ลำนำมารอสูร

    บทพิเศษ แต่งงาน 2

            บทพิเศษ งานแต่ง

             

            “เคลื่อนขบวน”

            เสียงเฟิงหยางก้องกังวานก่อนผู้คนทั้งหมดจะถูกพลังปราณห่อหุ้มร่าง ยกตัวขึ้นเหนือผืนดินวินาทีถัดมาขบวนขันหมากอันยิ่งใหญ่เหนือจินตนาการเริ่มเคลื่อนไหวด้วยความเร็วอันน่าตะลึงขณะขบวนขันหมากเคลื่อนไปเสียงบรรเลงเพลงมงคลยังดังก้องไปตามสายลม

            เฟิงหยางมองขบวนขันหมากเคลื่อนตัวด้วยรอยยิ้มยินดีเพียงแต่รอยยิ้มนั้นมีความเห็นแก่ตัวแฝงไว้ลึกซึ้ง ผิดกับหมิงจูผู้เป็นภรรยาผู้เผยรอยยิ้มยินดีแก่บุตรตนอย่างแท้จริง

            “ขบวนพิธีสู่ขอรวมคนทั้งตระกูลเฟิงตระกูลหมิง วางใจได้ว่าไม่มีใครขัดขวาง” หมิงจูมั่นใจว่าไม่มีใครกล้าขัดขวางตระกูลใหญ่ทั้งสองไม่ต้องคิดถึงตระกูลน้อยใหญ่ที่เป็นศัตรูต่อให้มีความกล้าล้นฟ้ายังต้องคิดหน้าคิดหลังให้ถี่ถ้วน

            “ใครกล้าขัดขวาง? วันดีเช่นนี้สามตระกูลจะได้รวมเป็นหนึ่ง แม้พิธีรวบรัดไปบ้างข้อกำหนดทั้งหมดได้ตกลงร่วมกันเสร็จสิ้น จะมีใครกล้าขวางทาง”เฟิงหยางกล่าววาจายิ่งใหญ่ ก่อนกลายเป็นเส้นแสงเจือจางสายหนึ่งตามติดขบวนสู่ขันหมากไป

            หมิงจูผู้เดียวยืนนิ่งอยู่ในลานกว้างตระกูลเฟิงเหลือบสายตามองไปด้านข้างพร้อมกล่าวขึ้นมา “เสี่ยวซีตามคุ้มกันลูกชายข้าลับ ๆอย่าให้ใครสัมผัสถึงเจ้าได้”

            สิ้นเสียงหมิงจูคลื่นไปความเย็นสายหนึ่งวูบไหวแล้วหายลับไปหมิงจูเห็นรอบข้างเงียบสงบจึงเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นเส้นแสงสีฟ้าเลือนรางหายลับสู่เส้นขอบฟ้า

            .

            .

            .

            ณ ตระกูลเซี่ย

            บรรยากาศมงคลเสียงผู้คนครึกครื้นกระจายไปทั่วตระกูลทั่วบ้านเรือนแต่งแต้มไปด้วยสีแดงมงคลและสัญลักษณ์แห่งโชคลาภบางจุดมีวัตถุมงคลประดับประดา บ่งบอกว่าวันวิวาห์มงคลมาถึงแล้ว

            ด้านหน้าตระกูลเซี่ยยังมีผู้อาวุโสหลายคนในตระกูลรอคอยต้อนรับขบวนสู่ขอจากตระกูลเฟิงตั้งแต่แสงแรกแห่งวันใหม่เริ่มสาดส่องเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยรอกระทั่งใกล้ถึงช่วงสาย เสียงเพลงมงคลสายหนึ่งก็ล่องลอยมาตามสายลม

            สายตาเหล่าผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยต่างจับจ้องไปยังทิศทางของเสียงภาพขบวนขันหมากอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเฟิงเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ ผู้อาวุโสคนหนึ่งจึงหันไปกล่าวกับชายวัยกลางคนผู้มีหนวดเครายาวดำขลับ

            “หลงชางไปแจ้งผู้อาวุโสโหญ่กับผู้นำตระกูลเรื่องขบวนสู่ขอ”

            “ขอรับรองผู้อาวุโสใหญ่”ชายวัยกลางคนผู้ถูกเรียกว่าหลงชางขานรับแล้วเร้นกายหายไปในบันดล

            “ฉางอวิ๋น หงเซียงพวกเจ้าสองคนกลับไปดูความเรียบร้อยอย่าให้เกิดความผิดพลาด”

            “เสี่ยวจินไปจับตาดูต้าฉงอย่าให้ก่อเรื่องส่วนที่เหลือคอยต้อนรับขบวนขันหมากและเตรียมเริ่มพิธีงานแต่งตามขั้นตอน”

            “ขอรับ” ทุกคนขานรับคำกล่าวของรองผู้อาวุโสใหญ่ต่างคนต่างเริ่มแยกไปตามทำหน้าที่สำคัญ รวมไปถึงหน้าที่ยิบย่อย เหนือสิ่งอื่นใดหลังปล่อยขบวนขันหมากเข้าไปในตระกูลเซี่ย ทุกคนยังต้องไปทำตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ

            .

