สำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกราคือสำนักคุ้มภัยที่ตั้งขึ้นเพื่อผดุงความสมดุลระหว่างภพเป็ปราการหลักปราการเดียวแห่งภพมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่จากการะเิที่จัตุรัสเฟิงสุ่ยที่เหลือเป็เพียงสำนักเซียนหรือผู้ฝึกตนเล็กๆ
ผู้ก่อตั้งคือกงซุนต้าเฉียน ภพต้นกำเนิดคืุ์แต่ถือศีลบำเพ็ญเพียรและทำความดีเวียนวนถึงห้าร้อยชาติทำให้เค้าบรรลุได้จักราภพภูมิ์ อายุยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไป
สำนักนี้รับเกณฑ์ร์เหล่า เทพเซียน มนุษย์ (ต้องมีผสม) ุ์เข้าฝึกฝนเพื่อปกปักรักษาสมดุลระหว่างภพ ไม่มี มนุษย์ เทพ เซียน ปีศาจ ภูตผีิญญาใดสามารถละเมิดข้อตกลงในสัญญานี้ได้จะมีหนทางเดียวคือการเวียนว่ายของดวงจิตเพื่อกลับคืน
แต่สำหรับพวกแอบข้ามภพและเป็ข้อห้ามก็มีมากมายดวงจิตที่้าข้ามภพภูมิคือบำเพ็ญเพียรจนแก่กล้าเปลี่ยนความดำมืดความหม่นเทาของดวงจิตให้ส่องแสงสว่างหรือในทางตรงข้ามจากสว่างไปสู่ความดำมืดดวงจิตที่ถูกฝึกขัดเกลาจนพร้อมสำหรับการเกิดใหม่นี้จะส่งสัญญาณและรับรู้สัญญาณถึงดวงจิตในต่างภพที่กำลังอ่อนแรงลงและหมดบุญในภพนั้นๆเมื่อรับรู้สิ่งที่กำลังหมดอายุและการแตกทำลายดวงจิตในเวลาอันใกล้ดวงจิตที่ที่สว่างหรือดำมืดนี้จะทิ้งกายเดิมในภพภูมิเดิมและจะไปกำเนิดในภพใหม่พร้อมกลืนกินดวงจิตที่กำลังแตกดับและเข้าแทนร่างและถือกำเนิดใหม่ในภพภูมินั้นสืบไป
และอีกวิธีการละเมิดโดยการข้ามภพไปภพภูมิอื่นเพื่อการแฝงร่างขโมยร่าง ขโมยและกลืนกินหรือครอบงำดวงจิตหรือิญญา ล้วนเป็โทษทัณฑ์ที่หนักหนา
ผู้ฝึกตน มือปราบมาร เหล่าปรมาจารย์ และกงซุนต้าเฉียนจากสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนหุบเขาเก้ากระจกมีหน้าที่เป็ปราการด่านแรกและด่านเดียวในการปกป้องมนุษย์จากศัตรูต่างภพภพมนุษย์เป็ภพที่ไร้ซึ่งพลังจักรา ดังนั้นผู้คนถึงให้การนับถือสำนักแห่งนี้มาก
“แกร๊ง! แกร๊ง!เสียงระฆังสำนักคุ้มภัยถูกตีขี้น
“มีคำสั่งจากเ้าสำนักให้นักเรียนทุกท่านทั้งที่เข้ารายงานตัวใหม่ในวันนี้ และศิษย์ในทุกชั้นปีเข้าร่วมการประชุมที่หอประชุม”
เสียงดังเจี้อยแจ้วรอบบริเวณสำนักคุ้มภัยตัวสำนักฉาบด้วยสีทองอร่าม ตั้งตัวโดดเด่นลอยกินพื้นที่อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลหุบเขาเก้ากระจกคือบริเวณเดียวในหมู่บ้านชุนเทียนที่ใบไม้และดอกไม้ยังคงออกตามฤดูกาลอาจจะด้วยเพราะมนต์คุ้มภัยที่เหล่าบรรพาจารย์สวดติดตรึงไว้แต่สมัยเหตุะเิใหญในอดีตและเป็หน้าที่สืบมาจนปัจจุบันที่ศิษย์และสมาชิคทุกคนของสำนักต้องสละเวลาเวียนเข้า“หอสวดแดนมนุษย์” เพื่อสวดบทต่อเวลาการคุ้มยันต์ให้หุบเขาเก้ากระจกแห่งนี้
สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือกระจกเก้าบานที่ถูกตั้งขึ้นเป็ปราการล้อมรอบหุบเขาจินลู่ซี (เก้ากระจก) คนละมุมแต่ละตำแหน่งเพื่อรวบรวมและสะท้อนพลังและรับพลังกันไปมากระจกคือแหล่งรวบรวมและเพิ่มพูนพลังให้เหล่าผู้ฝึกตน รวมถึงเตือนภัยป้องกันศัตรูการตั้งตัวของสำนักคุ้มภัย สีของตัวสำนัก กระจกทั้งเก้าล้วนแล้วแต่มีเงื่อนงำพันผูกทุกภพทุกภูมิไว้ร่วมกันอย่างแยกกันไม่ออกถ้าสำนักคุ้มภัยแห่งนี้โดนทำลาย มนุษย์ ุ์ เทพ มาร ปีศาจ เซียน สิ่งมีชีวิตสิ่งไม่มีชีวิต ทุกอย่างที่เชื่อมต่อ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายและคืนสู่ความสงบยากยิ่งยกเว้น กระจกบานที่สิบในตำนานที่กล่าวว่าจะสามารถหยุดยั้งความวุ่นวายทุกอย่างได้นั้นจะมีอยู่จริง!
