ตอนที่ 83 ทะลวงเก้าจุด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ร่างของเฟิร์สในตอนนี้มันเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ใบหน้าของเขากลับดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าไม่ได้มีความใส่ใจต่อรอยแผลเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
การต่อสู้นี้ได้ทำให้การทะลวงจุดชีพจรยุทธ์บรรลุได้รวดเร็ว
เฟิร์สตระหนักว่ายิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นหินลับมีดที่ดีสำหรับเขามากเท่านั้น
กระบี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเข่นฆ่า
ดังนั้นการจะเข้าถึงวิถีกระบี่ได้ดีที่สุดก็คือการลงมือเข่นฆ่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมามีมอนสเตอร์ไม่รู้เท่าไหร่ที่ตายตกอยู่ในกระบี่ของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มร่างผอมบางราวกับจะเป็นเครื่องจักรสังหาร เขาบุกตะลุยไปทุกที่ที่มีมอนสเตอร์โรมรันเข้ามา
ตอนนี้ทั้งมนุษย์ทั้งมอนสเตอร์ ทั้งสองฝ่ายราวกับว่าเป็นผู้ที่ไม่กลัวตาย
แม้เฟิร์สจะได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อเขาได้ใช้ทักษะจุดขั้วเชื่อมประสาน ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูกลับมาราวกับมอนสเตอร์ ไม่เท่านั้นการฟื้นฟูนี้ยังรวมไปถึงความเหนื่อยล้าด้วย
มันจึงกลายเป็นทักษะที่ขี้โกงยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นการฟื้นนี้ยังนับว่าเชื่องช้าระดับหนึ่ง แต่ก็รวดเร็วกว่าการฟื้นฟูทั่วไปมาก
ทักษะสายสนับสนุนนี้จึงเป็นจุดที่ได้เปรียบของเฟิร์สในการยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพมอนสเตอร์ตรงหน้านี้
ปัง!
“ทะลวงชีพจรยุทธ์ได้อีกจุดแล้ว การดูดซับพลังสปีริตของฉันกำลังเพิ่มมากขึ้น” เฟิร์สระเบิดเสียงหัวเราะของตนเองออกมา
ระหว่างที่เขาต่อสู้นั้นเขาได้พบว่าประโยชน์ของการทะลวงจุดชีพจรยุทธ์คือการดูดซับพลังสปีริตที่กระจายอยู่รอบๆ ตัว
โดยปกติแล้วเวเนเตอร์จะดูดซับพลังสปีริตจากแกนสปีริตเท่านั้น แต่จุดชีพจรยุทธ์ของเฟิร์สนั้นกลับทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่หลายบ่อที่กักเก็บพลังเอาไว้
ยิ่งจุดชีพจรยุทธ์ถูกเปิดออกมากเท่าไหร่ ศักยภาพในการดูดซับพลังเข้ามาในร่างกายจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมไปถึงความเร็วในการดูดซับแกนสปีริตอีกด้วย
ตอนนี้หากเฟิร์สทำการบ่มเพาะพลังสปีริตเพียงอย่างเดียว คาดได้ว่าขั้นพลังบ่มเพาะของเขาจะก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ทั้งนี้เนื่องจากการดูดซับพลังสปีริตที่อยู่รอบกายได้รวดเร็วขึ้น นั่นหมายความว่าพลังสปีริตที่ถูกใช้ไปจะถูกเติมเต็มได้อย่างรวดเร็ว
เฟิร์สในตอนนี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยการใช้ทักษะจุดขั้วประสาน ซึ่งกินพลังสปีริตไปเป็นอย่างมาก แต่ก็ถูกเติมเต็มกลับมาได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าเขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ที่นี่ได้โดยไม่ต้องดื่มกินอีกต่อไป แล้วสุขภาพของเขาก็จะไม่ลดถอยลงอีกด้วย
คาดได้ว่าตอนนี้เด็กหนุ่มได้ย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางอมตะก็มิปาน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าการฝึกฝนนี้จะสามารถช่วยยืดอายุขัยได้หรือไม่
ต่อให้แข็งแกร่งไร้เทียมทานสักเพียงใด แต่เมื่อหมดสิ้นอายุขัย มนุษย์ก็ย่อมต้องถึงจุดสิ้นสุดอยู่ดี
ปัง!
“จุดที่ยี่สิบแปด นี่ก็เก้าจุดแล้วที่ฉันสามารถทะลวงผ่าน” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างดีใจ
หลังจากที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน ด้านหลังของเขาแทบจะไม่ต่างไปจากแม่น้ำเลือดและกองซากศพที่ทับถมเป็นทิวเขาที่มองด้วยตาเปล่ามีความยาวอย่างไม่สิ้นสุด
ติ๊ด ... ติ๊ด ... ติ๊ด ...
