ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 55 - ทางจันทร์เหนือเหวลึก

    หลังพิธีรับเป็นศิษย์อาจารย์ เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน


    คืนหนึ่ง ไป๋หลีอิงเรียกเย่เทียนให้มายืนข้างนาง


    “พรุ่งนี้จะลองเปิดทางจริง”


    คำพูดนั้นสั้นมาก แต่ทำให้เย่เทียนนิ่งไปทั้งร่าง


    เขาคิดว่าตนเตรียมใจไว้แล้ว คิดว่าทุกครั้งที่เห็นนางมองขึ้นไปด้านบนแล้ววัดความมืดเหนือหัว เขาย่อมพร้อมรับข่าวนี้ ทว่าพอได้ยินจากปากนางจริง ๆ ความยินดีที่ควรพุ่งขึ้นมาอย่างเดียวกลับปะปนกับอะไรบางอย่างที่หนักและเงียบกว่า


    “พรุ่งนี้…” เขาทวนคำเบา ๆ


    “ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจะขึ้นไปถึงป่าชั้นนอกก่อนรุ่งของโลกด้านบน”


    โลกด้านบน


    คำนี้ทำให้ภาพของเมืองชิงหลานพุ่งกลับมาอย่างรุนแรง เย่จง เสี่ยวอวี่ เรือนตระกูลเย่ ลานฝึก เสียงคนที่อาจเลิกเรียกชื่อเขาไปแล้ว ความทรงจำเหล่านั้นสว่างขึ้นเหมือนไฟที่ถูกลมเป่า เขาควรดีใจจนพูดไม่ออก และเขาก็ดีใจจริง ๆ


    แต่เมื่อหันไปเห็นไป๋หลีอิงยืนอยู่ใต้แสงสีเงิน ใบหน้ายังซีดกว่าคนที่หายดีควรเป็น เข็มจันทร์ข้างเอวสั่นเบา ๆ ตามลมหายใจของนาง เย่เทียนกลับพบว่าความดีใจนั้นไม่อาจยืนอยู่ลำพัง


    “หลังออกไปแล้ว…” เขาเริ่มพูด แต่หยุดไว้ก่อน


    ไป๋หลีอิงมองเขา “หลังออกไปแล้ว เจ้ากลับเมืองของเจ้า”


    “แล้วท่านเล่า”


    “ข้ากลับทางของข้า”


    คำตอบนั้นเรียบจนเหมือนพูดเรื่องธรรมดา แต่เย่เทียนรู้สึกเหมือนมีหินเล็ก ๆ ตกลงกลางอก


    ทางของเจ้า


    ทางของข้า


    ห้าคำนี้สั้นกว่าระยะเวลาหลายเดือนที่ทั้งสองอยู่ใต้หุบเขาด้วยกันมากนัก


    เขาก้มมองอกเสื้อของตน เข็มจันทร์เล่มสั้นที่ไป๋หลีอิงมอบให้ถูกเก็บไว้ใกล้หัวใจ มันยังนิ่ง ไม่เตือน ไม่สั่น และไม่อาจตอบคำถามใดแทนเจ้าของมันได้


    ไป๋หลีอิงเหมือนอ่านความเงียบของเขาออก นางกล่าวเสียงเบากว่าเดิม “การออกจากที่นี่ไม่ใช่การจบทางของเจ้า”


    “ข้ารู้”


    “เช่นนั้นอย่าทำหน้าเหมือนข้ากำลังส่งเจ้าไปตาย”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าไม่ได้ทำหน้าเช่นนั้น”


    นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ใกล้เคียง”


    คราวนี้เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ออกมาได้จริง แต่เสียงหัวเราะนั้นจางมาก พอให้ความหนักในอกคลายลงเพียงเล็กน้อย เขาอยากถามต่ออีกหลายอย่าง อยากถามว่านางจะไปที่ใด ใครกำลังตามหา นางจะปลอดภัยหรือไม่ และเขาต้องเดินไปไกลเพียงใดถึงจะมีสิทธิ์ยืนข้างนางโดยไม่เป็นภาระ แต่คำถามเหล่านั้นยังเหมือนประตูที่ปิดอยู่ ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากผลัก หากเพราะเขายังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดมัน


    ดังนั้นเขาจึงถามเพียงสิ่งที่ถามได้


    “ข้าต้องทำอะไรตอนขึ้นไป”


    ไป๋หลีอิงพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับพอใจที่เขาดึงตนเองกลับมาได้


    “ข้าจะเปิดทางจันทร์ เจ้ามีหน้าที่รักษาวงปราณย้อนทางให้มั่น หน้าที่เจ้ามีแค่นั้น”


