายที่เธอไม่อาจร่วมทุนทำธุรกิจนี้กับพีทได้เหมือนกับร้านไก่ทอด
เพราะด้วยประเทศจีนนั้นมีระบบขนส่งที่มีเจ้าตลาดอยู่หลายสิบเจ้า ลำพังแค่เมืองเซี่ยงไฮ้ก็มีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับธุรกิจส่งอาหารอยู่แล้วกว่าสามเจ้า ถึงระบบของพีทจะดีกว่าแค่ไหน ก็คงยากที่จะตีกำแพงเมืองจีนในครั้งนี้แตกได้
และอีกประการ จินหลินใช้เงินเก็บที่ปู่กับย่าให้ไว้จนหมดแล้ว เงินติดตัวในบัญชีเหลือเพียงไม่กี่แสนหยวน เช่นนี้แล้วจะร่วมลงทุนกับพีทได้ยังไง?
“พีทมาแล้วเหรอ? เซ็นเอกสารให้พี่หน่อย…เออจริงสิ วันนี้มีผู้สมัครงานในตำแหน่งต่างๆ มาสัมภาษณ์งานค่อนข้างเยอะ พีทช่วยเลือกดูหน่อยว่าใครเหมาะสมบ้าง พี่เองก็ได้เลือกเอาไว้แล้วบางส่วน ติดอยู่ที่ว่าจะเลือกใครเข้ามา” พี่แพรกางใบสมัครที่ถูกคัดเลือกออกมา 2-3 ใบ ที่ผ่านการสัมภาษณ์งานจากเธอมาแล้วให้กับพีท
ก่อนที่ตัวเธอนั้นจะรีบกลับไปยังห้องสัมภาษณ์งาน เนื่องจากยังมีอีกหนึ่งผู้สมัครในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล เข้ามาสัมภาษณ์งานที่บริษัทพอดิบพอดี
อันที่จริงพี่แพรไม่ต้องลงไปสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเอง เพียงแต่ด้วยตำแหน่งของผู้สมัครที่ยื่นเอกสารเข้ามาล้วนเป็นตำแหน่งที่อยู่ในระดับสูง ดังเช่นผู้จัดการฝ่ายนู้นนี้ ที่ต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสม
ไฉนเลยที่พี่แพรจะปล่อยผ่านได้ เลยตัดสินใจเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเอง ส่วนพนักงานทั่วไปค่อยปล่อยให้เลขาของเธอเป็นคนรับผิดชอบสัมภาษณ์ไป
ขณะเดียวกันด้านหน้าของสำนักงานก็ได้มีอีกหนึ่งผู้เข้าสัมภาษณ์เดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของบริษัท Easy Food แล้ว
รถแท็กซี่สีเหลือง-เขียว ได้ขับเข้ามาจอดที่หน้าสำนักงาน พร้อมกับส่งผู้โดยสารชายคนหนึ่งลงจากรถ ‘แมร่งเอ๊ย ขับรถได้ห่วยแตกเป็นบ้า!’ ชายหนุ่มที่ลงจากรถแท็กซี่ได้ต่อว่าคนขับรถที่จากไปแล้วด้วยความหัวเสีย
ก่อนจะพยายามปรับอารมณ์ที่ขุ่นมัวของตัวเอง ด้วยการมองตึกอันหรูหราของบริษัท Easy Food เพื่อปรับอารมณ์…ที่นี่คือบริษัทที่ชายผู้นี้อยากเข้าทำงานมากๆ และเจ้าตัวก็รอวันนี้มานานแล้ว หลังจากได้รับการนัดสัมภาษณ์จากทางบริษัท
ซึ่งพอทราบว่าตัวเองจะได้รับการสัมภาษณ์ชายผู้นี้ ก็พลันเตรียมตัวมาอย่างดี เซทผม โกนหนวด ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวเพื่อหวังสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่ทว่าวันชื่นคืนสุขของชายผู้นี้ที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
มันกลับพาลหงุดหงิดตั้งแต่เช้า เมื่อเขาได้ขับรถไปส่งน้องสาวที่โรงเรียนจนสุดท้ายเกิดเรื่องเกิดราวในที่สุด รถส่วนตัวที่ชายผู้นี้หยิบยืมมาจากพ่อ ถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไหนก็ไม่รู้ ทุบรถจนด้านหลังพังยับ
รถ BMW คันหรูถูกทุบจนถลอกปอกเปิก จนต้องส่งเข้าอู่เพื่อซ่อมและเป็นเหตุให้ชายผู้นี้ต้องเดินทางมาสัมภาษณ์ด้วยรถแท็กซี่แทน