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นบนกำไลข้อมือของเด็กหนุ่ม
เพื่อไม่ให้เป็นการลำบากของผู้อื่น เฟิร์สจึงได้ทำสิ่งนี้เอาไว้เพื่อเตือนตัวเองให้หยุดพักต่อการฝึกฝน
“การมาในครั้งนี้สามารถทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ไปได้ถึงเก้าจุดนับว่าคุ้มค่าแล้ว คงใช้เวลาอีกไม่กี่ปีการฝึกฝนร่างกายของฉันคงจะเข้าสู่ระดับกลาง”
การฝึกฝนกายากระบี่ของเฟิร์สในตอนนี้นับว่ารวดเร็วมากแล้ว เขาฝึกมาแค่ปีกว่าๆ เท่านั้นก็มาถึงระดับนี้ได้ คงอีกไม่นานที่เขาจะทะลวงเข้าสู่กายากระบี่ระดับกลาง
เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะมีคุณสมบัติมากพอที่จะบรรลุรู้แจ้งเข้าสู่วิถีกระบี่ที่สอง
หากเขาได้กลายเป็นผู้ฝึกฝนกระบี่วิถีที่สองได้สำเร็จ เกรงว่าพลังรบของเขาอาจจะเทียบขั้นได้กับเวเนเตอร์ดาราน้ำเงินที่มีอยู่เพียงน้อยนิดบนโลกนี้ได้เลยทีเดียว
เฟิร์สจัดการมอนสเตอร์ที่เหลือแล้วใช้วงแหวนค่ายกลเคลื่อนย้ายตนเองไปที่เขตเซฟโซนทันที
แม้ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาจะสามารถจัดการกับมอนสเตอร์ได้เป็นจำนวนมาก แต่มันก็ยังมีมอนสเตอร์หลงเหลืออยู่ในสถานที่แห่งนี้อยู่ดี
เฟิร์สไม่ได้กลับไปที่ฐานในทันที เขาหยุดแล้วตรวจนับแกนสปีริตที่เขาได้เก็บเกี่ยวมา เพื่อนับจำนวนมอนสเตอร์ที่เขาได้ทำการสังหารไป
อย่างไรก็ตามการมาของเขานั้นไม่ต่างไปจากภารกิจกวาดล้างระลอกแรก เขาได้ใช้เวลาไปถึงสามสิบวันในการทำภารกิจ หากกำจัดมอนสเตอร์ได้น้อย แน่นอนว่ามันจะไม่คุ้มค่าต่อนิวโฮปและเป็นการสร้างปัญหาให้กับผู้กองที่ควบคุมดูแลอบิสแห่งนี้อีกด้วย
“ฉันได้รับแกนสปีริตมาสองหมื่นเจ็ดพันกว่าก้อน ฉันหวังว่ามันจากมากพอที่จะทำให้ผู้กองสายฟ้าไม่ผิดหวัง มันจะได้ไม่เป็นปัญหาที่ยุ่งยากกับเขา” เฟิร์สเอ่ยพึมพำด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง
เขาได้ทำการทำลายเสื้อผ้าชุดเดิมของตนเอง ด้วยการต่อสู้อันดุเดือดสภาพของเขาจึงไม่ต่างไปจากผู้ยากไร้
ชุดเครื่องแบบสำรองได้ถูกจัดเตรียมไว้ในแหวนเก็บของอยู่แล้ว
เมื่อเขาใช้พลังอักขระทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่จัดเตรียมมา
สภาพของเขานั้นแทบจะไม่ต่างไปจากตอนที่มาเริ่มแรก มีเพียงกลิ่นอายของร่างกายที่แหลมคมมากขึ้นเท่านั้น ร่างของเขาในตอนนี้ดุจดั่งกระบี่ที่แข็งแกร่งเล่มหนึ่ง ที่แม้จะใช้พลังอักขระปกปิด แต่กลิ่นอายของมันกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขารู้สึกไม่ธรรมดา
เฟิร์สกลับออกจากอบิสแห่งนี้ ด้วยท่าทีที่เรียบสงบ
“ผู้กองเฟิร์สวันกลับมาแล้ว”
“เขากลับมาแล้ว”
“สวัสดีผู้กองเฟิร์สวัน”
เหล่าพนักงานที่ได้เห็นต่างเอ่ยทักทาย
ในขณะเดียวกันเวเนเตอร์นับสิบที่ถูกเรียกระดมพลมาเพื่อทำภารกิจอบิสแห่งนี้ก็มองเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ
“หืม ... เด็กนั่นเป็นระดับสูงของนิวโฮปอย่างนั้นหรอ”
“ฉันไม่สามารถสัมผัสถึงการบ่มเพาะของเขาได้เลย แต่กลับมีความรู้สึกว่าเขานั้นร้ายกาจเป็นอย่างมาก”
“เหลวไหลน่า เด็กนั่นหน้าตาอย่างกับเด็กมัธยมต้น จะไปร้ายกาจขนาดนั้นได้ยังไง”
“เจ้าบ้านี่อย่าพูดพล่อยๆ สิ โลกนี้มีแค่การบ่มเพาะหรือยังไงกันถึงจะเรียกว่าเก่งกาจ ... นายลืมไปแล้วหรือไง ร้อยอันดับแรกของโลกล้วนเป็นผู้มีความสามารถพิเศษทั้งนั้น”
“นั่นนายจะบอกว่าเด็กนั่นก็เป็นผู้มีความสามารถพิเศษอย่างนั้นหรอ?”