    เย่เทียนรับคำทันที “เข้าใจแล้ว”


    ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนหันกลับไปยังความมืดด้านบน “พรุ่งนี้พิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าเข้าใจแล้วจริงๆ”




    วันถัดมา ใต้หุบเขาที่มืดมิด ทั้งสองต่างรู้ว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว


    ไป๋หลีอิงยืนอยู่กลางวงแสง นางสวมอาภรณ์เดิมที่ถูกซ่อมเท่าที่จะซ่อมได้ รอยขาดบางส่วนยังคงอยู่ แต่ผ้าคลุมถูกจัดให้แน่นขึ้น นางไม่พูดว่าตื่นเต้น ไม่พูดว่ากังวล แต่เย่เทียนแอบสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ในแววตาของนาง


    เขาเองก็เช่นกัน ฝ่าเท้าแตะพื้นหินเย็น วงปราณย้อนทางหมุนช้าๆ ในร่าง ถึงแม้จะกังวลอยู่บ้าง แต่เขาก็พร้อมแล้ว


    ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น


    แม้นางจะมอบเข็มเล่มสั้นที่สุดให้เย่เทียนไปแล้ว แต่ในซองเงินข้างเอวยังมีเข็มจันทร์อีกหลายเล่มซ่อนอยู่ นางเรียกออกมาเพียงสามเล่ม หนึ่งเล่มปักลงบนพื้นด้านหน้า หนึ่งเล่มลอยขึ้นเหนือศีรษะ และอีกเล่มหมุนช้า ๆ ข้างไหล่นาง แสงสีเงินไหลออกจากปลายเข็มทั้งสาม เชื่อมกันเป็นเส้นโค้งที่ทอดขึ้นไปในความมืด


    ตอนแรกมันดูเหมือนเส้นแสงบาง ๆ


    จากนั้นเส้นแสงนั้นเริ่มแผ่ออกเป็นขั้น


    หนึ่งขั้น สองขั้น สามขั้น


    ไม่ใช่บันไดจริง ไม่ใช่ทางหิน และไม่ใช่การเหาะขึ้นไปอย่างที่เย่เทียนเคยจินตนาการ แต่เป็นทางสีเงินโปร่งบางที่เกิดจากแสงจันทร์ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหนือหุบเหวลึก เส้นทางนั้นเลี้ยวขึ้นไปในความมืด ไม่ตรง ไม่กว้าง และสั่นเบา ๆ ตามลมหายใจของผู้เปิดทาง


    เย่เทียนมองภาพนั้นจนลืมหายใจไปชั่วขณะ


    ไป๋หลีอิงหันมามองเขา “เข้ามาใกล้ๆ”


    เย่เทียนเดินเข้าไปอย่างระวัง แต่ยังเว้นระยะไว้ นางยื่นมือออกมา


    เขาชะงักเล็กน้อย


    ตลอดหลายเดือน นางแทบไม่แตะตัวเขาเว้นแต่ตรวจชีพจร หรือรักษาเขา การยื่นมือเช่นนี้จึงให้ความรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก เขามองฝ่ามือเรียวขาวซีดของนาง เห็นรอยแผลจาง ๆ บางเส้นที่ยังไม่หายสนิท แล้วค่อย ๆ ยื่นมือของตนไปวางลง


    มือของนางเย็นกว่าที่คิด


    ไม่ใช่เย็นจากท่าที แต่เย็นจากพลังที่ถูกบีบออกมาระหว่างเปิดทาง


    กลิ่นหอมเย็นจาง ๆ ที่ติดอยู่กับตัวนางปะปนกับกลิ่นโลหิตเก่าและสมุนไพร ทำให้เย่เทียนรู้สึกถึงความจริงอย่างหนึ่งชัดเจนมากกว่าเดิม คนที่กำลังพาเขาออกจากหุบเขาไม่ได้ไร้บาดแผล นางเพียงยืนอยู่เหนือมันด้วยความดื้อที่เงียบกว่าเขามาก


    “อย่าปล่อยมือจนกว่าข้าจะบอก” นางกล่าว


    เย่เทียนพยักหน้า “ข้าจะไม่ปล่อย”


    “และอย่าดึงข้าลงถ้าตกใจ”


    “ข้าพยายามจะเป็นศิษย์ที่ดี ไม่ใช่หินถ่วงอาจารย์”


    “เช่นนั้นจงเป็นศิษย์ที่เบากว่าหิน”


    เขาเกือบยิ้ม แต่เส้นทางจันทร์สั่นขึ้นในจังหวะนั้นพอดี ความจริงจึงดึงเขากลับมาทันที