            .

            .

            เวลาล่วงผ่านไปไม่นานนักดวงตะวันก็พ้นขอบฟ้าเข้าสู่ช่วงสาย

            ขบวนขันหมากตระกูลเฟิงได้มาถึงพร้อมเสียงเพลงมงคลที่ไม่ได้เบาลงแต่อย่างใดกลับกันเสียงเพลงมงคลยิ่งดังกังวานกว่าเดิม ทางตระกูลเซี่ยยังผสมโรงเข้าไปด้วยบรรยากาศมงคลจึงก่อตัวจนรู้สึกได้

            เหล่าผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยยังเร่งรีบเข้าไปต้อนรับขับสู้โดยมีผู้อาวุโสใหญ่กับผู้นำตระกูลเซี่ยเดินนำหน้า

            “ข้าเซี่ยจื่อโจวผู้นำตระกูลเซี่ยขอเปิดทางให้ขบวนขันหมาก”

            สิ้นเสียงผู้นำตระกูลเซี่ยเหล่าผู้อาวุโสทุกคนต่างเดินหลบไปด้านข้างขบวนสู่ขอจึงเคลื่อนขบวนเข้าไปในตระกูลเซี่ยต่อจากนั้นเฟิงหยางกับหมิงจูก็เข้ามาทักทายเซี่ยจื่อโจว

            เซี่ยจื่อโจวจึงสั่งให้ผู้อาวุโสและทุกคนกลับไปทำตามหน้าที่เหลือเพียงเฟิงหยาง หมิงจูและเซี่ยจื่อโจว ยืนสนทนาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินผ่านประตูตระกูลเซี่ยเข้าไปพร้อมกัน

             

            หลังขบวนขันหมากเข้าสู่ตระกูลเซี่ยพิธีงานแต่งช่วงเช้าดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ผู้คนที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีในงานแต่งมีคนจากฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวมากล่าวทักทายเพราะช่วงเช้าเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไม่อาจมาพบใครได้ทั้งสองฝ่ายต่างต้องเตรียมพร้อมแต่งงานในช่วงบ่าย

            จะมีเรื่องสำคัญแค่ทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ที่เข้ามาหาและจดจำขั้นต้อนพิธีสำคัญ ๆ อย่างไรพิธีงานแต่งนี้ก็รวบรัดรวบรัดถึงขั้นไม่มีกั้นประตูเงินประตูทองขัดขวางขบวนขันหมากให้หยุดชะงักส่วนเหตุที่ยาวนานมีเหตุมาจากผู้คนจำนวนมาก

             

            ช่วงบ่าย ณห้องโถงตระกูลเซี่ย

            คนสำคัญรวมไปถึงผู้อาวุโสในตระกูลเซี่ยและตระกูลเฟิงนั่งเรียงตามลำดับความอาวุโสคนละฝั่ง ตรงกลางมีพรมแดงผืนยาวถูกปูจากด้านนอกห้องโถงมาถึงด้านในปลายสุดทางห้องโถงมีชายชรากับหญิงชราแต่งตัวตามขนบธรรมเนียมโบราณเป็นผู้ดำเนินพิธีงานแต่ง

            “ฤกษ์งามยามดี รัศมีมงคลผู้คนร่วมยินดีในพิธีงานแต่ง” ชายชราผู้ดำเนินพิธีกล่าวเสียงดังฟังชัด น้ำเสียงดูศักดิ์สิทธิ์ไม่เหมือนรูปลักษณ์ดึงดูดสายตาทุกคนในห้องโถง นอกห้องโถงแขกเหรื่อเกือบทุกคนต่างหันมองห้องโถงเป็นสายตาเดียวใบหน้าเผยความตกตะลึง เพราะยินเสียงของชายชราผู้ดำเนินพิธี กว่าแขกเหรื่อเหล่านั้นจะปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติเสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “เชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเข้าสู่พิธี”