“แกร๊ง!แกร๊ง!”เสียงระฆังดีดังครั้งที่สองเป็สัญญาณเพื่อเรียกรวมตัวเข้าร่วมพิธี
“ข้าจูจินผิง ปรมาจารย์กระจก์หัวหน้าหอควบคุมฝั่งเหนือเป็ตัวแทนกล่าวต้อนรับเหล่าผู้ฝึกตนทั้งใหม่และเก่าเข้าสู่งานปฐมนิเทศการฝึกภาค1ประจำปีหวังเป็อย่างยิ่งว่าทุกท่านจะพากเพียรฝึกตนให้แกร่งเป็ ผู้ฝึกตน ผู้คุมกฎมือปราบมาร หรือแม้แต่ปรมาจารย์ ที่ดีได้ในอนาคต”
สำหรับผู้ฝึกตนทุกคนจะเข้ารับการฝึกทดสอบและรับการคัดเลือกเข้าประจำฝ่ายที่สนใจในระยะเวลาการฝึกสามเดือนถ้าไม่ผ่านก็ขอให้เพียรพยายามต่อไปเพื่อรอการคัดเลือกในครั้งต่อๆ ไป”เจียงซีฟ่านปรมาจารย์กระจกปรภพ ผู้นิ่งเงียบและน่าเกรงขามกล่าวต่อ
หลุนจินเหลียง ปรมาจารย์กระจกมนุษย์ กล่าวต่อ“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกสาขาวิชาที่ตัวเอง้าโดยสามารถเข้ารับการฝึกทดสอบ เวทย์มนต์ พลังจักรา และความสามารถพื้นฐานอื่นๆ ก่อนว่าผ่านและเหมาะสมกับตนไหม”
“การฝึกทุกอย่างล้วนมาจากความรักและความพยายามข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าทุกคนจะผ่านพ้นและประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี”ฟ่านตงตง ปรมาจารย์กระจกุ์กล่าวเสริม
ฉีเทียนหลงปรมาจารย์กระจกภูติปรากฎกายออกมาจากด้านหลังพร้อมเริ่มกล่าว “ั้แ่อดีตกาลมาทั่วหล้า มากภพภูมิต่างฝ่ายต่างอยู่มิข้องเกี่ยว แต่ก็หาเคยไม่ ที่จะสร้างเื่เดือดร้อนให้แก่กันแต่ั้แ่เหตุการณ์ะเิในอดีตที่ จัตุรัสเฟิงสุ่ย ประตูระหว่างภพถูกทำลายเกิดรอยแยกระหว่างภพ ความสมดุลผันแปร แต่เพราะ ท่านกงซุนต้าเฉียน และเหล่าบรรพาจารย์ รวมพลังประสานสะกดความชั่วร้าย และสร้างสำนักคุ้มภัยแห่งนี้ขึ้นเพื่อธำรงค์ความสมดุล ปกป้องภพภูมิมนุษย์ข้าหวังเป็อย่างยิ่งว่าคำสอนแห่งบรรพาจารย์จะถูกเคารพและปฏิบัติอย่างแน่นหนักสืบไป
“ก็ใช่หน่ะสิ!ใครจะชั่วช้าได้เท่าเ้าวั่งซูคนทรยศต่อเผ่าพันธุ์มันตั้งใจะเิเพื่อให้ไปีศาจิญญาจากปรภพข้ามมาได้”คนซุบซิบ เริ่มโหมดังขึ้น
“คงไม่มีใครกล้าคิดชั่วทำเลวอย่างมันอีกคนอย่างไม่เหมาะสมกับสำนักคุ้มภัยเก้าจักยุตกราที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้”
“เงียบๆ!” เสียงดังกังวานแทรกขึ้นนั่นคือเสียงของ ฟงอี๋หวินปรมาจารย์กระจกภพปีศาจ“สิ่งเลวร้ายแบบในอดีตจะไม่สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีกถ้าพวกเรารวมแรงรวมใจสามัคคีฝึกฝนตัวจนแก่กล้าทั้งบู๋บุ๋นจิตใจตั้งใฝ่คุณธรรมละทิ้งความชั่วความหลงลำพองตัวทั้งปวง”