    ไป๋หลีอิงก้าวขึ้นก่อน


    เท้าของนางแตะขั้นแสงสีเงิน ขั้นนั้นยุบลงเล็กน้อยแต่ไม่แตก เย่เทียนถูกแรงจากมือนางดึงให้ก้าวตาม เขาใช้วงปราณย้อนทางกดแรงลงต่ำ ไม่พยายามก้าวนำ ไม่พยายามถ่วงหลัง เพียงทำให้ร่างของตนมั่นคงที่สุดเท่าที่เปิดชีพจรปลายขั้นจะทำได้


    ก้าวแรกเหนือเหวลึกทำให้ท้องของเขาวูบ


    พื้นหินหายไปใต้ฝ่าเท้า เหลือเพียงแสงบาง ๆ และความมืดที่ลึกจนเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด หากไม่ใช่เพราะมือของไป๋หลีอิงจับอยู่ เขาคงเผลอขยับผิดจังหวะไปแล้ว


    “มองข้างหน้า” นางกล่าว


    เย่เทียนบังคับสายตาออกจากความมืดใต้เท้า มองแผ่นหลังของนางแทน ผ้าคลุมสีขาวเงินขยับเบา ๆ ตามแรงพลัง เส้นผมบางส่วนหลุดจากที่มัดไว้ ปลายผมแตะไหล่และแก้มซีดของนาง ทุกก้าวของนางมั่นคง แต่เย่เทียนที่จับมือนางอยู่รู้สึกได้ว่าแรงในฝ่ามือนั้นบางลงทีละน้อย


    เขาอยากพูดให้นางพัก


    แต่ทางจันทร์ไม่มีที่ให้พัก


    พวกเขาขึ้นไปเรื่อย ๆ ในความมืด เส้นทางบางช่วงแคบจนเย่เทียนต้องใช้ก้าวเงาดัดแปลงปรับตำแหน่งครึ่งก้าว ไม่ใช่เพื่อหลบศัตรู แต่เพื่อให้ตนเองอยู่ในแนวที่แรงพลังของไป๋หลีอิงรับไหว ทุกครั้งที่เขาทำได้ถูก ทางจันทร์จะสั่นน้อยลงเล็กน้อย ทุกครั้งที่เขาพลาด มันจะบางจนแทบเห็นความมืดทะลุผ่าน


    แรงกดเริ่มมากขึ้นเมื่อขึ้นไปได้ราวครึ่งทาง


    มันไม่ได้มาจากหมอกด้านล่าง แต่จากปากรอยแยกด้านบน เหมือนมีชั้นอากาศหนาหนักกดทับทางออกไว้ เย่เทียนรู้สึกว่าชีพจรทั่วร่างถูกบีบจากด้านนอกพร้อมกัน วงปราณย้อนทางสั่นขึ้นทันที เปิดชีพจรปลายขั้นที่เพิ่งมั่นคงได้ไม่นานเหมือนถูกกระแทกเข้าที่ขอบคอขวดบางอย่าง


    ความรู้สึกนั้นช่างน่าหลงไหล


    หากดันอีกนิด อาจทะลวงต่อ


    เย่เทียนกัดฟัน กดความคิดนั้นลง ไม่ดันขึ้น ไม่ทะลวง ไม่ขอแรงจากสิ่งใดที่ไม่ควรแตะ


    ไป๋หลีอิงหันมามองเพียงเล็กน้อย


    เขาไม่รู้ว่านางเห็นอะไรในสีหน้าของเขา แต่ในแววตาของนางมีความพอใจบางอย่างที่ผ่านไปเร็วมาก


    “ดี”


    คำเดียวท่ามกลางแรงกดที่หนักหนามีค่ายิ่งกว่าคำชมยืดยาวในวันสงบ


    เย่เทียนยึดคำนั้นไว้ และก้าวต่อ


    เมื่อใกล้ปากรอยแยก ทางจันทร์เริ่มแตกเป็นริ้วเล็ก ๆ แสงสีเงินบางจุดหลุดลอยลงไปในความมืดเหมือนหิมะย้อนทิศ ไป๋หลีอิงหายใจสั้นลงชัดเจน คราวนี้นางซ่อนอาการไม่อยู่แล้ว เลือดบาง ๆ ซึมจากมุมปาก ก่อนถูกนางกลืนกลับอย่างเงียบเชียบ


