“หมอหลวง รีบตามหมอหลวง เร็ว!!”
“ฝ่าา! ฝ่าาทรงไตร่ตรองให้แน่ชัดเถิดเพคะ!”
เสียงะโโหวกเหวกที่ดังรบกวนอยู่ข้างหูทำเอาจ้าวอวี้หร่านรู้สึกปวดหัวภาพที่เลือนรางตรงหน้าของนางดูเหมือนจะค่อยๆ ชัดเจน ทุกอย่างล้วนดูสว่างไสวขึ้น
แต่แสงแดดที่ส่องจ้ากระทบดวงตานั้นทำให้นางต้องหลับตาทั้งสองข้างลงตามสัญชาตญาณ
เสียงของสตรีที่ร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเอาแต่ร้องเรียกฝ่าาๆในทุกๆ ประโยค นางได้ฟังเข้าก็เกิดความสงสัย
ทำไมถึงมีผู้หญิงมาเอาแต่ร้องไห้ะโเรียกนางกันนะนับั้แ่นางได้ขึ้นครองราชย์ตอนอายุสิบห้า จนถึงตอนนี้ก็เป็เวลาสามปีแล้วในแต่ละวันต้องคอยพะวงว่าสถานะพระธิดาของนางจะถูกคนล่วงรู้เข้า นางเอาเื่ศึกาและการเมืองมาเป็ข้ออ้างในการกดพวกขุนนางที่คอยกราบทูลให้จัดงานอภิเษกเอาไว้วังหลังของนางยังว่างเปล่า รอบกายมีแต่ขันที มีผู้หญิงเสียที่ไหนกัน
“ฝ่าาเป็ไปไม่ได้เลยที่องค์ชายรองจะวางแผนลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท ฝ่าาทรงไตร่ตรองให้แน่ชัดก่อนเถิดเพคะ”
เสียงะโร่ำไห้นั้นยิ่งดังขึ้นไปอีก นางได้ยินน้ำเสียงต่อว่าที่ฟังดูคุ้นเคย“มาลากตัวพระสนมหลี่เฟยออกไปเสีย มาร้องห่มร้องไห้อยู่ที่นี่ ช่างน่าอับอายสิ้นดี!”
นั่นคือน้ำเสียงของเสด็จพ่อ!
เสียงที่ไม่ได้ยินมาเนิ่นนานหลายปีทำให้จ้าวอวี้หร่านลืมตาทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้งนางพยายามที่จะอ้าปาก ส่งเสียงร้องเรียกอย่างอ่อนล้าออกไปคำหนึ่ง “เสด็จพ่อ”
“พระองค์ฟื้นแล้วองค์รัชทายาททรงฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หมอหลวงที่รายล้อมรอบแท่นบรรทมต่างส่งเสียงร้องบอกด้วยความยินดีเซวียนเหวินฮ่องเต้ที่กำลังพิโรธอยู่ด้านนอกก็ตรงเข้ามาด้านในทันที
คนที่นอนอยู่บนแท่นบรรทมยังคงมีใบหน้าซีดขาวแต่ในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมาได้ สายตาที่ว่างเปล่านั้นแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ
เซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรด้วยหัวใจอันอ่อนยวบโอรสเพียงคนเดียวของเขาในยามปกติร่างกายก็ดูบอบบางอยู่แล้วในตอนที่ออกล่าสัตว์ก็ถูกเหวี่ยงตกจากหลังม้า หมดสติไปทันทีหมอหลวงแจ้งว่าศีรษะกระแทก ได้รับการกระทบกระเทือน ยังดีที่ฟื้นขึ้นมาได้
จ้าวอวี้หร่านจ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าใบหน้าที่ดูน่าเคารพยำเกรงนั้นมักจะทอดสายตารักใคร่เอ็นดูแก่นางเสมอ
หากนี่ไม่ใช่เสด็จพ่อผู้ตไปแล้วจะยังเป็ใครไปได้อีก!