หลินซีซีปรมาจารย์หญิงกระจกเดรัจฉานร่างเล็กเสียงอ่อนโยนกล่าวต่อ“สิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งมาจากต่างภพล้วนสามารถมีชีวิตของตนได้ในอาณาเขตตัวเองปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดถ้าไม่มีการก้าวข้ามล้ำเส้น และการควบคุมสอดส่าย ยุติธรรมมีเมตตา ปกปัก รักษาภพมนุษย์ ให้มีสืบไปคือหน้าที่อันทรงเกียรติของพวกเรา ผู้ฝึกตนและ มือปราบมาร สำนักเก้าจักยุตกรา”
“ผู้ฝึกตนที่ละทิ้งหน้าที่อุดมการณ์ตนไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดีละทิ้งและทรยศต่อหน้าที่ จิตสำนึก และเผ่าพันธุ์ จะถูกสาปแช่งชั่วนิรันดร์“เสียงรวมพลังอันเข้มแข็งหนักแน่นของ ปรมาจารย์กระจกพืชพันธุ์ หลานหลี่เซ่อ และปรมาจารย์กระจกความฝัน หลี่เลี่ยงเฟิ่ง
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วห้อง เรียก “สกุลเ้า!มันต้องไม่ตายดีแหลกสลายชั่วนิรันดร์!”
“ต่อให้จิติญญาของมันก็ไม่มีภพให้อยู่ไอพวกทรยศต่อเผ่าพันธุ์“
“ใช่! ใช่!”
เสียงฮือฮาดังค่อยๆ เบาลง เมื่อการมาถึงของ เ้าวั่งซู
ผู้คนต่างพากันกระซิบ “ใช่คนนี้รึเปล่าเ้าวั่งซูรุ่นใหม่จากตระกูลเ้า”
“ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ตินี่คงมาจากการจำแลงกายของปีศาจเพื่อล่อลวงคนที่สืบทอดจากเืหมาป่าดำทางฝั่งพ่อมัน”
“สกุลชั่วช้า อย่าคิดว่าจะอยู่ได้มาชูคอได้ทั้งๆ ที่ทำชั่วช้าก็เพราะแค่มีอำนาจถือเคียวเปิดประตูสู่ภพได้ ถุย!”
“นี่ข้าไม่คิดเลยว่าข้าจะได้รับการต้อนรับยิ่งใหญ่กว่าเหล่าบรรพาจารย์้านั่นอีก”เ้าวั่งซูพูดกับตัวเองในใจพร้อมหยิบพัดสีดำลายหมาป่าทองพู่ยาวประดับดิ้นทองสะบัดกีบแฉกเปิดออกป้องหน้าและก้าวเท้าถอยหลังเสมือนว่าเดินเข้าผิดห้องหลีกลี้ออกไปอย่างรวดเร็วแต่ก็ยังคงมาดหนุ่มรูปงามไม่มีหลุด
“ข้าไม่นึกเลยว่า สิ่งที่ตระกูลข้า”ก่อนหยุดสะอึก สีหน้าเศร้าหมองลง
“จริงๆแล้วสิ่งที่ท่านปู่ทวดข้าทำไว้ก็นานมากแล้วนะ ส่วนเ้าวั่งซูรุ่นต่อๆ มาข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเค้าทำอะไรไว้บ้าง แต่ก็คงทำไปเพื่อช่วยเหลือผู้คนแต่กลับถูกกลับขาวเป็ดำต้องโดนประณามชั่วนิรันดร์ เห้อนี่เป็บาปกรรมที่ต้องตกทอดมาถึงข้าอยู่แล้วเหมือนเป็ชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกลี้”เ้าวั่งซูเดินมายืนใต้ต้นไม้ใหญ่กับสายลมที่ปลิวกระทบหน้าด้วยสีหน้าเศร้าใจ
“ข้าจักเปลี่ยนความเชื่อและปัญหามากมายที่เกิดมาแล้วมากมายขนาดนั้นได้อย่างไรเฟยเฟยบอกข้าที ตอนนี้ข้าเขว้งขว้างเหลือเกิน”
“ฮะ!” ใครกัน ชื่อ ที่ข้าเรียกตะกี้ทำไมข้าถึงเอ่ยนามที่ข้าไม่รุ้จักนี้ขึ้นมาได้นะ” เ้าวั่งซูเอ่ยกับตัวนึกฉงนแปลกใจ
“แต่ช่างเถอะเื่มันนานมากแล้ว มันเป็เื่ของท่านปู่ทวดและเ้าวั่งซูคนอื่นๆ ข้าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ปล่อยมันไปเถอะ”วั่งซูพูดกับตัวพร้อมยิ้มเล็กๆ สายลมที่อ่อนโยนพัดลูบไล้ใบหน้างามหมดจด อบอุ่นเย็นสบาย คล้ายอ้อมกอดโอบรัดตัวเค้า
“สรุปวันนี้ข้าไม่ต้องเข้าพิธีหล่ะสิหลิ่งกวาง” วั่งซูพูดกับจิ้งจอกดำเก้าหางภูตประจำกาย
“แง๊ว!” จิ้งจอกดำส่งเสียงรับพร้อมพยักหน้า
“อืมก็ดี!” เพื่อเลี่ยงผู้คนเ้าวั่งซูตัดสินใจเดินชมรอบๆ บริเวณสำนักคุ้มภัยแห่งนี้แทน
“ใช่วันนี้เราควรเดินสำรวจสถานที่นี้ว่าจะยิ่งใหญ่ลึกลับตามคำเล่าลือเล่าอ้างไหมและพรุ่งนี้ค่อยมาพบเหล่าบรรพาจารย์อีกทีเพื่อรับหน้าที่อย่างเป็ทาง”
เ้าวั่งซูคิดและเดินต่อไปทางน้ำตกผ่านเข้าไปในถ้ำรู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่หน้าบ่อน้ำและนั่นหน้ากระจกภพพืชพันธุ์เนื่องด้วยกายทิพย์แห่งตระกูลเ้าที่สามารถผ่านเข้าออกได้ทุกกระจกภพเ้าวั่งซูเดินผ่านเข้ากระจกภพพืชพันธุ์แรงดูดกระจกดูดร่างผ่านข้ามไปอีกภพสีเขียวของพันธุ์ไม้และสีแสดแปลกตามากมายของเหล่าดอกไม้สะพรั่งหมู่มวลดอกไม้พืชพันธุ์โอบล้อมป่าม่านน้ำตกมีละอองควันน้ำฝอยๆลอยละล่องเต็มบริเวณช่างงดงาม
ในขณะที่เ้าวั่งซูกำลังเพลิดเพลินกับความงามของพฤกษานานาพันธุ์นั้นพลันเหลือบไปเห็นคนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีขาวหัวจรดเท้าสว่างจ้ากำลังนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ริมน้ำตกมือถือพู่กันใหญ่และกระดาษกำลังเขียนหรือวาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่สิ่งเห็นดูสวยงาม แปลกตา แข็งแรงคล้ายศาตรามากกว่าแค่กระดาษพู่กันข้างกายมีัสีขาวใหญ่ตาสีฟ้าเข้มสะท้อนน้ำเป็ประกายดั่งคริสตัลงดงามดั่งไพลินนอนขดข้างกาย
“คนผู้นี้คือใครกัน ทำไมช่างคุ้นเคยเราเคยรู้จักคนผู้นี้หรอ?” เ้าวั่งซูพูดกับตัวเองขณะที่ขาก็พยายามก้าวไปข้างหน้าเพื่อมองให้ชัด แต่ดันเหยียบถูกกิ่งไม้ “กร็อบ!”
ผู้ใดหน่ะ “เสียงนุ่มอ่อนโยนแต่หนักแน่นกล่าวถามขึ้น”
เ้าวั่งซูทำหน้าเหยเกพร้อมเอ่ย “เอ่อคือข้า ข้า คือ….”
ทันใดนั้น เหล่าพืชพันธุ์รอบกายพากันสลัดใบ ร่วงหล่นเปลี่ยนเป็สีเทาหม่นคล้ายเถ้า ปลิดปลิวลงกระทบพื้น
เกิดอะไรขึ้น ประตูแห่งภพเปิดออกหรอ ทั้งสองต่างพากันชะงักมองไปรอบ
“เแต่ทำไมข้ารู้สึกคุ้นเคย ยามมองเ้าในอิริยาบถนี้จัง”เ้าวั่งซูคิดในใจพูดเสียงดังถามออกไป “ท่านเป็ใครกัน เราเคยพบกันมาก่อนไม๊ท่านจะอยู่ก้บข้าไปชั่วนิรันดร์ไม๊” เ้าวั่งซูตาพร่ามองฮวาเฟยฟาที่นั่งลงใต้ต้นไม้ริมน้ำนั่นไกลๆ และ พูดจาแปลกๆ
“ท่านเป็ใครเราเคยพบกันมาก่อนไหม?” เ้าวั่งซูมองหน้าฮวาเฟยฟาและเอ่ยถามอ่อนโยนก่อนที่ทุกอย่างจะพล่าเบลอและตัดไป
“ที่นี่คือสถานที่ที่เราเคยพบพานครั้งวันวาร และเราสองพบกันเพื่อจับมือก้าวสู่นิรันดร์เฟยฟาที่รักแห่งข้า”