            ฮือฮา! แขกเหรื่อในงานต่างส่งเสียงตกใจหลังสิ้นเสียงผู้ดำเนินพิธีคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งเคลื่อนผ่านไปตามพรมแดงผืนยาวขณะคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนผ่านไป วัตถุมงคลเริ่มเปล่งแสงสำแดงความอัศจรรย์ปลดปล่อยละอองแสงสีทองนับไม่ถ้วน ครู่เดียวละอองแสงเหล่านั้นควบรวมเป็นคลื่นสีทองหลายสาย

            เมื่อคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไปจนสุดปลายพรมแดงคลื่นสีทองทั้งหมดเริ่มรวมตัวตรงสุดปลาย หลอมเป็นหนึ่งเดียวแล้วค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นเป็นสะพานโค้งงามวิจิตรทอดยาวไปยังสามทิศทาง

            สุดขอบปลายสะพานตรงกลางร่างเฟิงหยวนในชุดแดงมงคลก้าวย่างขึ้นบนสะพานทุกย่างก้าวล้วนบังเกิดคลื่นแสงสีทองคล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำ สายตาแขกเหรื่อทุกสายตาล้วนจับจ้องแต่ไม่นานสายตาเหล่าแขกเหรื่อต่างแยกไปมองสะพานด้านขวาและสะพานด้านซ้าย เป็นเพราะเสียงกู่ร้องอันสดใสของวิหคดังก้องก่อนมันจะปรากฏในรูปพลังศักดิ์สิทธิ์แผ่กลิ่นอายรัศมีมงคล

            “วิหคเพลิงฉายลักษณ์..”

            “ฤกษ์ดี..ฤกษ์ดี”

            “ฟ้าดิน..ฟ้าดินเป็นพยาน”

            “สวรรค์เบิกเนตรยินดีสวรรค์!..”

            …

            ..

            .

            เสียงแขกเหรื่อในงานเซ็งแซ่ไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงยิ่งสตรีสวมชุดแดงมงคลพร้อมแต่งสมรสเผยโฉมบนสะพาน แขกเหรื่อยิ่งไม่อาจเก็บงำความรู้สึกตกตะลึงที่เปลี่ยนไปเป็นความเหลือเชื่อแทบปากอ้าตาค้าง

            ไม่ใช่ว่าใบหน้าสตรีทั้งสองไม่มีผ้ากั้นบดบังแต่เพราะมีผ้ากั้นบดบังใบหน้าความงามยังมิอาจปิดบังกอปรกับลมกระโชกสายหนึ่งพัดผ่านผ้ากั้นจึงโบกสะบัดเผยโฉมสะคราญของทั้งสองครู่หนึ่งซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ผู้ดำเนินพิธีแต่งงานขานนามบ่าวสาวพอดิบพอดี

            “เจ้าบ่าว..เฟิงหยวน เข้าสู่พิธี”

            “เจ้าสาวเซี่ยอี่หลิง เจ้าสาวเซี่ยเข่อซินเข้าสู่พิธี”

            ช่วงเวลาที่เจ้าสาวทั้งสองก้าวเดินลงจากสะพานตามหลังเฟิงหยวนสองก้าว แขกเหรื่อเริ่มเบาเสียงลงทั่วลานกว้างจึงได้ยินบางประโยคชัดเจน

            “นั่นบุตรสาวทั้งสองของผู้นำตระกูลเซี่ย”

            “สมรสครั้งเดียวถึงสองคนตระกูลเฟิง...”

            “มงคลคู่สวรรค์กลับเป็นใจ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

            ....

            ...

            .

            ขณะแขกเหรื่อพูดคุยจนคล้ายจะลืมไปว่าตนอยู่ในงานแต่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวทั้งสองก็เดินเข้าสู่ห้องโถงเสียแล้ว

            หลังเฟินหยวนกับเจ้าสาวด้านหลังเข้าสู่ห้องโถงคนตระกูลเซี่ยก็เข้ามาปรามไม่ให้ส่งเสียงรบกวนอีก เพราะต่อจากนี้ไปช่วงเวลาสำคัญของพิธีแต่งงานจะเริ่มขึ้น

             

            ด้านในห้องโถงตระกูลเซี่ย

            เฟิงหยวนเดินตามพรหมแดงไปจนสุดทางมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชายชราและหญิงชราผู้ดำเนินพิธีงานแต่งด้านหลังเซี่ยอี่หลิงกับเซี่ยเข่อซินยังคงนิ่งสงบ

            “ดำเนินพิธี”ชายชรากล่าว หญิงชราจึงโบกมือ ด้านหลังผู้ดำเนินพิธีทั้งสองจึงมีโต๊ะตัวหนึ่งปรากฏบนโต๊ะประกอบไปด้วยของสำหรับพิธีงานแต่งยิบย่อย และมีรูปปั้นเทพเจ้าอยู่องค์หนึ่ง

            “เชิญบิดามารดาเจ้าบ่าว”

            “เชิญบิดามารดาเจ้าสาว”

            ชายชราและหญิงชราผู้ดำเนินพิธีกล่าวเชิญทั้งสองฝ่ายพร้อมกันต่อมาผู้ดำเนินพิธีจึงหลบฉากไปด้านข้าง เริ่มร่ายคาถาดึงรัศมีมงคลทั้งหมดเข้าสู่รูปปั้นเทพเจ้า

            “มงคลรวมเป็นหนึ่งเซ่นไหว้แก่ฟ้าดิน อภินิหารแห่งแดนตะวันออกโปรดสำแดง ขออัญเชิญองค์เทพตะวันออกร่วมเป็นสักขีพยาน”

            ฮวู่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

            รูปปั้นเทพเจ้าส่องแสงสว่างวาบเหนือรูปปั้นปรากฏร่างสีทองไม่อาจมองเห็นรายละเอียดยิบย่อยแต่ยังพอรูปว่าร่างสีทองมีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์ ด้านหลังมีวงแหวนแปลกตาแผ่กลิ่นอายไม่อาจคาดเดา

            เห็นองค์เทพเผยลักษณ์ผู้คนทั้งหมดต่างลุกขึ้นพรึบโค้งคำนับอย่างรีบร้อน

            “คารวะองค์เทพ!”

            สายตาองค์เทพกวาดมองห้องโถงครั้งหนึ่งก่อนสายตาจะหยุดลงที่เฟิงหยวนคล้ายกำลังพินิจบางสิ่งจึงเห็นไอเย็นวูบไหวรอบกายเฟิงหยวน องค์เทพยื่นฝ่ามือไปข้างหน้าทำท่าคว้าจับแต่ก็หยุดชะงักไป เป็นแสงสีฟ้าสดใสวูบหนึ่งกวาดผ่านผู้คนในห้องโถงไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเหมือนกับไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นผิดกับร่างสีทองขององค์เทพที่สั่นไหวครั้งหนึ่งราวกับหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

            บางสิ่งที่น่าหวาดกลัวยังกล่าวบางอย่างกับองค์เทพในมิติแยกย่อยโดยที่องค์เทพไม่อาจกระทำสิ่งใดได้ซึ่งขณะเดียวกันเวลาได้ไหลไปตามปกติ กว่าองค์เทพจะรู้สึกตัวพิธีงานแต่งได้เดินมาถึงขั้นตอนกราบไหว้ฟ้าดิน

            “คำนับแรก คำนับฟ้าดิน”

            “คำนับสอง คำนับพ่อแม่”

            “คำนับสามคำนับซึ่งกันและกัน”

            หนึ่งเจ้าบ่าว สองเจ้าสาวคำนับตามพิธีเป็นไปตามขนบแม้ดูผิดแปลกไปบ้างก็ไม่มีสิ่งใดติดขัด

            หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดินตระกูลเฟิงกับตระกูลเซี่ยนับว่าเป็นทองแผ่นเดียวกันคนทั้งสองตระกูลจึงทำการส่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ

            ส่วนคนที่เหลือทำการส่งเทพเจ้าแล้วไปทำความรู้จักคุ้นเคย กินเลี้ยงตามมารยาท และจบลงด้วยการส่งแขกกลับไปพร้อมของชำร่วย

            .

            .

            .

            ‘บังอาจนักเทวะตัวจ้อยกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับแผนการข้าเชียวรึ คนตระกูลฉินจากดินแดนบูรพามิเคยสอนสั่งรึอย่างไรว่าอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับโลก ขืนเจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวมากไปกว่านี้ความสงสัยใคร่รู้ของเจ้าจะทำดินแดนบูรพาพินาศสิ้น

            ออกจากมิติกลับแดนบูรพาไปบอกกล่าวพวกหัวโขนไร้ค่าตระกูลฉินเจ้าในแดนบูรพาอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับโลกอีกข้าจะส่งคำเตือนเล็กน้อยให้พวกมันที่ปล่อยผ่านเจ้าลงมา จนเกือบทำแผนการข้าล่ม’

            พรึบ!!!

             

            มันน่านัก หึ!

    คล้ายกับเรื่องลำนำมารอสูร ที่คุณอ่าน