นางพยายามขืนตัวลุกขึ้นนั่งภาพตรงหน้าก็ดับวูบลง และรู้สึกแน่นที่หน้าอกนางคิดไปถึงความเ็ปของตนเองในตอนที่อยู่ในความฝัน
เซวียนเหวินฮ่องเต้กดไหล่ของนางเอาไว้“อย่าขยับ ศีรษะของเ้าเพิ่งโดนกระแทกมา นอนลงดีๆ เถอะ”
ศีรษะกระแทกอย่างนั้นหรือ
จ้าวอวี้หร่านพยายามอดกลั้นความทรมานจากอาการเวียนศีรษะและพะอืดพะอมภาพความทรงจำเลือนรางในหัวของนางก็พลันแจ่มชัดขึ้นทันที
เซวียนเหวินฮ่องเต้ที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้กับพระพักตร์ในความทรงจำซ้อนทับกันจนสนิทนางกวาดตามองสำรวจ ก็พบว่าที่แท้ตนกำลังอยู่ในกระโจมหลังหนึ่ง ยอด้าสุดนั้นถูกลมพัดจนพลิ้วไหวนี่คือ…ปีที่นางอายุได้สิบสี่ปี
ตอนที่ออกล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลินี่นา!
นางตกตะลึง ลุกขึ้นนั่ง พลันเหลือบเห็นหมอหลวงที่หนวดเครายังไม่เปลี่ยนเป็สีขาวล้วนกำลังมองมาด้วยความกังวลใจ
ทั้งหมดล้วนเป็ความทรงจำของนางในตอนนั้นนี่นางยังไม่ตื่นหรือ!
แววตาของนางยิ่งดูว่างเปล่ามากขึ้น เซวียนเหวินฮ่องเต้ขมวดคิ้วรับสั่งกับหมอหลวงไปว่า “นี่องค์รัชทายาทเป็อะไรไป”
หมอหลวงเองก็ตอบไม่ได้ จึงโค้งคำนับขอประทานอภัยจากนั้นยื่นมือออกไปตรวจจับชีพจรของนาง นางััได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของคนอื่นบนผิวกายอย่างชัดเจนในที่สุดจ้าวอวี้หร่านก็รับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็ปีนั้นที่นางอายุได้สิบสี่ปี
นางตื่นขึ้นมาแล้วก็ย้อนกลับไปอยู่ในวัยสิบสี่ปีอย่างนั้นหรือ
นางใน่เวลานี้ ถูกลูกธนูของเสด็จพี่รองยิงมาจนม้าใและตัวนางเองก็เกือบโดนยิง นางกลิ้งตกลงไปบนพื้น ในตอนที่กำลังหลบหลีกกีบเท้าของม้าศีรษะก็ถูกกระแทก
จ้าวอวี้หร่านตกตะลึง เมื่อหันไปมองก็เห็นเสด็จพี่ใหญ่ของนางยืนอยู่ในกระโจมตามที่นางคิดเอาไว้ สำหรับเสด็จพี่รองที่ใช้ธนูจนเกือบจะทำร้ายนางเข้าให้กำลังคุกเข่าอยู่ตรงฉากบังลม
นางเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงตื่นขึ้นมาแล้วย้อนกลับไปอยู่ในวัยสิบสี่ปีได้ราวกับว่านี่ไม่ใช่การหลับไปหนึ่งตื่นความเ็ปตอนสุดท้ายที่อยู่ในความฝันนั้นก็ดูสมจริงมาก แต่การเป็ฮ่องเต้มาสามปีทำให้นางคุ้นเคยกับการเก็บงำทุกอารมณ์ความรู้สึกไว้ในใจ ความว่างเปล่าในแววตาของนางมลายหายไปแทนที่ด้วยความกระจ่างสดใส ั์ตาสุกใสดั่งลำแสงแรกของดวงอาทิตย์ยามโผล่พ้นขอบฟ้า
หมอหลวงผละมือออกในตอนนั้นเอง และยื่นมือออกไปคลำตรวจบริเวณด้านหลังศีรษะของนางจ้าวอวี้หร่านเห็นหมอหลวงพยักหน้าลงให้กับตนเองเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่ทันสังเกตเป็การบอกนัยๆ กับนางว่าไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง
หมอหลวงนับว่าเป็คนสนิทที่เสด็จแม่ผู้ล่วงลับของนางทิ้งเอาไว้ให้ครอบครัวเสด็จตาของนางเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาหลายปีมานี้ก็ล้วนได้เขาคอยดูแลรักษา และช่วยเก็บความลับเื่ที่นางเป็พระธิดาเอาไว้
หลังจากตรวจดูศีรษะด้านหลังแล้วหมอหลวงก็กราบทูลรายงานต่อ
