เป่ยจิน...ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย เล่ม 2

    ตอนที่ 34 ตาที่สามจากป่าม่านหมอก อ่านฟรี 3/10

    หลังจากเข้าเดินทางเข้าป่ามาได้สักพัก กลุ่มของเป่ยจินก็ได้เข้ามาถึงป่าชั้นกลาง ด้วยความไวของคนทั้งหมด ตอนนี้เริ่มปรากฏลำธารขนาดใหญ่ที่ตัดผ่านและไหลออกสู่แค้วนทั้งสี่

    จวินเทียนหลงเล่ากล่าวว่า ลำธารขนาดใหญ่นี้เมื่อส่งออกไปนอกป่าจะมีขนาดเล็กเท่าที่เราเห็น แต่เมื่อเราเดินทางเข้าป่าไปเรื่อย ๆ ขนาดลำธารที่เห็นจะมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำจากลำธารนี้ ไหลมาจากน้ำตกที่ตั้งอยู่ใจกลางป่า บริเวณของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

    น้ำที่ไหลออกมาจากน้ำตกนั้นมีความใสและแลดูสะอาดมาก จนสามารถลองเห็นเหล่ามัจฉาและสัตว์น้ำนาๆ ชนิดแหวกว่ายในลำธารไปมาได้อย่างชัดเจน 

    “จินเออร์ข้างๆ ลำธารนั้นใช่ หญ้าสีรุ้งหรือไม่?” หยางคงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกับการกระซิบ

    ‘อืม กระซิบจริงๆ นั้นแหละ’ เป่ยจินคิดในใจ ก็อีกฝ่ายเล่นตาเป็นประกายยามเจอสิ่งของล้ำค่า มาครานี้คงเป็นเช่นเดียวกัน คงกลัวผู้ใดมาแย่งไปกระมัง

    ‘นี่ข้าเลี้ยงคนให้อดยากเช่นนี้เลยหรือ?’ เป่ยจินได้แต่ถามตนเองในใจ

    “ตรงไหนเจ้าคะ” เป่ยจินเอ่ยถามและมองไปรอบๆ บริเวณ

    “ใช่จริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ เช่นนั้นพี่หยางเก็บไว้เยอะๆ เลยนะเจ้าคะ มันมีประโยชน์มาก ใช้เป็นส่วนผสมของโอสถแก้พิษจำพวกแมงมุม ตัวต่อ หรือผึ้งปราณในป่าแห่งนี้ได้เจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าสิ่งที่หยางคงพบเจอมีประโยชน์มากเพียงใด จึงเอ่ยออกมา

    จริงๆ แล้วในมิติของนางมีมากมายนัก แต่เพื่อป้องกันการสงสัยนางย่อมต้องหาที่มาที่ไปให้กับสมุนไพรที่นางมี อีกทั้งเมื่อพ้นเขตนี้ไป ยิ่งกลายเป็นสถานที่ของเหล่าสัตว์มีพิษ

    “ได้”

    ระหว่างที่หยางคงกำลังเก็บกันอยู่นั้น ก็ได้มีเหล่าผู้มีพลังอื่นๆ ที่สังเกตเห็นและเข้ามาเก็บเกี่ยวไปเช่นเดียวกันแน่นอนว่าเพราะได้ฟังและเห็นการกระทำของเป่ยจินนั้นเอง

    ทางด้านจวินเทียนหลงที่ปล่อยให้คนรักของตนเองเล่นสนุกมาพอสมควรแล้วจึงเอ่ยเรื่องการหาที่พักออกมา ยิ่งดึก ยิ่งมืด สถานที่แห่งนี้ยิ่งไม่ปลอดภัย แม้ว่าเขาจะรู้จักมันดีแค่ไหนก็ตาม

    ป่าม่านหมอกมิคล้ายกับที่ใด ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ป่าม่านหมอกก็มิเคยเปลี่ยนไป ยิ่งดึก ยิ่งหนาว ยิ่งอันตรายผู้ล่าและผู้ถูกล่าปะปนกันไป ไม่ว่าจะยามกลางวันหรือยามค่ำคืน

    “จินเออร์ใกล้มืดแล้ว พี่ว่าเราพักผ่อนกันแถวนี้เถิด หากเข้าไปฝืนเดินไปไกลกว่านี้จักลำบากเอา” จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา เขามองไปรอบๆ กายในตอนนี้ เสียงสัตว์ป่าเริ่มสงบลง ใบไม้เริ่มหยุดนิ่ง กลายเป็นความเงียบที่คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า ป่าม่านหมอกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยามค่ำคืนแล้ว

    หากกล่าวว่าป่าม่านหมอกมีสิบส่วน ย่อมตีความหมายได้ว่าแต่ละส่วนความอันตรายและการเปลี่ยนแปลงของป่าย่อมแตกต่างกันไป กฎเกณฑ์ง่ายๆ นั้นคือ ยิ่งลึก ยิ่งเปลี่ยนแปลงนั้นเอง

    “ได้เจ้าคะ” เป่ยจินตอบรับออกไป และกำลังจะหันไปหาคนอื่นๆ จึงได้สังเกตว่ามีใครบางคนกำลังมีท่าทีแปลกๆ

    “ฮวาเออร์ เป็นอะไรไปหรือไม่” เป่ยจินถามออกมาด้วยความเป็นห่วง แววตาที่ดูเลื่อนลอยและสอดส่องไปทั่วเช่นนี้ 

    “เปล่าหรอก ข้าแค่รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองพวกเราอยู่” นางรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยนั้นที่ส่งมา แต่เหตุใดต้องเป็นนางเล่าที่รู้สึก นางยังไม่อยากต่อสู้หรือกระทำการสิ่งใดที่เปิดเผยตัวตนของตนเองในตอนนี้