ตอนนั้นเองเวเนเตอร์คนหนึ่งที่เงยหน้าออกมาจากโทรศัพท์ของตนเองก็เอ่ยขึ้น
“ฉันพยายามค้นหาข้อมูลของเขาในอินเตอร์เน็ตแล้ว ข้อมูลของเขาไม่มีข้างในนั้นเลย”
“มันจะเป็นไปได้ยังไง คนอะไรไม่มีข้อมูลในอินเตอร์เน็ต”
“พวกนายจะแปลกใจกันไปทำไม เขาพึ่งออกมาจากอบิสสีขาวระดับสูงนะ ตัวตนที่จะกล้าเข้าไปข้างในนั้น คนธรรมดาจะเข้าไปได้หรอ? นี่ต้องเป็นยอดฝีมือของนิวโฮปแน่นอน”
“หืม ... พวกองค์กรใหญ่ๆ นี่ช่างน่ากลัวเสียจริงๆ พวกเขาไปสรรหาคนเหล่านี้มาจากที่ไหนกัน?”
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังออกมาเมื่อเฟิร์สปรากฏตัว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจในคำพูดเหล่านั้น แม้ว่าจะได้ยินทุกประโยคอย่างชัดเจนก็ตาม
อย่างน้อยๆ เฟิร์สก็รู้ว่านิวโฮปได้ปกปิดตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี
“สวัสดีผู้กองสายฟ้า ผมมารายงานภารกิจ”
“โอ้ ผู้กองเฟิร์สวันคุณกลับมาแล้ว ผมเป็นห่วงคุณแทบแย่” ชายชราตัวเตี้ยเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้ผมอยากกลับไปพักผ่อนแล้ว เอาเป็นว่าผมจะส่งรายงานให้คุณเลยก็แล้วกัน”
กล่าวจบเฟิร์สก็ส่งรายงานที่เขาบันทึกเอาไว้แล้วส่งให้กับผู้กองสายฟ้าผ่านกำไลข้อมือของเขา
ในรายงานมีเขียนเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์และจำนวนมอนสเตอร์ที่เขาจัดการ
ผู้กองเฒ่าเมื่ออ่านรายงาน เขาก็เผยรอยยิ้มออกมา
“ไม่เลว ถือว่าเวลาที่ใช้ไปหนึ่งเดือนไม่เสียเปล่า แต่คุณก็เล่นเอาผมต้องตกใจเหมือนกัน”
“ผมก็นึกว่าคุณจะแอบดูตลอดเสียอีก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมคงไม่มีความสามารถเหมือนคุณหรอก ผมแก่ขนาดนี้แล้วไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำแบบนั้นแน่ๆ ... เอาล่ะๆ ผมว่าคุณคงต้องการพักผ่อน ผมไม่กวนคุณแล้ว”
“งั้นคมต้องขอตัว”
“หวังว่าพวกเราจะได้ร่วมงานกันอีก”
“เช่นกัน”
หลังจากพูดคุยกันจบเฟิร์สก็ตรงไปที่บ้านของเขาในทันที
พ่อของเขาได้ทำอาหารต้อนรับเพราะรู้กำหนดวันกลับของเขา
บ้านที่มีคนรออยู่ถึงเรียกว่าบ้าน
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังรับประทานอาหารอย่างมีความสุขอยู่นั้น
เสียงของโทรทัศน์ก็รายงานข่าวที่น่าสนใจออกมา
“ตอนนี้นาซ่าได้รายงานว่าบริเวณดวงจันทร์ได้ถูกสสารประหลาดที่แผ่รังสีออกมาปะทะกับแสงของดวงอาทิตย์ จากการวิเคราะห์ของนาซ่าได้ผลสรุปว่าสสารนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อโลก แต่จะเกิดปรากฏการพิเศษของดวงจันทร์ ในคืนนี้ดวงจันทร์จะเปลี่ยนเป็นสีเงิน ประชาชนสามารถชมเหตุการณ์นี้ได้ด้วยตาเปล่า หวังว่าคืนนี้ทุกพื้นที่ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งและผู้ชมจะมีความสุขกับเหตุการณ์พิเศษนี้”
ในคืนนี้เฟิร์สไม่ได้สนใจในเหตุการณ์นี้มากนัก เขาไม่ได้ออกมาดูดวงจันทร์สีเงิน แต่เลือกที่จะนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้ทำมานานนับเดือน
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าคืนนี้จะเกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นกับเขา