เซวียนเหวินฮ่องเต้ไปว่า “ฝ่าาทรงอย่าได้กังวลพระทัย คงเป็เพราะองค์รัชทายาทเพิ่งฟื้นจึงยังมึนงงอยู่บ้างก้อนตรงพระเศียรด้านหลังก็ไม่ได้ปูดบวมขึ้น พักฟื้นสักสองวัน กระหม่อมจะตรวจดูอีกครั้งว่าอาการทุเลาลงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนเหวินฮ่องเต้รู้สึกเบาใจบนพระพักตร์ประดับรอยยิ้มเล็กๆ เมื่อเห็นว่านางยังคงมีสีหน้าที่ซีดขาวราวกับกระดาษก็กำชับอีกครั้งให้นางนอนลงดีๆ “เ้าพักรักษาตัวให้ดี เื่อื่นให้ข้าจัดการเอง”
ความหมายที่แฝงอยู่ในรับสั่งนั้นก็คือจะให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดเื่ที่เสด็จพี่รองลอบยิงธนูใส่
นางเหลือบมองก็พบว่าสีหน้าของเสด็จพี่รองมู่อ๋องซีดเผือดลงถนัดตา
เมื่อชาติที่แล้วก็ด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้เสด็จพี่รองของนางก็เกือบต้องโดนปลดพระยศออกพระสนมหลี่เฟยผู้เกี่ยวข้องก็ถูกปรับยศลงด้วย ดังนั้นจึงเกิดปมขัดแย้งที่ยากจะแก้ระหว่างพวกเขา
นางขมวดคิ้วมุ่น คิดอยากจะพูดบางอย่างก็มีองครักษ์เดินเข้ามาจากด้านนอก คุกเข่าลงที่ด้านหลังฉากบังลม รายงานเสียงดังฟังชัด“ทูลฝ่าา ซู่อ๋องรีบเสด็จกลับเมืองหลวงมาล่วงหน้า มาถึงยังสถานที่ล่าสัตว์แล้วอยู่ด้านนอกกระโจมพ่ะย่ะค่ะ!”
พอจ้าวอวี้หร่านได้ยินชื่อซู่อ๋องสองพยางค์นี้เข้าสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยเซวียนเหวินฮ่องเต้รับสั่งด้วยความยินดีไปคำหนึ่งว่า ‘ประกาศ’
ในระหว่างที่ขันทีร้องขานด้วยเสียงแหลมสูงนั้นนางก็ได้ยินเสียงคนเปิดม่านของกระโจมออก เสียงฝีเท้าย่างก้าวลงบนพื้นเข้ามาด้านในอย่างเป็จังหวะ
เซวียนเหวินฮ่องเต้เห็นเงาร่างคนขยับไหวที่ด้านหลังฉากบังลมจึงรับสั่งไปว่า “ิเจิงเข้ามาได้ พวกเ้าเป็อาหลาน ไม่มีข้อห้ามอะไร”
ด้วยความรวดเร็วร่างสูงสง่าก็ปรากฏขึ้นมาในครรลองสายตาของจ้าวอวี้หร่าน ร่างของเขาย้อนแสง ร่างกายอันแข็งแกร่งถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยชุดฝึกยุทธ์สีดำพอดีตัวเขายืนอยู่อย่างนั้นด้วยมาดของแม่ทัพใหญ่
เขามักจะปรากฏกายด้วยท่วงท่าแบบนี้เสมอ ด้วยความทรงพลานุภาพของเทพแห่งา
จ้าวอวี้หร่านจ้องมองใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าในความทรงจำสีหน้าดูเฉยเมย แต่หัวใจกลับเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
ซู่อ๋องผู้วายชนม์ท่ามกลางสมรภูมิรบกลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอีกครั้งราวกับ์กำลังเล่นตลกกับนางนางทุ่มเทออกความคิดส่งซู่อ๋องผู้ควบคุมราชสำนักให้ออกไปจากเมืองหลวงได้ผลคือเมื่อนางตื่นขึ้นมา กลับพบว่าทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม
ในเวลานี้ที่ซู่อ๋องเข้ามาในเมืองหลวง…ก็เพราะพระบัญชาจากเสด็จพ่อของนาง แรกเริ่มเขาสนับสนุนอยู่ข้างกายและคอยช่วยเหลือนาง แต่เมื่อนางขึ้นครองราชบัลลังก์แล้วพวกเขาทั้งสองกลับเกิดความขัดแย้งกันจนถึงขั้นเป็ดั่งน้ำกับไฟที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
จ้าวอวี้หร่านรู้สึกหนักใจต่อความขัดแย้งที่เด่นชัดของพวกเขา