    จวินเทียนหลงย่อมรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น และเขามั่นใจในฝีมือของตนเองมากพอที่จะไม่ตื่นตระหนกไปตามคำบอกเล่าของหญิงสาว

    “อืม ไม่ต้องกังวลไป ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในม่านอักขระที่จวินเทียนสร้างขึ้น ย่อมปลอดภัย” ต้าเฟยเฉิงเอ่ยออกมา เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าคล้ายกังวลใจบางสิ่งอยู่

    “เจ้าค่ะ”

    “นี่ พวกเรามาทำกิจกรรมรอบกองไฟกันดีหรือไม่” ต้าเฟยเฉิงที่เห็นว่าทุกคนกำลีงเครียดกับการเปลี่ยนแปลงของป่าเอ่ยออกมา

    ทำเอาเป่ยจินถึงกับหันขวับมามองด้วยความสงสัยทันที ก็ไอ้การเล่นรอบกองไฟมันมีในยุคของนางไม่ใช่หรือไง แล้วที่ยุคนี้มีการเล่นแบบนี้ด้วยหรือไง

    “หืม เจ้ารู้จักกิจกรรมผิงไฟด้วยงั้นหรือ” นางถามออกไปพร้อมด้วยสายตาที่จับผิด แน่นอนว่าคนที่เผลอตัวเอ่ยออกมาก็ไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ ยังคงหน้าระรื่นเอ่ยออกมาอย่างนึกสนุก

    “แน่ละสิ ก็จำพวกนั่งล้อมวง กินอาหารและการพูดคุยไปด้วยกันอย่างไรเล่า” 

    “อ่อ อืม เช่นนั้นก็ดี ยิ่งมืดยิ่งหนาว หากิจกรรมทำคลายหนาวกันเถอะ” เป่ยจินเอ่ยถามน้ำออกไป นางเองก็ชักอยากรู้เช่นกันสิ ว่าอีกฝ่ายคือคนในโลกนี้หรือมาจากโลกยุคเดียวกับนาง

    ตอนนี้ทั้งเจ็ดคนกำลังนั่งล้อมรอบกองไฟ ดังเช่นที่ต้าเฟยเฉิงเอ่ยชวน รอบๆ กองไฟของพวกเขามีหัวมันที่กำลังย่างไฟอยู่ ยังมีเนื้อแกะและเนื้อปลาที่หยางคงและฉีกงกงออกไปล่ามา เพื่อนำมาทำเป็นมื้อค่ำอีกด้วย

    “เช่นนั้นมาเล่นเกมส์ตอบคำถามกันเถอะ ข้าเริ่มก่อน”

    “เจ้าว่าไข่กับไก่อันใดเกิดก่อนกัน?”

    “จวินเทียนหลง ข้าง่วงขอตัวไปนอนก่อนนะ”

    “โถ่ ใจเย็นๆ สิ ข้าล้อเจ้าเล่นเองหรอกแม่นางน้อย”

    เกือบค่อนคืนกว่าที่ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนแล้ว กลับมีดวงตาที่กำลังจ้องมองมายังจุดพักของพวกเขา มันกำลังมองมายังฮวาเออร์ ที่ยามนี้กำลังลืมตาตื่นขึ้นมาคล้ายกับคนที่กำลังโดนเรียกให้ตื่น

    “อืม ใครนะ อ๊า ลูกสุนัขเองหรือ เหตุใดมาอยู่ตรงนี้ได้กัน” ฮวาเออร์ที่ลืมตาขึ้น เอ่ยออกมาอย่างเลื่อนลอย

    นางลืมไปแล้วว่าก่อนที่จะหลับไป ได้มีการเตือนเอาไว้ หากไม่ออกจากเขตอักขระ อันตรายใดก็จะมิย่างกราย 

    นางพยายามเรียกเจ้าหมาน้อยให้เดินเข้ามาด้านใน มิใช่เพราะจำได้เรื่องเขตอักขระ แต่เพราะมันอยู่ใกล้กับนางมาก

    “หืม บาดเจ็บงั้นหรือ เดี๋ยวข้าอุ้มเจ้าเข้ามาก็ได้ รอข้าสักครู่นะ ไอ้หมาน้อย”
     

    “อิ๋ง อิ๋ง อิ๋ง”  ลูกหมาป่าโอดครวญออกมาอย่างน่าสงสาร

     

    ‘เหอะ เจ้าหมาเสแสร้ง’
     

    “นั้นเจ้าจะไปไหนฮวาเออร์”

    “จู่ เงียบไว้เจ้าค่ะ อย่าเพิ่งลุกขึ้น” เป่ยจินเอ่ยออกมา เมื่อเห็นว่าต้าเฟยเฉิงกำลังจะลุกขึ้นและส่งเสียงดังให้คนที่กำลังลุกออกไปหาเจ้าสัตว์หน้าขนตนนั้นได้ยิน

    “เหตุใดกัน” หลังจากนั้นอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนไปคุยกันทางจิตแทน 

    จวินเทียนหลง จินหลง หยางคงและฉีกงกงต่างตื่นแล้วเช่นกัน เพียงแต่มิได้ส่งเสียงหรือลุกขึ้นตามคำสั่งของเป่ยจิน

    “ข้าอยากจะรู้เจ้าคะ ว่าเจ้าสัตว์หน้าขนตนนั้นต้องการอันใด อีกทั้งมิต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของนางหรอกเจ้าคะ นางเก่งกาจกว่าที่พวกท่านเห็นยิ่งนัก”

    คล้ายกับเรื่องเป่ยจิน...ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย เล่ม 2 ที่คุณอ่าน