บทที่ 16 เคราะห์ร้ายถึงตาย
ย่านตั้งแผงขายของ
เซียวหลิงอวิ๋นเพิ่งมาถึงแผงของตนเองก็เห็นเซียวหลิงเฟิงยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นพร้อมกับเซียวหลิงเย่ที่ดูหมดอาลัยตายอยาก
ทันทีที่เซียวหลิงเฟิงเห็นนางก็รีบยื่นตั๋วทองมูลค่าหนึ่งหมื่นเหรียญคืนให้นางทันที
“เงินนี่พวกเราเอาไว้ไม่ได้ เ้าเก็บไว้เถอะ อย่าทำแบบนี้อีกเลยผลลัพธ์อาจเลวร้ายเกินกว่าที่เ้าจะจินตนาการ”
เขาพูดพลางเหลือบมองกลุ่มผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่ตั้งแผงขายของอยู่ใกล้ๆเป็นัยว่าไม่ปลอดภัย
เซียวหลิงอวิ๋นไม่ใส่ใจนักขณะที่กำลังจะยื่นเงินคืนให้เขา ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังก้องมาจากอีกฟากหนึ่ง
“ฮึ่ย! ไอ้พวกบ้านี่ เจอพวกเ้าเสียที! เมื่อวานพวกเ้าโชคดีนักกล้าชกข้าแล้ววันนี้ยังอุตส่าห์ใส่หน้ากากมาที่นี่อีกคิดว่าข้าจะจำพวกเ้าไม่ได้หรืออย่างไร! วันนี้ไม่ทำให้พวกเ้าคุกเข่าร้องขอชีวิตข้าจะเขียนชื่อแซ่กลับด้านเสียให้รู้แล้วรู้รอด! ล้อมไว้!”
สิ้นเสียงกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าสิบคนที่ดูฝีมือไม่ธรรมดาก็กรูกันเข้ามาล้อมพวกเขาไว้โดยมีชายร่างใหญ่ที่คุ้นตายืนอยู่ตรงกลาง คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นเขาคือผู้ดูแลเย่!
เซียวหลิงเย่หน้าซีดรีบจะพาพี่สาวหนีแต่กลับถูกล้อมไว้ทุกทิศทาง
เซียวหลิงเฟิงที่แม้จะวิตกแต่กลับไม่แสดงอาการเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวไปขวางหน้าน้องทั้งสองพลางตวาดเสียงกร้าว
“เย่หลง! เ้าจะหาเื่ข้ากับน้องชาย ข้าไม่ว่าอะไรแต่หญิงสาวผู้นี้คือคุณหนูใหญ่ของจวนสกุลเซียวหากเ้าทำร้ายนางแม้เพียงนิดก็อย่าหวังว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้!”
เซียวหลิงอวิ๋นมองพี่ชายที่แม้จะเกลียดตนแค่ไหนแต่ในยามคับขันเช่นนี้ยังคงยืนขวางหน้าเพื่อปกป้องนางอยู่ใจของนางก็พลันอบอุ่นขึ้นมา
นางรู้ดีว่าเซียวหลิงเฟิงโกรธที่เ้าของร่างเดิมไม่ยอมลุกขึ้นต่อสู้ยืนกรานจะอยู่ในจวนสกุลเซียว แม้จะถูกรังแกก็ไม่ไปไหน ทำให้ชีวิตตกต่ำเช่นนั้น
เย่หลงหัวเราะลั่นเยาะเย้ย
“หึ! พวกเ้ายังจะกล้าอ้างนู่นอ้างนี่อีก!นางเป็คนในครอบครัวเดียวกันกับพวกเ้าแท้ๆ ยังกล้าอ้างว่าเป็คุณหนูใหญ่จวนสกุลเซียว!ใครๆ ก็รู้ว่าเซียวหลิงอวิ๋นโเี้เอาแต่ใจ!สภาพกระเซอะกระเซิงอย่างนี้น่ะหรือคือคุณหนูใหญ่?! นางต้องเป็ผู้สื่อิญญาเก๊ที่ปลอมตัวมาหลอกชาวบ้านแน่ๆ!หยุดพูดมาก! กล้าหาเื่ข้าก็เตรียมตัวโดนตัดมือทั้งสองข้างเสียเถอะ! พวกเรา ลุย!”
เมื่อเย่หลงสะบัดมือคนของเขาก็พุ่งเข้าใส่ทันที
เซียวหลิงเฟิงรีบหันไปพูดกับเซียวหลิงเย่เบาๆ
“รอจังหวะแล้วพาพี่สาวเ้าหนีไปซะ ข้าจะถ่วงเวลาไว้ให้!”
เซียวหลิงเย่กลั้นน้ำตาไว้พลางพยักหน้าเขาย่อมรู้ดีว่าพี่ชายของเขาเพิ่งอยู่ระดับหลังฟ้าขั้นสอง ไม่อาจต้านพวกนักเลงระดับหลังฟ้าขั้นสี่หรือห้าได้แน่ๆ
พี่ชายกำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อให้พวกเขาหนีเขาจะร้องไห้ไม่ได้ เขาต้องพาพี่สาวหนีให้ได้!
เซียวหลิงเย่กำลังจะยกมือเช็ดน้ำตาที่ควบคุมไม่อยู่แต่แล้วก็ต้องตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นพี่สาวยกพี่ชายขยับไปไว้ด้านข้างอย่างง่ายดายราวกับไร้น้ำหนัก
จากนั้นภาพเหตุการณ์ที่จะตราตรึงอยู่ในใจเขาไปตลอดชีวิตก็ปรากฏขึ้น
เขาเห็นพี่สาวควักยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วปาออกไปเบื้องหน้า
‘เปรี้ยง!’
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นสายตาทุกคู่เห็นฟ้าผ่าฟาดลงกลางกลุ่มนักเลง ทำให้พวกนั้นกลายเป็ถ่านไหม้เกรียมหล่นลงกับพื้นโดยมีควันลอยกรุ่นอยู่เหนือศีรษะ
เหลือเพียงผู้ดูแลเย่ที่ยังยืนตัวสั่นเป็ลูกนกดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดผวา
เหล่าพ่อค้าแม่ขายและชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาต่างพากันอ้าปากค้าง จ้องภาพเบื้องหน้าอย่างงงงัน
เมื่อครู่...มันคือยันต์บ้าอะไรกัน!
เหตุใดถึงได้ร้ายกาจขนาดนั้นแค่แผ่นเดียวกลับจัดการนักเลงสี่ห้าสิบคนได้ในพริบตา!
ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆที่นี่มียันต์เก่งกาจระดับนั้นด้วยหรือ!
เหล่าผู้ฝึกิญญาที่มักเคร่งขรึมอยู่เป็นิจต่างเบิกตากว้างมองเด็กสาวในหน้ากากเด็กยิ้มด้วยความตะลึงจนพูดไม่ออก
นั่นคือ...ยันต์อัสนี์ไม่ผิดแน่!
แต่ยันต์อัสนี์คือยันต์ขั้นหกมีเพียงนักวาดยันต์ขั้นหกขึ้นไปเท่านั้นถึงจะวาดได้!
ทั้งเมืองฮั่วหลีแห่งนี้นักวาดยันต์ที่เก่งที่สุดยังอยู่แค่ขั้นสามเท่านั้น ขั้นหก...เกินจะไขว่คว้า!
เซียวหลิงเย่กับเซียวหลิงเฟิงต่างก็ยืนอึ้งมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อครู่พวกเขายังคิดว่าตัวเองจะตายเสียแล้วตอนนี้กลับยืนปลอดภัยดี ขณะที่นักเลงเ่าั้โดนฟาดจนล้มฟุบเป็ตอตะโกเกลื่อนพื้น
ทั่วทั้งย่านเงียบกริบไม่มีใครกล้าส่งเสียง สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังเซียวหลิงอวิ๋น
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มพลางหันไปมองเย่หลงที่ขาสั่นพั่บๆแล้วเอ่ยเสียงใส
“ยังจะยืนอยู่ทำไมอีกล่ะ เมื่อครู่เ้าว่าจะตัดมือพวกเราสินะ ไหนล่ะทำไมยังไม่ลงมือเสียที”
เย่หลงตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวกลิ่นฉุนของปัสสาวะเริ่มลอยคลุ้งออกมากางเกงสีน้ำตาลของเขาเปียกเป็ปื้นจนเห็นได้อย่างชัดเจน
เขากลั้นไม่อยู่...ถึงกับฉี่ราดต่อหน้าทุกคน!
ทั้งที่ตัวสูงใหญ่กว่าเซียวหลิงอวิ๋นถึงหนึ่งศีรษะแต่ตอนนี้กลับเหมือนหนูตัวน้อยที่กำลังสั่นระริกอยู่ต่อหน้าแมวั์พลางเปล่งเสียงด้วยความหวาดหวั่น
“อย่า อย่าเข้ามานะ! เ้า...เ้าแตะต้องข้าไม่ได้!ข้า...ข้าเป็คนของตระกูลเหยียน! เ้าไม่มีสิทธิ์ฆ่าข้า!”
เซียวหลิงอวิ๋นย่นจมูกด้วยท่าทีรังเกียจถอยกรูดออกไปสองสามก้าว
“เ้าสกปรกจะตาย ให้ข้าเข้าใกล้ยังขยะแขยงเลย ฮึ!เ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าคุณหนูอย่างข้าโเี้เอาแต่ใจแล้วไยข้าจะฆ่าเ้าไม่ได้ล่ะ ฆ่าเ้าซะข้าจะได้ย้ำชัดฐานะของตัวเองให้ประจักษ์ยิ่งขึ้น!”
“ส่วนตระกูลเหยียนที่เ้าพูดถึง...หรือจะเป็เหยียนจวิ้นอ๋อง? เ้าคิดหรือว่าเหยียนอ๋องจะยอมออกโรงปกป้องข้ารับใช้ตัวเล็กๆคนหนึ่งจนถึงขั้นหันมาเล่นงานคุณหนูใหญ่ของจวนเจิ้นกั๋วโหวน่ะ”
เย่หลงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกพยายามจะหาคำโต้แย้งว่าเซียวหลิงอวิ๋นไม่ใช่คุณหนูใหญ่ที่แท้จริง
แต่เมื่อคิดถึงยันต์ที่นางใช้เมื่อครู่...นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีได้เลย
หรือว่า...นางเป็คุณหนูใหญ่จวนสกุลเซียวตัวจริง!
ถ้าเป็เช่นนั้นวันนี้เขาคงไม่รอดแน่!
“บังอาจนัก! เ้าเป็ใคร กล้าสังหารคนกลางถนนอย่างนั้นหรือ!”
เสียงชายหนุ่มดังขึ้นหนักแน่นพร้อมฝีเท้าหลายคู่ที่กรูกันเข้ามาซ่างกวนอวี้ปรากฏพร้อมเหล่าผู้ติดตาม
เย่หลงเห็นเข้าก็เหมือนฟ้ามาโปรดใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจราวกับจะร้องไห้
รอดแล้ว!มีคนของตระกูลซ่างกวนอยู่ พวกสารเลวนี่ต้องตายแน่!
บรรดาชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันส่ายหน้าคิดว่าคราวนี้เซียวหลิงอวิ๋นคงถึงคราวซวยเสียแล้ว
ตระกูลซ่างกวนคือขุมอำนาจอันดับสองของเมืองฮั่วหลีใครกล้าขวางก็มีแต่ตาย!
เมื่อเห็นซ่างกวนอวี้สีหน้าของเซียวหลิงเฟิงก็เปลี่ยนไปทันที
ซ่างกวนอวี้เองเห็นเซียวหลิงเฟิงแล้วเช่นกันแต่ไม่พูดอะไรมาถึงก็ตวัดดาบชี้มาทางเซียวหลิงอวิ๋นด้วยโทสะเต็มที่
“พูดมา! ที่ข้าทะลวงขั้นล้มเหลว เป็ฝีมือเ้าหรือเปล่า!รีบอธิบายมาเดี๋ยวนี้ว่าทำไมข้าถึงล้มเหลว! ไม่อย่างนั้น แค่ข้าขยับนิ้วเ้าก็จะตายศพไม่สมบูรณ์!”
เซียวหลิงเฟิงกำลังจะอ้าปากพูดด้วยความเดือดดาลแต่เซียวหลิงอวิ๋นกลับยิ้มออกมาแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
“ซ่างกวนอวี้ คำพูดเ้าช่างน่าขันเหลือเกินข้าบอกเ้าไปั้แ่เมื่อวานแล้วว่าเ้าหมดหนทางจะพัฒนาไปได้อีกเพราะจิตใจของเ้านั้นมืดบอดเกินไปอีกทั้งชะตาของเ้าก็เป็ชะตาอาภัพอายุสั้น หากวันใดเ้าตายไปเพราะความโง่เขลาแล้วยังกล้ามาโยนความผิดให้ข้าอีก ข้าคงเดือดร้อนน่าดู”
“ข้าเป็ปรมาจารย์สื่อิญญา เ้าฟังคำทำนายแล้วไม่ยอมจ่ายเงินแถมยังคิดทำร้ายข้าอีก ระวังให้ดีเถอะ เ้าอาจจะเคราะห์ร้ายจนถึงขั้นตายเลยก็ได้!”
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ปรมาจารย์สื่อิญญาเป็ชนชั้นสูงที่ใครก็ไม่กล้าล่วงเกินก็เพราะพวกเขาสามารถเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิตได้
ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์เพิ่งตั้งสติได้ต่างก็ส่งเสียงฮือฮาออกมา
“ว่าไงนะ! คุณชายซ่างกวนที่ฝึกถึงระดับหลังฟ้าขั้นปลายั้แ่อายุสิบแปดกลับทะลวงขั้นล้มเหลว?!”
“เมื่อกี้ได้ยินเขาพูดเต็มสองหูเลยไม่ใช่หรือ แล้วจากที่ฟังดูเหมือนว่าเด็กสาวที่สวมหน้ากากคนนั้นจะทำนายเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเขาจะล้มเหลว!”
“เป็ไปได้อย่างไรกัน! กระทั่งใครจะทะลวงขั้นสำเร็จหรือไม่ปรมาจารย์สื่อิญญาก็สามารถล่วงรู้ได้ด้วยหรือ!เช่นนี้หรือว่านางจะเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาตัวจริง ไม่ใช่ว่าหายากมากหรอกหรือ”
“ไม่มีสิ่งใดที่ปรมาจารย์สื่อิญญาทำไม่ได้ เื่แค่นี้น่าแปลกตรงไหนผู้คนต่างรู้กันดีว่า คนที่ไม่ควรล่วงเกินมากที่สุดก็คือพวกเขาหากสาวน้อยผู้นั้นเป็ของจริง ซ่างกวนอวี้คงหนีเคราะห์ไม่พ้นแน่ทว่าปรมาจารย์สื่อิญญาตัวจริงมักไม่เปิดเผยตัวง่ายๆ และต้องมีป้ายิญญาแสดงฐานะด้วย”