ชายหนุ่มหงุดหงิดและหัวเสียเป็นอย่างมาก เมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อตอนเช้า แต่กระนั้นเมื่อชายหนุ่มกำลังจะเดินเข้าไปยังบริษัท Easy Food มันก็บังเอิญไปพบเจอกับรถกระบะคู่กรณีในตอนเช้าจอดอยู่ที่หน้าตึกเสียอย่างนั้น
มันจดจำรถกระบะคันนี้ได้ไม่ลืม เพราะรถกระบะที่มันมีเรื่องด้วย ล้วนแต่งอุปกรณ์เสริมเอาไว้ครบชุดและที่ทำให้มันมั่นใจมากว่าเป็นรถคันเดียวกัน ก็คือด้านหลังรถกระบะคันนี้ยังมีกระทะที่ทุบตีรถของมันจนบุบวางอยู่ในช่องเก็บของท้ายรถอยู่เลย
‘ไอ้เวรเอ๊ย ในที่สุดกูก็เจอตัวมึง!’ ใช่แล้ว ชายผู้ที่มาสัมภาษณ์งานก็คือมิค ที่ได้ไปมีเรื่องกับพีทเมื่อตอนเช้า
มันจ้องมองจนแทบอยากจะกรีดรถของอีกฝ่ายให้พังยับตรงนั้นเลย ถึงอย่างนั้นมิคก็พยายามห้ามใจไว้ เพราะมีสายตาจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจับตาดูอยู่ใกล้ๆ อีกทั้งที่นี่ก็มีกล้องวงจรปิดติดอยู่รอบๆ ขืนทำอะไรมากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อตัวเองด้วย
ยิ่งการสัมภาษณ์งานในครั้งนี้ คืองานที่มันใฝ่ฝัน ชายหนุ่มจึงไม่กล้าที่จะเอาอนาคตของตัวเองเข้าไปเสี่ยง
รอให้ตัวมันได้เข้าไปทำงานที่บริษัทนี้ก็ยังไม่สาย ‘ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั้น คงเป็นพนักงานของบริษัท Easy Food สินะ ถ้าอย่างนั้นแกเตรียมคอรอเอาไว้เลย…เมื่อไรที่ฉันได้รับเลือกให้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่นี่แกได้ถูกไล่ออกเป็นคนแรกแน่ๆ’ แค่คิดมันก็ทำให้มิคมีความสุขแล้ว วันที่มันจะได้เผชิญหน้ากับไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่กล้าทุบรถของตัวเอง
ก่อนที่มิคจะเดินเข้าไปติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์และเตรียมเข้ารับการสัมภาษณ์งานที่ชั้นสอง
ในระหว่างนั้นพีทเองก็มองดูรายชื่อผู้สมัครอยู่ ก่อนจะจ้องมองไปที่ใบสมัครของคนๆ หนึ่ง หรือก็คือใบสมัครของมิคนั่นเอง
พีทได้เรียกเลขาของพี่แพรมาพูดคุย เพื่อถามถึงผู้สมัครคนนี้และในช่วงเวลาเดียวกัน มิคเองก็ได้เห็นพีทที่กำลังพูดคุยอยู่กับเลขาของพี่แพรเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามมิคไม่สนใจเพราะตอนนี้ถึงคิวของตัวเองเข้าสัมภาษณ์แล้ว
มิคเข้าไปในห้องที่มีพี่แพรรอสัมภาษณ์อยู่ ‘สวยมาก หุ่นก็ดี แถมยังกลิ่นตัวหอมอีก’ ความประทับใจแรกที่มิคมีต่อพี่แพร ย่อมตกตะลึงในความสวยของเธอ
มิคเองก็ฝันหวานว่าหากได้ทำงานกับเจ้านายอย่างเธอคงจะฟินไม่น้อยเลย มิคคิดภาพของตัวเองทำงานเคียงข้างกับพี่แพร แต่แล้วความฝันก็ต้องชะงักไปเมื่อหญิงสาวตรงหน้าได้เรียกให้เขานั่งได้แล้ว
“เชิญนั่งค่ะ คุณมิค” คำพูดของพี่แพรได้ปลุกให้มิคกลับมาสนใจในการสัมภาษณ์ ก่อนที่การสัมภาษณ์งานจะเริ่มต้นขึ้น…ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มีการถามถึงเหตุผลในการสมัครงาน ถามถึงเป้าหมายในชีวิต ที่มิคนั้นเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและหมดเงินไปไม่น้อยกับการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี
“ผมฝันเอาไว้ว่าอยากที่จะเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนี้ บริษัทแห่งนี้แม้จะยังไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่โต แต่ก็เปี่ยมไปด้วยศักยภาพและอนาคตที่ยอดเยี่ยม ผมเลยตัดสินใจมาที่นี่เพื่อทำตามความฝันครับ” มิคตอบด้วยความมั่นใจ นี้คือคำพูดที่ตระเตรียมมาเป็นอย่างดี ใครได้ฟังก็ต้องเคลิบเคลิ้ม
“บริษัทยักษ์ใหญ่? ในความหมายของคุณ บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องเป็นเช่นไรคะ?” พี่แพรไม่ได้ติดใจอะไรกับคำพูดนี้ของตัวเอง เธอแค่ถามไปอย่างนั้นเพื่อหวังจะได้รับคำตอบที่มาจากใจของอีกฝ่ายจริงๆ ไม่ใช่พูดตามสคริปต์ที่แทบจะนัดกันมา
“บริษัทยักษ์ใหญ่ในความหมายของผมก็คือบริษัทสยามโนวากรุปครับ บริษัทนี้มีบริษัทในเครือมากมาย แต่สำหรับผมพวกเขาเป็นบริษัทที่แทบไม่มีอนาคตเลย หากไม่ได้รับการร่วมทุนจากบริษัทพาร์ตเนอร์ที่อยู่ที่ประเทศจีน ในชื่อบริษัทโนวา” มิคตอบไปด้วยความมั่นใจ เพราะนี้คือสิ่งที่มิคศึกษามาอย่างดีว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง สยามโนวากรุป แท้ที่จริงแล้วใหญ่โตแค่เปลือกเท่านั้น
หากไม่มีบริษัทจากจีนมาช่วยผลักดัน ก็คงยากที่จะก้าวหน้ามาได้ถึงทุกวันนี้ อันที่จริงจะบอกว่ามิครู้เรื่องสยามโนวาดีก็ไม่ใช่เพราะมิค ก็รู้มาตามที่อ่านเจอในข่าว รวมไปถึงเคยถูกปฏิเสธรับเข้าทำงานจากบริษัทสยามโนวาไปเมื่อเดือนก่อน เลยจงใจที่จะยกยอบริษัท Easy Food และใช้สยามโนวากรุปมาเป็นตัวเปรียบเทียบ
แต่กระนั้นท่ามกลางความมั่นใจของมิค มันดันผิดที่ผิดทางไปสักหน่อย…มิคอาจจะศึกษาบริษัทสยามโนวากรุปมาเป็นอย่างดี แต่มิคไม่ได้ศึกษาบริษัท Easy Food มาเลยต่างหาก
“ในสายตาของคุณบริษัท สยามโนวากรุป ไม่มีอนาคต? แล้วบริษัท Easy Food นั้นมีอนาคตมากกว่าเหรอคะ” พี่แพรยังคงความเยือกเย็นเอาไว้ แม้ในใจแทบอยากจะไล่ผู้สมัครคนนี้ออกจากห้องไปแล้ว
“ใช่ครับ ผมได้ยินมาว่าแอปฯ Easy Food คือแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นจากนักศึกษาคนหนึ่งของมหาลัยธาราบุรี เขาถูกขโมยผลงานจากอาจารย์ผู้ประเมินโปรเจกต์ แต่ก็สามารถยืนหยัดเปิดตัวแอปพลิเคชันนี้ได้สำเร็จ จนมีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคน ภายในระยะเวลาไม่นาน…นี้สิครับถึงจะมีอนาคตอย่างแท้จริง” มิคยังคงใช้คำพูดชวนฝัน ด้วยปากหวานๆ ของเขา หวังให้พี่แพรเคลิบเคลิ้ม
แต่เปล่าเลยพี่แพรไม่ได้เคลิ้มไปกับคำพูดของมิคเลยสักนิด เพราะการสัมภาษณ์นี้มันจบลงตั้งแต่มิคยกอ้างถึงบริษัทสยามโนวากรุปต่อหน้าเธอแล้ว
ต้องอย่าลืมว่าพี่แพรเคยเป็นพนักงานของบริษัทสยามโนวากรุปมานานหลายปี บริษัทนี้ส่งครอบครัว น้องชายและน้องสาวของเธอจนมีทุกวันนี้
หากพีทไม่ได้ตั้งบริษัทเป็นของตัวเองและขอให้เธอมาช่วยทำงานด้วยกัน ทุกวันนี้พี่แพรก็ยังคงเป็นพนักงานของบริษัทสยามโนวากรุปอยู่และเหนือสิ่งอื่นใด รองประธานของบริษัทสยามโนวากรุปก็คือหนึ่งในผู้ถือหุ้นของ Easy Food ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้ป่าวประกาศออกไป แต่อย่างน้อยถ้าได้ศึกษาผู้ถือหุ้นของบริษัท Easy Food มาสักหน่อย
ก็คงต้องเห็นชื่อของ ‘รดา’ มาบ้าง…เช่นนั้นแล้วก็คงต้องรู้ว่าเธอคือผู้ถือหุ้นของบริษัท การที่พนักงานคนหนึ่งกล้าต่อว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทแบบนี้ ถามจริงๆ ใครจะกล้าจ้าง
อย่างไรก็ตามพี่แพรยังคงต้องทำตัวเป็นมืออาชีพ เธอไม่ได้แสดงออกถึงอารมณ์โกรธใดๆ “ขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์ค่ะ แล้วทางเราจะติดต่อกลับไปนะคะ” นี้คือมารยาทขั้นพื้นฐานที่แต่ละบริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่ทำกัน
ซึ่งในอนาคตพีทอาจจะเปลี่ยนการรับสมัครพนักงานให้ดีกว่าเดิม อาจจะมีการใช้เอไออัลฟ่าเข้ามาช่วยคัดสรรบุคลากร แต่สำหรับตอนนี้คงต้องใช้แบบนี้กันไปก่อน
“ขอบคุณเช่นกันครับ คุณแพรครับผมเองก็มีคำถามอยากจะถาม ส่วนใหญ่แล้วคุณแพรสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเองทุกคนหรือเปล่าครับ” มิคอยากรู้ว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่กำลังสัมภาษณ์อยู่อีกห้อง สมัครงานในตำแหน่งอะไร เพราะเห็นพีทกำลังคุยกับหญิงสาวที่น่าจะเป็นพนักงานของบริษัท Easy Food อยู่อีกห้องหนึ่ง
“โดยปกติแล้วถ้าเป็นพนักงานทั่วไปจะเป็นเลขาของดิฉัน ทำการสัมภาษณ์ค่ะ…ส่วนผู้สมัครในตำแหน่งสูงๆ จะเป็นดิฉันเองที่สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง คุณมิคถามทำไมเหรอคะ?” พี่แพรตอบกลับด้วยความงุนงงกับคำถามของมิคและตัวของมิคเองพอได้ยินคำตอบว่าเป็นพนักงานทั่วไป ก็ทำให้มันเริ่มหยิ่งผยองมากขึ้น
“ขอโทษที่ผมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการทำงานเลยนะครับ แต่ผมคิดว่าบริษัท Easy Food ควรพิจารณาผู้สมัครที่อยู่ห้องตรงข้ามนี้มากกว่านี้หน่อยนะครับ” มิคไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ทำงานที่นี่หรือไม่ แต่อย่างน้อยๆ ก็ขอให้พีทไม่ได้งานนี้ด้วย
“ทำไมเหรอคะ?” พี่แพรลุกขึ้นมองไปยังห้องฝั่งตรงข้ามที่มิคชี้ไม้ชี้มือไป ก่อนจะพบว่าคนในห้องนั้นมีพีทกับเลขาของเธอกำลังพูดคุยกันอยู่
“เมื่อเช้าผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับและคู่กรณีก็คือ เด็กหนุ่มคนนั้นที่ขับรถกระบะครับ ผมจำเขาได้อย่างแม่นยำเลยครับ เพราะเด็กหนุ่มคนนั้นใช้กระทะทุบตีรถผมจนพังยับ” มิคบอกเล่าวีรกรรมของพีทให้กับพี่แพรได้ฟังอย่างต่อเนื่อง แน่นอนมันใส่สีตีไข่จนกลายเป็นพีทที่เป็นฝ่ายไปหาเรื่องเสียอย่างนั้น
พี่แพรได้ฟังก็เริ่มหน้าแดงจัด เริ่มระงับอารมณ์โกรธไว้ไม่ไหวแล้ว ที่น้องชายของตัวเองกำลังถูกไอ้สารเลวคนหนึ่งกำลังใส่ร้ายอยู่