เซวียนเหวินฮ่องเต้ตบลงบนบ่าของซ่งิเจิงด้วยความยินดี แล้วตรัสขึ้นว่า “เ้าหนุ่มน้อยเหตุใดจึงได้รีบร้อนปานนี้ นี่คงไม่มีอะไรตกถึงท้องระหว่างทางเลยสินะ”
หลังจากที่เขาได้รับบัญชาให้กลับมาเมืองหลวงได้ไม่ถึงสิบวันถ้าไม่ใช่เพราะม้าเร็วที่ควบมาไม่พักตลอดทางมีหรือจะทำได้เช่นนี้
ซ่งิเจิงยกมือทั้งสองขึ้นคำนับต่อเซวียนเหวินฮ่องเต้แล้วตอบกลับไปว่า“ฝ่าาทรงเรียกหา กระหม่อมจะล่าช้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
เซวียนเหวินฮ่องเต้หัวเราะเสียงดังลั่นชี้ไปทางเขาและพูดกับจ้าว
อวี้หร่านที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นบรรทมว่า “รัชทายาท ยังจำเสด็จอาของเ้าได้หรือไม่”
ใบหน้าเรียบเฉยของจ้าวอวี้หร่านฝืนยิ้มออกมาปลายคางเชิดขึ้นเล็กน้อย สบตาเข้ากับซ่งิเจิงที่มองอยู่พอดี “ลูกต้องจำเสด็จอาได้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”คนผู้นี้ถูกสลักลงในเบื้องลึกความทรงจำของนางมาตั้งนานแล้ว
ซ่งิเจิงสบสายตานาง เมื่อเห็นว่านางเชิดคางที่ดูงดงามขึ้นรอยยิ้มแฝงเอาไว้ด้วยความทระนงตน เป็ความสง่าผ่าเผยของนางในฐานะองค์รัชทายาท
เขาเหม่อลอยไปสักพัก
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งหลังจากตอนที่เขาสิ้นลมอย่างโดดเดี่ยวด้วยความชราเมื่อชาติที่แล้วก็พบว่าตัวเองย้อนกลับมาในปีที่เขาอายุสิบแปดปี ซึ่งเป็่ที่เขาได้รับพระบัญชาจากเซวียนเหวินฮ่องเต้ให้เข้าไปในเมืองหลวงพอดี
ตลอดทางไปเมืองหลวงเขาเอาแต่ครุ่นคิดไปมาว่าทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้แต่ก็ยังมีเื่น่ายินดี อย่างน้อยเขาจะไม่ต้องเสี่ยงเป็เสี่ยงตายกลับมายังเมืองหลวงเพื่อพบเพียงร่างไร้ลมหายใจของนางอย่างในชาติก่อนอีกแล้วบัดนี้นางกลับมามีชีวิตอยู่ตรงหน้า!
สายตาของซ่งิเจิงเอาแต่จับจ้องอยู่บนร่างของนางราวกับกำลังชดเชย่เวลาที่เขาใช้คิดถึงนางอย่างบ้าคลั่งมาตลอดหลายสิบปีมานี้
จ้าวอวี้หร่านที่ถูกเขาจ้องกลับเริ่มรู้สึกไม่พอใจ
คนผู้นี้นี่มันยังไงกัน ขุนนางมากมายที่อยู่ตรงหน้าไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าสบตาตรงๆ กับนาง นอกจากเขาคนเดียว!
คิ้วเรียวดุจกระบี่ของนางเลิกขึ้นเล็กน้อยเป็การโหมโรงก่อนที่อารมณ์จะปะทุขึ้น
ซ่งิเจิงรู้จักนางดีแค่ไหนแค่เห็นท่าทีของนางที่กำลังจะะเิอารมณ์ออกมา ใบหน้าที่เ็าก็ผุดรอยยิ้มขึ้น
ก็ยังดูเป็เด็กน้อยตามที่คิดเอาไว้มองทีสองทีก็โกรธแล้วอย่างนั้นหรือ ในจังหวะต่อมา ก็หวนคิดถึงนางที่มักจะทำท่าแยกเขี้ยวจ้องจะตะปบเขาอยู่ตลอดเวลาท้ายที่สุดไม่ไว้ใจเขาจนบังคับให้ไปทำศึกที่เขตตะวันตกเฉียงเหนือ ผลก็คือครั้งนั้นที่เขาใส่อารมณ์กับนางในตำหนักจงเหอคือครั้งสุดท้ายที่ได้พบหน้ากัน
สีหน้าของเขาพลันเยือกเย็น
รอยยิ้มของเขาราวกับดอกไม้หายากที่สดใสพลันเหี่ยวเฉาในพริบตาซึ่งนั่นไม่อาจรอดพ้นสายตาของจ้าวอวี้หร่านไปได้ นางเห็นเข้าอย่างจัง จึงรู้สึกตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง
ซ่งิเจิงที่เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงตลอดยิ้มออกมาอย่างนั้นหรือ!
ตอนนี้ซ่งิเจิงไม่ได้มองนางแล้วและยิ่งจงใจเพิกเฉยองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองที่ยังอยู่ในกระโจมเอ่ยพูดด้วยความนอบน้อมกับเซวียนเหวินฮ่องเต้ไปว่า“กระหม่อมทราบมาว่าองค์รัชทายาทตกจากม้าจนได้รับาเ็ รู้สึกเป็กังวลจึงอยากมาดูในที่เกิดเหตุพ่ะย่ะค่ะ”
เขารีบกลับมายังเมืองหลวงอย่างแรกก็คือเพื่อให้แน่ใจว่านางยังปลอดภัยดี อย่างที่สองก็เพื่อเื่นี้เขารีบมาตลอดทาง แต่ก็ยังสายไป นางยังตกลงมาจากหลังม้าอยู่ดี
เมื่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ได้ฟังเข้าหัวใจก็เกิดวูบไหวและรู้สึกลังเลใจ “เ้ารีบเดินทางมา พักผ่อนสักหน่อยเถอะเื่นี้ข้าได้สั่งให้คนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว”
“กระหม่อมไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยฝ่าาไม่ให้กระหม่อมไป ก็รังแต่จะทำให้กระหม่อมยิ่งไม่สบายใจพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งิเจิงคำนับด้วยสองมือ แล้วยืนกรานต่อไป
จ้าวอวี้หร่านเห็นทั้งสองคนคุยกันโดยที่นางไม่มีโอกาสได้แทรก จึงคิดถึงความเผด็จการของเขาขึ้นมา ให้เขาไปตรวจสอบบางทีจุดจบขององค์ชายรองอาจจะจะยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิมในชาตินี้นางไม่อยากมีเื่บาดหมางกับองค์ชายรองเพิ่ม อย่างน้อยๆในตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็!
เซวียนเหวินฮ่องเต้ไม่อาจจะปฏิเสธความจริงใจของเขาได้ในที่สุดก็ทรงอนุญาต
นางปรายตามององค์ชายรองที่มีสีหน้าซีดเผือดราวกับคนตายแล้วกราบทูลต่อเซวียนเหวินฮ่องเต้อย่างไม่ลังเลว่า “เสด็จพ่อลูกรู้สึกว่าเื่นี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลลูกจำได้ว่าม้ามีความผิดปกติอยู่ก่อนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ต้องดึงองค์ชายรองออกมาให้ได้ก่อน
เมื่อซ่งิเจิงได้ยินเข้าดังนั้นก็มองมาด้วยสายตาคมปลาบองค์ชายรองเองก็ดูมีท่าทีประหลาดใจ
จ้าวอวี้หร่านไม่สนใจสายตาที่มีแววบังคับกดขี่นั้นแล้วพูดต่อไปว่า “เื่นี้หากยังไม่อาจพิสูจน์ความจริงได้ ลูกคิดว่ายังไม่ควรด่วนตัดสินพ่ะย่ะค่ะ”
สายตาที่จดจ้องอยู่บนร่างของนางอย่างพิจารณายิ่งดูลึกล้ำเข้าไปอีกราวกับกำลังคาดเดาความคิดของนาง สีหน้าของจ้าวอวี้หร่านเรียบเฉย เพียงแค่รอให้เซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงได้พิจารณาก่อนตัดสินพระทัย
ซ่งิเจิงเห็นว่านางเป็เช่นนี้ นับเป็การตัดสินใจแล้วเมื่อคิดได้ ก็ประคองมือคำนับไปยังองค์ฮ่องเต้แล้วกล่าวสำทับไปว่า“กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่องค์ชายตรัสนั้นถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
และตอนนี้เองก็เป็จ้าวอวี้หร่านที่ต้องตกตะลึงซู่อ๋องผู้ที่เคยมีความคิดเห็นทางการเมืองขัดกับนางมาโดยตลอด คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล่าวสนับสนุนข้อคิดเห็นของตัวเอง
นางจะต้องฝันอยู่แน่ๆ
หากว่านางไม่ได้มีความทระนงตนดั่งฮ่องเต้นางก็อยากจะทำตัวเป็เด็กๆ ลองหยิกตัวเองดูสักทีดูซิว่าจะตื่นจากความฝันนี้ได้หรือไม่
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd