ลานฝึกใหญ่ของสำนักเงียบผิดปกติในยามเช้า ศิษย์หลายร้อยคนยืนเรียงแถวเป็ระเบียบ ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงหัวเราะ บรรยากาศตึงเครียดกว่าการฝึกทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดา แต่เป็วันที่จะตัดสินว่า ใครจะก้าวขึ้นเป็ศิษย์ชั้นใน และใครจะต้องหยุดอยู่เพียงเท่านี้
หลัวอวิ๋นยืนอยู่แถวกลาง ไม่โดดเด่น ไม่หลบมุม สายตานิ่งสงบ มือจับกระบี่แน่นแต่ไม่เกร็ง เขารู้ดีว่าวันนี้ไม่ใช่วันที่ต้องโชว์อะไรเกินจำเป็ แต่เป็วันที่ต้อง “ไม่พลาด”
อาจารย์าุโหลายคนยืนอยู่ด้านหน้า บางคนเป็ผู้ดูแลศิษย์ชั้นนอก บางคนเป็อาจารย์ที่แทบไม่เคยปรากฏตัวในลานฝึกมาก่อน การปรากฏตัวของพวกเขาเพียงพอจะบอกได้ว่า การคัดเลือกครั้งนี้มีความสำคัญเพียงใด
“การคัดเลือกศิษย์ชั้นใน จะเริ่มเดี๋ยวนี้” เสียงอาจารย์าุโดังขึ้น เรียบ แต่ชัด “ไม่มีการแข่งแบบจัดอันดับ ไม่มีการออมมือ และไม่มีการยกเว้น”
คำพูดนั้นทำให้ศิษย์หลายคนกลืนน้ำลาย บางคนกำหมัดแน่น บางคนหลับตาเพื่อปรับลมหายใจ หลัวอวิ๋นฟังโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า เขาผ่านสถานการณ์ที่เสี่ยงกว่านี้มาแล้ว การทดสอบในสำนัก แม้จะสำคัญ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตที่เขาควบคุมได้
การทดสอบเริ่มจากการประเมินพื้นฐาน ระดับพลัง การไหลของลมปราณ และเสถียรภาพของร่างกาย ศิษย์หลายคนถูกเรียกออกไปตรวจทีละกลุ่ม บางคนผ่านอย่างราบรื่น บางคนถูกตัดออกั้แ่ขั้นแรกเพราะลมปราณไม่มั่นคง หรือมีร่องรอยการฝืนฝึก
เมื่อถึงคิวของหลัวอวิ๋น อาจารย์ผู้ตรวจสอบใช้พลังััลมปราณของเขาอย่างละเอียด นานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ดวงตาของอาจารย์ฉายแววครุ่นคิด แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงพยักหน้าเบา ๆ เป็สัญญาณให้เขาผ่านไปยังขั้นถัดไป
ขั้นที่สองคือการทดสอบภาคสนามจำลอง ศิษย์จะถูกจับคู่แบบสุ่ม ให้รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่จำกัดวิธี ไม่จำกัดรูปแบบ แต่จำกัดเวลา หลัวอวิ๋นถูกจับคู่กับศิษย์ที่มีระดับพลังใกล้เคียง แต่มีลมปราณที่แปรปรวนกว่าเล็กน้อย
สัญญาณเริ่มดังขึ้น การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน คู่ต่อสู้ของหลัวอวิ๋นพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว หวังใช้แรงกดดันั้แ่ต้น แต่หลัวอวิ๋นถอยเพียงก้าวเดียว หลบคมกระบี่อย่างแม่นยำ ก่อนจะเปลี่ยนมุมเข้าประชิดในจังหวะที่อีกฝ่ายเสียสมดุล
เขาไม่เร่ง ไม่ดันพลัง และไม่เสี่ยงเกินจำเป็ ทุกการเคลื่อนไหวคำนวณไว้ล่วงหน้า เมื่อคู่ต่อสู้เริ่มใจร้อน ลมปราณปั่นป่วน หลัวอวิ๋นใช้จังหวะนั้นกดดัน บังคับให้ฝ่ายตรงข้ามถอย และจบการทดสอบภายในเวลาที่กำหนด
ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีคำชม มีเพียงการบันทึกผลอย่างเงียบ ๆ หลัวอวิ๋นเดินออกจากสนามอย่างสงบ เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองชนะใคร แต่รู้ว่าเขา “ไม่พลาด”
การทดสอบดำเนินต่อไปจนถึง่บ่าย ศิษย์จำนวนหนึ่งถูกคัดออก บางคนาเ็ บางคนยอมแพ้ และบางคนรู้ตัวว่าตนเองยังไม่พร้อม เมื่อการทดสอบสิ้นสุด ศิษย์ที่เหลือถูกเรียกมารวมตัวอีกครั้ง
อาจารย์าุโอ่านรายชื่อศิษย์ที่ผ่านการคัดเลือกทีละคน เสียงเรียกชื่อดังขึ้นอย่างชัดเจน ทุกครั้งที่ชื่อหนึ่งถูกเอ่ย จะมีทั้งความยินดีและความผิดหวังปะปนกันในลานฝึก
เมื่อชื่อ “หลัวอวิ๋น” ถูกเรียก เสียงรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย บางคนหันมอง บางคนพยักหน้าอย่างยอมรับ และบางคนยังคงไม่เข้าใจ แต่ผลลัพธ์ชัดเจน เขาผ่าน
ไม่มีอารมณ์พุ่งพล่าน ไม่มีความตื่นเต้น หลัวอวิ๋นเพียงก้าวออกมายืนตามตำแหน่งที่จัดไว้สำหรับศิษย์ชั้นในใหม่ รับสัญลักษณ์ประจำตัวอย่างเรียบง่าย สำหรับเขา นี่ไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็เพียงขั้นหนึ่งของเส้นทาง
เมื่อพิธีการจบลง ศิษย์เริ่มทยอยแยกย้าย เสียงพูดคุยเริ่มกลับมา แต่หลัวอวิ๋นไม่ได้ร่วมวงสนทนา เขายืนมองลานฝึกที่ค่อย ๆ ว่างลง ความรู้สึกหนึ่งค่อย ๆ ชัดขึ้นในใจ
เขาผ่านการคัดเลือก เขาได้รับการยอมรับ แต่เขารู้ดีว่า นี่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
คืนนั้น หลังจากจัดการเื่ย้ายเรือนพักของศิษย์ชั้นในเรียบร้อย หลัวอวิ๋นนั่งอยู่คนเดียวในห้องใหม่ สภาพแวดล้อมดีกว่าเดิม ทรัพยากรพร้อมกว่าเดิม และเงียบกว่าที่เคย เขาหลับตาลง ปรับลมหายใจ และตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด
ลมปราณแน่นขึ้นจริง ร่างกายแข็งแรงขึ้นจริง แต่ระดับพลัง…ยังคงเดิม เขาลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครพูดออกมา
“ถ้าเป็ทรัพยากรของศิษย์ชั้นใน” เขาคิด “มันควรจะพอแล้ว”
แต่ลึกลงไป เขากลับรู้สึกว่า นี่อาจเป็เพียงจุดเริ่มต้นของคำตอบ ที่เขาไม่อยากได้ยิน
การเป็ศิษย์ชั้นในไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของหลัวอวิ๋นในทันที แต่รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวเริ่มต่างออกไป ห้องพักเงียบกว่าเดิม สะอาดกว่าเดิม และอยู่ใกล้เขตฝึกขั้นสูงมากขึ้น ทรัพยากรที่ได้รับถูกจัดสรรอย่างชัดเจน ยาบำรุง ลานฝึกเฉพาะ และ่เวลาที่อาจารย์สามารถให้คำแนะนำได้โดยตรง
ทุกอย่างบ่งบอกว่าสำนักไม่ได้ละเลยเขา ใน่สัปดาห์แรก หลัวอวิ๋นใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างรอบคอบ เขาไม่ได้เร่ง ไม่ได้หวังผลลัพธ์ทันที แต่้าทดสอบให้แน่ใจว่า สิ่งที่ได้รับนั้นสามารถพาเขาก้าวไปได้ไกลแค่ไหน ยาบำรุงถูกใช้ตามปริมาณที่กำหนด ลานฝึกถูกเลือกตามคำแนะนำ และการฝึกทุกครั้งยังคงยึดหลักเสถียรภาพเป็หลัก
ผลลัพธ์ปรากฏอย่างชัดเจน ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กล้ามเนื้อแน่นขึ้น การไหลของลมปราณลึกและมั่นคงกว่าเดิม การควบคุมดีขึ้นจนแทบไม่ต้องใช้สมาธิมากเหมือน่แรก หากเป็ศิษย์ทั่วไป ระดับพลังควรจะขยับแล้ว อย่างน้อยก็แตะขอบของขั้นถัดไป แต่สำหรับหลัวอวิ๋น ระดับพลังยังคงนิ่ง
ไม่มีแรงกระเพื่อม ไม่มีสัญญาณทะลุ และไม่มีความรู้สึกใกล้เคียงกับการเลื่อนขั้น แม้เขาจะเพิ่มปริมาณการฝึก เพิ่มเวลา และเพิ่มทรัพยากรในขอบเขตที่อนุญาต ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ราวกับพลังทั้งหมดถูกดูดกลืนไปโดยไม่เหลือร่องรอย
เขาเริ่มเปรียบเทียบโดยไม่ตั้งใจ ศิษย์ชั้นในคนอื่นที่เข้ามาพร้อมกัน บางคนเริ่มทะลุระดับ บางคนลมปราณแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด เสียงพูดคุยเื่การเลื่อนขั้นเริ่มดังขึ้นในเรือนพักชั้นใน หลัวอวิ๋นรับฟังโดยไม่แสดงอารมณ์ เขาไม่อิจฉา แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ เส้นทางของเขา แตกต่างจริง ๆ
ผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน หลัวอวิ๋นตัดสินใจขอพบอาจารย์ผู้ดูแลศิษย์ชั้นใน การสนทนาไม่ได้เป็ทางการ ไม่มีพิธีรีตอง มีเพียงโต๊ะไม้เรียบง่าย และชาอุ่นหนึ่งถ้วย อาจารย์ฟังรายงานการฝึกของเขาอย่างละเอียด ไม่ขัด ไม่เร่ง และไม่แสดงความแปลกใจ
เมื่อหลัวอวิ๋นพูดจบ อาจารย์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าตรวจดูวิธีฝึกของเ้าแล้ว” เขากล่าว “ไม่มีปัญหา”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้หลัวอวิ๋นโล่งใจ กลับทำให้เขานิ่งฟังมากขึ้น
“ร่างกายเ้า แข็งแรงกว่าศิษย์ระดับเดียวกัน ลมปราณมั่นคง และการควบคุมดี” อาจารย์กล่าวต่อ “หากเป็คนอื่น ป่านนี้คงเลื่อนระดับไปแล้ว”
“แต่ข้าไม่ใช่” หลัวอวิ๋นกล่าวเรียบ ๆ
อาจารย์พยักหน้า “ใช่”
ความเงียบปกคลุมห้องสนทนา ไม่มีการหลีกเลี่ยง ไม่มีการปลอบใจ อาจารย์วางถ้วยชาลงช้า ๆ สายตามองตรงมาที่หลัวอวิ๋น
“ทรัพยากรที่สำนักให้ได้กับศิษย์ชั้นใน” เขาพูดตรงไปตรงมา “สำหรับเ้า มันไม่พอ”
คำพูดนั้นชัดเจนเกินกว่าจะตีความผิด ไม่มีความดูถูก ไม่มีการผลักไส เป็เพียงการบอกความจริง หลัวอวิ๋นรับฟังโดยไม่แสดงสีหน้า เขารู้คำตอบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่อยากได้ยินมันจากปากคนที่มีประสบการณ์มากกว่า
“ถ้าเ้าอยู่ต่อ” อาจารย์กล่าวต่อ “เ้าจะมั่นคงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และปลอดภัยขึ้น แต่การเลื่อนระดับ…จะช้ามาก”
หลัวอวิ๋นนิ่งคิด เขาไม่ได้ถามว่า “ช้าแค่ไหน” เพราะคำตอบนั้นไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญคือ เขาเข้าใจแล้วว่า การอยู่ต่อหมายถึงการยอมรับความช้าที่ยาวนาน และการสะสมพลังแบบที่ไม่อาจตอบโจทย์เส้นทางของเขา
“ข้าเข้าใจ” เขากล่าวในที่สุด
อาจารย์มองเขาอย่างพินิจ “เ้าไม่โกรธหรือ”
“ไม่มีเหตุผลให้โกรธ” หลัวอวิ๋นตอบ “สำนักทำดีที่สุดแล้ว”
คำตอบนั้นทำให้อาจารย์ยิ้มบาง ๆ เป็รอยยิ้มที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หลังจากการสนทนา หลัวอวิ๋นกลับไปยังเรือนพัก เขาไม่ได้รีบร้อนตัดสินใจ แต่ใช้เวลาทบทวนทุกอย่างอย่างเงียบ ๆ สิ่งที่ได้จากสำนัก สิ่งที่ยังขาด และเส้นทางที่รออยู่ข้างหน้า ภาพการฝึกที่ผ่านมาไหลผ่านความคิดอย่างชัดเจน
สำนักแห่งนี้ทำให้เขายืนได้ แต่โลกภายนอกคือที่ที่เขาต้องเดินต่อ
ในคืนเดียวกัน เขาพบเฉินอวี้โดยบังเอิญ การสนทนาเป็ไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีการร่ำลา ไม่มีคำสัญญาใหญ่โต หลัวอวิ๋นเพียงบอกว่า เขากำลังคิดจะออกไปฝึกข้างนอกชั่วคราว เฉินอวี้ไม่ได้ห้าม เพียงเตือนให้ระวัง และบอกว่า ประตูสำนักยังเปิดอยู่เสมอ
รุ่งเช้า หลัวอวิ๋นยื่นคำขอออกจากสำนักชั่วคราวอย่างเป็ทางการ ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีการสอบถามมากมาย อาจารย์เพียงพยักหน้า และมอบแผนที่พื้นที่รอบนอก พร้อมคำเตือนสั้น ๆ
“โลกข้างนอก ไม่เหมือนในสำนัก”
หลัวอวิ๋นรับแผนที่มาอย่างเคารพ “ข้ารู้”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาแบกสัมภาระเพียงเล็กน้อย เดินไปยังประตูสำนักอย่างเงียบงัน ไม่มีใครมาส่ง ไม่มีเสียงเรียกชื่อ และไม่มีดราม่า เขาหยุดยืนมองประตูไม้สูงใหญ่ชั่วครู่ ก่อนจะก้าวออกไปโดยไม่หันกลับ
นี่ไม่ใช่การหนี ไม่ใช่การปฏิเสธแต่เป็การเลือก สำนักแห่งนี้ให้เขาได้เท่านี้จริง ๆ และจากจุดนี้ไป เส้นทางของเขา จะต้องถูกสร้างด้วยตัวเอง