    เย่เทียนเห็น


    มือที่จับนางกระชับขึ้นโดยไม่รู้ตัว


    “อยู่เฉยๆ” นางกล่าวทันที แม้เสียงจะแผ่วกว่าเดิม


    ขั้นสุดท้ายของทางจันทร์ปรากฏขึ้นพร้อมแสงจาง ๆ จากด้านบน ไม่ใช่แสงอาทิตย์เต็มที่ อาจเป็นรุ่งสางหรือแสงลอดผ่านหมอกป่าชั้นนอก แต่สำหรับเย่เทียน มันสว่างจนแสบตา


    หลังจากอยู่ใต้หุบเขามาเกือบหกเดือน แสงจริงจากโลกด้านบนทำให้หัวใจเขาเหมือนถูกบีบ


    บ้าน


    คำนี้เกือบหลุดออกจากปาก


    แต่ก่อนที่เขาจะได้พูด ทางจันทร์ใต้เท้าก็สั่นแรงที่สุดตั้งแต่เริ่มขึ้นมา แรงกดจากปากรอยแยกบีบลงเหมือนฝ่ามือยักษ์ปิดทางไว้ ไป๋หลีอิงยกมืออีกข้างขึ้น เข็มจันทร์ทั้งสามสว่างวาบ แสงสีเงินกลายเป็นวงโค้งสุดท้ายพาดข้ามปากเหว


    “ก้าว”


    นางสั่ง


    เย่เทียนไม่ลังเล


    เขาก้าวตามนางออกไป


    แสงจริงกระแทกเข้าตา ลมเย็นจากป่าชั้นนอกพุ่งเข้าปอด กลิ่นดินชื้น ใบไม้ และฟ้ากว้างที่ไม่ได้ถูกหมอกดำกลืนมาหลายเดือนถาโถมเข้ามาพร้อมกัน เท้าของเย่เทียนแตะพื้นดินจริงเป็นครั้งแรกหลังจากเวลายาวนานจนเหมือนอีกชีวิตหนึ่ง


    ด้านหลัง เส้นทางจันทร์แตกออกเป็นประกายเงินนับไม่ถ้วน แล้วดับหายลงในรอยแยกมืด


    เย่เทียนเซไปครึ่งก้าว แต่ยังยืนอยู่ได้ เขาสูดหายใจเข้าแรงจนเต็มปอด ท้องฟ้าเหนือหัวถูกกิ่งไม้บังเป็นบางส่วน สีฟ้าหม่นของยามใกล้รุ่งดูไม่งดงามสมบูรณ์แบบเลย มีเมฆบาง มีหมอกป่า และมีแสงซีด ๆ เท่านั้น


    แต่มันคือท้องฟ้า


    ท้องฟ้าจริง


    เขากลับขึ้นมาแล้ว


    ความดีใจแล่นขึ้นจากอกจนดวงตาร้อนผ่าว เย่เทียนเกือบหันไปพูดกับไป๋หลีอิงว่าพวกเขาทำได้แล้ว แต่ทันทีที่หันกลับไป เขาเห็นนางทรุดลง


    “อาจารย์!”


    เขาเข้าไปรับนางทันก่อนร่างจะกระแทกพื้น ไป๋หลีอิงไม่ได้หมดสติทันที แต่น้ำหนักของนางตกลงบนแขนเขามากกว่าที่เคยเป็น ใบหน้าของนางซีดจนแทบโปร่งแสง ริมฝีปากมีรอยเลือดจาง ๆ และมือข้างที่เคยจับเขาเย็นจัด


    เย่เทียนประคองนางไว้ กลิ่นหอมเย็นจางๆ ที่เคยอยู่ห่างๆ ตอนฝึกตอนนี้ใกล้จนชัดเกินไป ปะปนกับกลิ่นเลือดและลมหายใจที่อ่อนลง ความใกล้นั้นไม่ได้ทำให้ใจเขาเต้นแรงแบบตื้นเขิน หากทำให้ความกลัวพุ่งขึ้นมาแทน


    “ท่านฝืนเกินไป”


    ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย “ถ้าไม่ฝืน เราก็ยังอยู่ข้างล่าง”


    “แต่นี่—”


    “ยังไม่ตาย” นางกล่าวเบามาก


    คำตอบเดิมกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เย่เทียนไม่รู้สึกโล่งใจเลยแม้แต่น้อย


    เขากัดฟัน มองไปรอบ ๆ พวกเขาอยู่ในป่าชั้นนอกใกล้ภูเขาหินดำ รอยแยกที่เพิ่งขึ้นมาดูแคบกว่าที่เขาจำได้อย่างเหลือเชื่อ เหมือนปากสัตว์ร้ายที่ปิดกลับไปแล้ว เหนือยอดไม้ไกล ๆ มีแสงเช้าส่องมาบาง ๆ นกป่าร้องจากที่ใดสักแห่ง เสียงธรรมดาของโลกด้านบนกลับฟังแปลกหูจนแทบไม่จริง


    เย่เทียนควรวิ่งกลับเมืองทันที


    ควรไปบอกปู่ว่าเขายังมีชีวิต


    ควรรีบกลับไปก่อนทุกคนหมดหวัง


    แต่ร่างของไป๋หลีอิงในอ้อมแขนทำให้เท้าของเขาไม่ขยับ


    เหมือนทุกอย่างที่เขาอยากได้อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่สิ่งที่เขากลัวจะเสียก็นอนอยู่ตรงหน้าเช่นกัน


    ไป๋หลีอิงเหมือนรู้ว่าเขาคิดอะไร นางใช้แรงที่เหลือดันตัวออกจากเขาเล็กน้อย ไม่มากพอจะยืนเอง แต่พอให้เขารู้ว่านางยังไม่ยอมเป็นภาระในความหมายที่เขากลัว


    “พาข้าไปใต้ต้นไม้ด้านนั้น” นางกล่าว “แล้วเจ้าค่อยดูทิศทางกลับเมือง”


    “ตอนนี้ท่านควรพักก่อน”


    “ข้ากำลังสั่งให้เจ้าช่วยให้ข้าพัก”


    เย่เทียนนิ่งไป ก่อนค่อย ๆ พยักหน้า


    เขาประคองนางไปยังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก วางนางให้นั่งพิงรากไม้ที่โผล่ขึ้นเหนือดินอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าความหยาบของเปลือกไม้จะทำร้ายคนที่เพิ่งฝืนเปิดทางจันทร์พาเขาออกจากหุบเขา


    ไป๋หลีอิงหลับตาลง ลมหายใจยังอ่อน แต่สม่ำเสมอกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย


    โลกด้านบนยังอยู่จริง


    ไป๋หลีอิงก็ยังอยู่ตรงหน้า


    แต่เย่เทียนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า สองสิ่งนี้อาจอยู่ร่วมกันได้อีกไม่นาน


    ลมพัดผ่านยอดไม้ เสียงใบไม้ไหวเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบของโลกที่เขาจากไปเกือบหกเดือน เย่เทียนมองไปยังทิศที่เมืองชิงหลานควรตั้งอยู่ แล้วหันกลับมามองอาจารย์ของตน


    ความดีใจที่ได้กลับขึ้นมาไม่หายไป


    มันยังอยู่ อุ่นและแรงในอก


    แต่ข้าง ๆ มัน มีความหนักอีกก้อนหนึ่งนั่งเงียบอยู่


    ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นเล็กน้อย เห็นสีหน้าเขาแล้วกล่าวเสียงแผ่ว “อย่าทำหน้าเช่นนั้น เราเพิ่งออกมาได้”


    เย่เทียนมองนาง “นั่นแหละปัญหา”


    นางเงียบไปชั่วขณะ


    เขาไม่ได้อธิบายเพิ่ม เพราะรู้ว่านางเข้าใจ


    การออกจากหุบเขาคือชัยชนะ


    แต่สำหรับบางสายสัมพันธ์ ชัยชนะก็คือจุดเริ่มต้นของการจากลา


    ไป๋หลีอิงหลับตาลงอีกครั้ง คล้ายไม่ต้องการตอบเรื่องที่ยังไม่มาถึง


    “พักก่อน” นางกล่าว “เรื่องอื่น ไว้หลังจากข้ายังหายใจได้ดีกว่านี้”


    เย่เทียนพยักหน้า แม้ในใจยังเต็มไปด้วยคำถามที่รออยู่


    เขานั่งเฝ้าอยู่ข้างนางใต้ต้นไม้ใหญ่ มองแสงเช้าที่ค่อย ๆ ขยับผ่านใบไม้ลงมาบนพื้นดิน และเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหกเดือนที่เขาไม่ได้เห็นเพียงแสงสีเงินของม่านจันทรา


    ทว่าเมื่อแสงเช้าตกลงบนใบหน้าซีดของไป๋หลีอิง เย่เทียนกลับรู้สึกว่าใต้หุบเขาไม่ได้หายไปจากเขาเลย


    มันตามขึ้นมาด้วย


    ในรูปของคำสอน เข็มจันทร์หนึ่งเล่ม วงปราณย้อนทางที่หมุนอยู่ในร่าง และอาจารย์ผู้กำลังนั่งพักอยู่ตรงหน้าเขา


    เขากลับขึ้นสู่โลกด้านบนแล้ว


    แต่ทางที่แท้จริงหลังจากนี้ เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน