บทที่ 56 ฟื้น
“นี่ก็ 3 วันแล้วนะ คุณหนูยังไม่ฟื้นเลย อากาศก็เย็นลงมากแล้วด้วย ไม่รู้ว่าคุณหนูอยากให้พวกเราทำอะไรบ้าง ก่อนที่หน้าหนาวจะเข้ามาถึงจริงๆ” เสียงของใครคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยตอนเช้า ในขณะที่ดวงตะวันกำลังจะโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า
“คุณหนูไม่เป็นไรจริงๆหรือเจ้าคะท่านแม่ ทำไมถึงได้หลับไปนานขนาดนี้” จางหลัวกล่าวกับผู้เป็นมารดาด้วยความกังวล “ทุกคนทั้งเป็นห่วง ทั้งอยากมาหาคุณหนูกันแทบทุกคนเลยเจ้าค่ะ ถ้าหากว่าท่านพ่อไม่ได้ห้ามเอาไว้แล้วล่ะก็ ป่านนี้ทุกคนคงมารุมล้อมคุณหนูกันหมดแล้ว”
“แต่แม่ว่าคุณหนูคงไม่เป็นอันใดหรอก เพราะว่าทั้งแม่ทั้งพ่อและทุกๆคนเองก็ต่างเห็นด้วยว่า คุณหนูเหมือนจะแค่หลับไปเนื่องจากความอ่อนเพลียเท่านั้น เพราะจากที่พวกเจ้าทุกคนได้เล่าให้แม่และคนอื่นๆฟัง
ในช่วงเวลาสำคัญคุณหนูคงจะสามารถปลุกพลังแต่เดิมของนางให้ตื่นขึ้นมาได้ มันจึงไม่แปลกอะไรเลยที่นางจะหลับไปนานขนาด เนื่องจากนางพยายามที่จะเค้นพลังออกมาถึง 2 ครั้ง 2 ครา ลำพังแค่นางไม่มีไข้หรือแสดงสภาวะการอ่อนเพลียจนเกินขีดจำกัด แค่นั้นก็ถือว่าดีมากแล้ว...”
จางเยียนยิ้มกล่าวพลางทอดสายตามองออกไปยังแปลงมันขนาดใหญ่ ที่ผู้เป็นอาจารย์ของน้องสามีได้กล่าวเอาไว้ว่า ผืนดินแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังชีวิตที่มหาศาล จนทำให้แม้แต่ร่างกายที่ตายไปแล้วของจางต้าพัง อาจจะเหลือเจตจำนงส่วนสุดท้ายที่ไม่ยอมจากไป เพราะยังไม่ได้ร่ำลากับผู้มีพระคุณของเขา
ทำให้แม้ว่าร่างกายที่สมควรจะตายไปแล้ว ยังสามารถต่อชีวิต ออกไปได้อีกนิดหน่อย แม้ว่าจริงๆของควรจะเน่าเปื่อยไปแล้วก็ตามที...
ราวกับว่าแปลงมัน พื้นดิน และสายน้ำทั้งหมดในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้หล่อหลอมรวมกัน กลายเป็นข่ายมนตราขนาดยักษ์ ที่ส่งพลังชีวิตทั้งหมดมารวมตัวกันยังบ้านเล็กๆหลังนี้ แม้จะไม่มีใครเข้าใจเลยว่ามันเป็นเช่นนี้เพราะอะไร กระทั่งชายชราจากวัดเส้าหลินเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น
ครั้นจะบอกว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของนางเซียนน้อยก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่านอกจากการเล่นเด็กๆ และพยายามทำสิ่งต่างๆ อยู่ภายในเรือนแล้ว จะมีก็เพียงแค่ในช่วงวันแรกเท่านั้น ที่นางลงมาในแปลงมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเห็นนางลงมาในแปลงมันอีกเลย นอกจากการวิ่งเล่นซ่อนหากับเด็กๆเท่านั้น
การที่นางจะสามารถเป็นผู้ร่ายตาข่ายมนตราขนาดใหญ่แบบนี้ มันจึงเป็นไปไม่ได้ในทุกๆเส้นทาง เพราะการจะควบคุมพลังในปริมาณมหาศาล จะต้องใช้จอมมนตรามากมายหลาย 10 หลายร้อยคน และยังต้องเป็นจอมมนตราในระดับสูงด้วย อย่าว่าในดินแดนรกร้างห่างไกลแบบนี้เลย แม้แต่วัดเส้าหลินในครั้งรุ่งเรืองเองก็ยังทำได้ยากด้วยซ้ำ!
ซึ่งสิ่งเดียวที่ชาวบ้านธรรมดาธรรมดาอย่างพวกเขาสามารถสำนึกคิดถึงได้ ทั้งหมดก็คงต้องขอบคุณนางเซียนน้อยของพวกนาง ที่ชุบชีวิต ของที่ดินผืนนี้ขึ้นมาอีกครั้ง จากดินแดนที่เคยแห้งแล้งที่แทบหาไม่ได้แม้แต่วัชพืชเขียวเขียวสักต้นหนึ่ง กลับกลายเป็นพื้นดินที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งชีวิต ที่สามารถนำพาผู้คนนับพันคนให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งก็ว่าได้…
“ถ้าเช่นนั้นแล้วตอนนี้คุณหนูแค่หลับไปจริงๆเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
“เห็นท่านอาจารย์ผู้นั้นกล่าวเอาไว้ว่า เนื่องจากการตื่นขึ้นอย่างกระทันหันของลมปราณหยางที่ร้อนแรง ขัดกับสรีระธาตุแต่เดิมของเพศหญิง จึงทำให้คุณหนูต้องใช้เวลาในการปรับตัว ทั้งร่างกาย ทั้งดวงจิต อีกพักใหญ่ หากเป็นคนทั่วไปอาจจะใช้เวลาหลายวันหรือนับเดือนเลยด้วยซ้ำ ถ้าต้องเจอกับเหตุการณ์เช่นเดียวกับนาง”
“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ...”
จางหลัวมุ่ยหน้าก้มหน้าก้มตาลง สุดท้ายแล้วคนที่ทำให้คุณหนูต้องเป็นแบบนี้ ก็เป็นเพราะพวกนางอยู่ดี ถึงนางจะไม่ใช่เด็กที่ฉลาดล้ำเท่าไหร่นัก แต่ก็พอรู้ได้ว่าที่พวกผู้ใหญ่ได้พูดคุยกันช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา ทั้งหมดอาจจะเป็นเพราะว่าคุณหนูเข้ามาขัดขวางแผนการของสัตว์นรกอะไรนั้น ทำให้นางต้องมาเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่าง จนกลายมาเป็นแบบนี้ ถ้าหากว่านางเลือกที่จะไปอยู่ในดินแดนแห่ง หรือเข้าไปลงหลักปักฐานในเมืองใหญ่ๆ นางอาจจะไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องราวแบบนี้ก็เป็นได้
“เจ้าอย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ ถ้าเจ้าและเด็กๆคนอื่นๆเอาแต่โทษตัวเองอยู่แบบนี้ ลองคิดดูสิว่าถ้าหากหนูคุณหนูตื่นขึ้นมานางแต่คิดเช่นไร แรกเริ่มเดิมทีแล้ว การที่นางเริ่มต้นการช่วยเหลือพวกเราทุกคนในหมู่บ้าน ก็เป็นเพราะว่านางเอ็นดูพวกเจ้ามิใช่หรือ ที่นางพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเจ้าได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความรู้ มีอาหารกิน มีความสุขกับการได้มีชีวิตอยู่ ทั้งหมดแล้วคุณหนูหวังว่าพวกเจ้าจะมีความสุขมิใช่หรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทั้งหมดที่ข้าทำไปเพราะข้าอยากให้ทุกคน แค่มีความสุข มีความหวังในการมีชีวิตต่อไป ไม่ใช่เอาแต่โทษตัวเองอยู่แบบนี้เจ้าค่ะ...”
“คุณหนู...!”
“คุณหนู…!!”
สองแม่ลูกต่างก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงของคน ที่พวกนางเฝ้าดูแลมาตลอดหลายวัน โดยเฉพาะจางหลัวที่พุ่งเข้าไปกอดเด็กหญิงด้วยความรัก ความห่วงใยความคิดถึง จนมิอาจประมาณ ความรู้สึกของนางได้
“เดี๋ยวเถอะเสี่ยวหลัวคุณหนูเพิ่งจะฟื้นไข้นะ!”
“ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร...ข้าไม่เป็นไร จริงๆ”เยว่หัวลูบศีรษะของคนที่โตกว่าด้วยความเอ็นดู พลางส่งสายตาไปบอกจางเยียนว่านางไม่เป็นไร “ข้าสบายดีมากจริงๆ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก รีบไปตามท่านจางหลงและคนอื่นๆมาที่นี่เถอะ ข้ามีอะไรที่อยากจะพูดคุยกับทุกคน...”
“คุณหนู...”
“ท่านน้าจางเหยียนด้วยนะเจ้าคะ ท่านน้ากลับไปพร้อมกับเสี่ยวหลัวเถิดเจ้าค่ะ ข้าขออยู่ที่นี่เงียบๆคนเดียวสักพัก” เด็กหญิงกล่าวพลางเหลือบสายตามองออกไปนอกประตู ก็ได้มองเห็นร่างที่พยายามปกป้องนางจนกระทั่งสิ้นใจไป... “ฝากบอกทุกคนด้วยว่า หลังจากที่ดวงตะวันขึ้นสู่กลางท้องฟ้าแล้วค่อยมาหาข้านะเจ้าคะ จนกว่าจะถึงตอนนั้นช่วยปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวสักพักนะเจ้าคะ”
“...”
“... ถ้ายังงั้นพวกเราสองคน ขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ ส่วนข้อความของคุณหนูเดี๋ยวข้าจะแจ้งให้ทุกคนได้ทราบทันทีที่กลับไปถึงหมู่บ้านเลยเจ้าค่ะ”
จางเยียนเห็นบุตรสาวตัวเองทำท่าละล่ำละลักไม่อยากกลับ ก็เลยตัดบทแล้วบอกลานางเซียนน้อยของพวกนาง เพราะดูจากแววตาของอีกฝ่ายแล้ว นางคงไม่มีอารมณ์ที่จะมาพูดล้อเล่นอะไรในตอนนี้
‘ทำไมความรู้สึกที่ข้าสัมผัสได้จากนาง ยิ่งนับวันก็ยิ่งไม่เหมือนเด็กทั่วไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว ราวกับว่านางเป็นใครสักคนที่มีอายุมากแล้ว เพียงแต่ว่านางต้องมาอยู่ในร่างกายของเด็กอย่างไรอย่างนั้น...’
แต่ความคิดก็ส่วนความคิด เพราะว่ามันไม่สำคัญว่าอีกฝ่ายนั้นจะเป็นใครเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นคนชรา ที่สำคัญที่สุดก็คือการกระทำที่นางช่วยเหลือ ทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้จริงๆ พยายามเพื่อที่จะปกป้องเด็กๆ จริงๆแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเอง มอบโอกาสมอบอาหาร มอบความหวังมอบความฝันให้กับทุกๆคนในหมู่บ้าน เพียงแค่นั้นมันก็มากพอแล้ว
กลับกัน…
ถ้าหากว่าเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา นางไม่ได้มาเยือนดินแดนรกร้างว่างเปล่าแห่งนี้ ในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับจางเหว่ย หรือว่าไอ้สัตว์นรกนั่น...
ต่อให้คิดในทางที่ดีที่สุด ต่อให้ไม่มีสัตว์นรก หรือมนุษย์มารนั่นมาเกี่ยวข้อง แต่ด้วยผืนดินที่แห้งแล้ง ความยากจนที่เกาะกินผู้คนมาตลอดสิบปี
นางไม่อยากคิดเลยว่าในหน้าหนาวของปีนี้ที่กำลังจะมาถึง ในตอนที่หิมะจะตกลงมาอย่างหนัก...
หลังจากสิ้นหน้าหนาวไปแล้วจะมีร่างกี่ร่างที่ต้องนอนทอดกายตายตกลงไปเพราะความหิวโหยและความอ่อนล้า..
………………………..