“ผมเองก็รู้ตัวว่ายังไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่ ยังไม่มีสิทธิ์ออกเสียงว่าจะรับใครเข้าทำงานหรือไม่ทำงาน แต่จากการประเมินของผม พฤติกรรมของเด็กคนนั้นไม่ควรทำงานให้กับบริษัทแห่งนี้ครับ” มิคยิ้มและโค้งตัวอย่างสุภาพ นี้คือหมัดน็อกที่มันเชื่อว่าแพรจะรับมันเข้าทำงานอย่างแน่นอน
เพราะในตอนที่มันกำลังจะก้าวออกจากห้องมันได้ให้เธอดูคลิปเมื่อตอนเช้าที่มันได้เลือกเอาวิดีโอที่ถ่ายในมุมที่ดูจะเป็นฝ่ายของมันถูกกระทำให้กับพี่แพรได้ดูอยู่นั่นเอง
“จริงด้วยค่ะ คนแบบนี้ไม่ควรเข้าทำงานกับบริษัทของเราจริงๆ” พี่แพรพูดขึ้นมาตรงนั้นเลย มิคที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาราวกับว่ามันพอใจแล้วที่ได้ช่วยเหลือบริษัท หากแต่ในใจกำลังลิงโลดที่ได้เห็น ไอ้เด็กเมื่อวานซืนกำลังกระเด็นออกจากบริษัทนี้
“ใช่ครับ บริษัทตัดสินใจได้ถูกต้องครับ” มิคแสยะยิ้มและเปิดทางให้กับแพร ที่เดินตรงดิ่งไปยังห้องที่พีทอยู่ ราวกับว่าเธอกำลังเข้าไปยุติการสัมภาษณ์งาน
มิคเฝ้าดูอยู่ตรงนั้นหวังดูเรื่องสนุกก่อนจะจากไป ซึ่งห้องประชุมก็เป็นห้องกระจกใสมองเห็นได้จากทุกมุม มิคเห็นแพรเอามือถือของเธอให้พีทดู ด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนที่พีทจะเงยหน้าขึ้นมาทางมัน
มิคจึงได้โบกมือกลับไปให้อย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นแพรและพีทก็ออกมาจากห้อง “ใช่ครับ เมื่อเช้าผมมีเรื่องกับคนๆ นี้จริงครับ พี่แพร” พีทยอมรับสารภาพสร้างเสียงหัวเราะให้กับมิคพอสมควร แต่เอ๊ะ~! มันมีบางอย่างแปลกๆ ในคำพูดนี้อยู่ ‘พี่แพร?’ ทั้งสองคนสนิทกันจนเรียกอีกฝ่ายว่าพี่เลยเหรอ มันสนิทเกินไปหรือเปล่า
“ดี งั้นก็เรียกลุงยามให้มาลากคอไอ้เลวนี้ออกไปจากบริษัทของเราซะ” พูดจบลุงยามและพี่ยามจำนวนสองคน ก็ได้วิ่งเข้ามาตามคำสั่งของพี่แพร ก่อนที่จะเข้าไปจับตัวมิค ที่มองดูด้วยความงุนงง ลุงยามไม่ได้จับแน่นหรือจับล็อก แค่จับแขนทั้งซ้ายขวาเอาไว้
“พี่ชาย พี่จับคนผิดแล้ว ต้องไปจับไอ้เด็กนู้นต่างหาก!” มิคไม่ได้ขัดขืน มันยังแสร้งทำเป็นคนสุภาพอยู่ แต่กระนั้นลุงยามก็ยังคงลากมิคออกไปจากบริษัทอยู่ดี โดยมีพี่แพรและพีทเดินตามมาส่งด้านหน้าบริษัท
[น้าผีให้ผมพูดประโยคนี้จริงๆ เหรอ? มันไม่ดูตลกไปหน่อยเหรอ]
ในชั่วขณะที่พีทกำลังมองมิคถูกจับตัวออกไป ทางด้านของน้าผีที่เฝ้ามองดูจากในระบบก็สั่งให้พีทพูดคำๆ หนึ่งออกมา ซึ่งพีทก็อยากที่จะปฏิเสธเพราะมันฟังดูตลก
แต่น้าผีก็ยังบังคับเขาและให้พีทพูดคำว่า “พวกเขาจับตัวไม่ผิดหรอก…เพราะผมคือประธานบริษัท Easy Food แห่งนี้”
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ส่งท้ายปีใหม่ต้อนรับปีใหม่ ขอให้เรื่องร้ายๆ ในปีที่ผ่่านมาของทุกคน ได้ผ่านไปโดยเร็วนะครับ เหลือไว้แต่สิ่งดีๆ ...ปล.ปีนี้เป็นปีที่หนักหนาของผู้แต่งเช่นเดียวกัน แต่ผู้แต่งเชื่อว่าปีหน้ามันต้องดีกว่านี้และขอขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้กับผู้แต่งด้วยนะครับและทางผู้แต่งเองก็จะเป็นกำลังใจให้กับทุกคนต่อไป...Happy New Year ครับ
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy