นักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 42 ม้ามืดน้อยโจวโจว

    ตอนที่42 ม้ามืดน้อยโจวโจว

     

    ผลไม้พวกนี้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของจำนวนหรือคุณภาพล้วนอยู่เหนือกว่าที่เด็กตระกูลหลิวเด็ดมาทั้งนั้นซึ่งมองก็รู้ว่าใครเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ

     

    หลิวเหว่ยเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้ ! พวกนายโกง ! ผลไม้พวกนี้ต้องเป็นผลไม้ที่พวกนายซื้อมาจากที่อื่นแน่นอน! ”

     

    “เฮอะ”ฉินเริ่นหัวเราะเยาะแล้วขยับแว่นตากรอบทอง “ที่นี่มีกล้องวงจรปิดไม่เชื่อนายก็ไปเปิดกล้องดูสิ”

     

    ทันทีที่สิ้นเสียงพนักงานของทางสวนก็เข้ามาพร้อมแท็บเล็ตโดยที่คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดกำลังเล่นอยู่บนนั้น

     

    ในคลิปยืนยันได้ว่าโจวโจวปีนขึ้นต้นไม้อย่างว่องไวหนูน้อยเด็ดผลไม้จนเต็มกระบุงถึงได้ปีนลงมา

     

    และแต่ละต้นที่เธอปีนขึ้นไปเก็บนั้นล้วนเป็นต้นที่สูงที่สุดทั้งนั้น

     

    เมื่อฉินซีเห็นช็อตนี้เขาถึงกับตกตะลึง เขาก้มลงไปมองโจวโจวด้วยความตกใจพลางพูดติด ๆ ขัด ๆ ว่า“โจวโจวเป็นคนเด็ดผลไม้พวกนี้ทั้งหมดเลยหรือ ? ”

     

    น้องสาวคนเล็กปีนต้นไม้ได้สูงขนาดนี้เชียวหรือ?

     

    วินาทีต่อมาเขาก็เห็นว่าหลังจากที่โจวโจวปีนลงมาแล้วหนูน้อยก็ปลดกระบุงที่หลังแล้วหิ้วมาด้วยมือเดียว

     

    อีกทั้งหนูน้อยยังไม่มีท่าทีว่าจะหนักอีกด้วยราวกับกำลังถือปุยฝ้ายอยู่อย่างไรอย่างนั้น

     

    เด็กคนนี้ไม่เพียงแต่ปีนต้นไม้ได้สูงเท่านั้นแต่ยังมีพละกำลังมากอีกด้วย !

     

    เขามองเธอด้วยความตกใจ

     

    แม้แต่เขาก็ยังมีปฏิกิริยาแบบนี้นับประสาอะไรกับพวกหลิวเหว่ย

     

    เมื่อเห็นวิดีโอบนหน้าจอหลิวเหว่ยมีสีหน้าบิดเบี้ยว เขาส่ายหน้าอย่างแรงปฏิเสธที่จะยอมรับผลที่ตามมา “ไม่พวกนายโกง ! พวกนายคนเยอะกว่า ! แบบนี้มันไม่ยุติธรรม ! ”

     

    ใช่ไม่ผิด พวกเขามีกัน 8 คน ส่วนเด็กตระกูลหลิวมีกัน 7 คนเท่านั้น

     

    คิดได้ดังนั้นเขาก็มีความมั่นใจขึ้นมา เขามองไปยังพวกฉินเริ่นแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า:“พวกนายคนเยอะกว่า แบบนี้มันไม่ยุติธรรม เพราะฉะนั้นเราจะไม่นับครั้งนี้”

     

    นัยน์ตาของฉินเริ่นเยือกเย็นขึ้นในทันทีเขาถอดแว่นตากรอบทองออก แล้วพูดอย่างช้า ๆ “นายว่าอะไรนะ ? ”

     

    ในชั่วพริบตารัศมีรอบตัวเขาแผ่ออกมาขนาดฉินซีซึ่งแต่เดิมต้องการจะสะสางบัญชีแค้นกับหลิวเหว่ยยังลดแขนเสื้อของเขาลงเช่นกัน

     

    โอ้พี่ใหญ่ออกโรงแล้วสิ

     

    ดูท่าว่าพวกเขาจะโชคร้ายแล้วพวกเขายั่วยุใครไม่ยั่วยุ ดันมายั่วยุพี่ใหญ่ได้

     

    โจวโจวเองก็หันมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกายเช่นกัน

     

    พี่ใหญ่ในแบบที่เธอชอบกลับมาแล้ว!

     

    หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีใครคาดคิดว่ารัศมีที่ฉินเริ่นแผ่ออกมาจะสร้างความหวาดกลัวให้หลิวเหว่ยจนเด็กหนุ่มหน้าซีดก้าวถอยหลังไปไม่รู้ตัวแต่พอได้สติ เขาก็รู้สึกว่ามันน่าขายหน้า จึงพยายามจะหาจุดยืนให้ตัวเองอีกครั้งแต่เขากลับถูกรัศมีของฉินเริ่นกลบจนไม่กล้าขยับเขยื้อน

     

    แพ้แล้วพวกเขาแพ้อย่างราบคาบแล้ว !

     

    เมื่อเห็นแบบนั้นฉินเริ่นเผยแววตาดูถูกออกมาแล้วพูดว่า “โจวโจว เอาของมา”

     

    “อื้อ! ” โจวโจวตอบรับเสียงดังหนูน้อยรีบวิ่งไปใต้ต้นไม้แล้วโกยเอาเครื่องประดับและเงินของเด็กตระกูลหลิวมาทั้งหมดเธอยิ้มตาหยีด้วยท่าทีของเด็กน้อยผู้รักในสมบัติ

     

    เมื่อเห็นภาพนี้เข้าฉินเริ่นก็ยกยิ้มที่มุมปาก กระทั่งเขาหันไปมองหลิวเหว่ยอีกครั้งในแววตาของเขาถึงได้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม

     

    “ดังนั้นช่วยหลบไปด้วยพวกฉันจะไปแล้ว ไม่อย่างนั้น……”

     

    เขาไม่ได้พูดต่อแต่หางตาของเขาเหลือบมองไปทางโจวโจว

     

    โจวโจวเข้าใจในทันทีเท้าเล็กค่อย ๆ ยืดออกไป หนูน้อยตะโกน “ฮ่า ! ” แล้วเตะไปที่ต้นไม้ที่อยู่ด้านข้างทันใดนั้นต้นไม้ก็ล้มครืนไปยังด้านข้าง ทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย

     

    หลิวเหว่ยและเด็กคนอื่นที่อยู่ข้างหลังตกใจกลัวจนเบิกตากว้างพวกเขามองไปยังโจวโจวด้วยความสยดสยองและไม่กล้ามีความคิดแก้แค้นอีกต่อไป

     

    โจวโจวจึงพูดต่อจากคำพูดของฉินเริ่น“ถ้าพวกนายยังกล้ามารังแกพี่เจ็ดของฉันฉันจะทำให้พวกนายกลายเป็นเหมือนต้นไม้ต้นนี้ ไม่สิพวกนายจะมีสภาพแย่กว่าต้นไม้ต้นนี้อีก ฉันจะเตะซี่โครงพวกนายให้แหลกเลยไม่เชื่อก็ลองดูสิ ! ”

     

    เธอมองพวกเขาอย่างดุร้ายที่จริงหนูน้อยยังคงมีใบหน้าที่นุ่มนวลและน่ารัก แต่ในสายตาของเด็ก ๆตระกูลหลิวนั้น หนูน้อยกลับดูน่ากลัวเป็นพิเศษในขณะนี้

     

    น่ากลัวกว่าตอนที่ฉินเริ่นไม่สวมแว่นตาซะอีก!

     

    เพราะอย่างมากฉินเริ่นก็แค่ต่อสู้กับพวกเขาเท่านั้นแต่เด็กหัวโล้นคนนี้สามารถเตะต้นไม้ทั้งต้นให้โค่นลงได้ !

     

    “หืม? ” เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่พูดอะไรโจวโจวจึงจงใจทำเสียงสูงพลางแกว่งหมัดขู่พวกเขาไปเบา ๆ  “หรือว่าพวกนายยังอยากรังแกคนอื่นอยู่ ? ”

     

    “ไม่ไม่ ไม่” เด็กตระกูลหลิวพากันส่ายหน้าพัลวัน “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว”

     

    พวกเขาพูดๆ อยู่ก็วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ดูด้วยซ้ำว่าตัวเองเสียอะไรไปบ้าง

     

    ทรัพย์สมบัตินั้นสำคัญก็จริงแต่ล้วนเป็นสิ่งนอกกายทั้งนั้น

     

    ขืนอยู่ต่อพวกเขามีหวังถูกเด็กตระกูลฉินฉีกเส้นเอ็นขาดแน่ ๆ

     

    แม่จ๋าช่วยหนูด้วย !

     

    ตระกูลฉินมีเด็กประหลาดโผล่มาอีกคนแล้ว! ! !

     

    เมื่อเห็นว่าพวกเขาหนีไปหมดแล้วโจวโจวมุ่ยปากด้วยความเบื่อหน่าย: คนพวกนี้อ่อนแอชะมัด ขนาดบนภูเขาอย่างน้อยศิษย์พี่พวกนั้นก็ยังประลองกับเธอ แต่พวกเขากลับหนีไปแบบนี้มันจะขี้ขลาดเกินไปแล้ว

     

    แต่เมื่อมองไปยังห่อของที่อยู่ในอ้อมอกเธอก็อารมณ์ดีขึ้นมา หนูน้อยอมยิ้มอย่างมีความสุข เธอหอบของทั้งหมดมาตรงหน้าฉินเฟิงแล้วถามอย่างอารมณ์ดีว่า “พี่เจ็ด ทั้งหมดนี้มีมูลค่าเท่าไรหรือ”

     

    ไม่รอให้ฉินเฟิงตอบฉินเอ๋อก็ตอบแทนแล้ว “ประมาณแสนห้าแสนหก”

     

    ระหว่างที่พูดเขายังร่ายราคาโดยประมาณของเครื่องประดับแต่ละชิ้นซึ่งราคาของแต่ละที่อาจแตกต่างกันไป แต่เมื่อประมาณอย่างคร่าว ๆ แล้วน่าจะอยู่ที่แสนห้าถึงแสนหก

     

    โจวโจวมองเขาอย่างน่าทึ่งที่เขาสามารถพูดราคาของแต่ละอย่างได้อย่างฉะฉาน

     

    ฉินเฟิงหัวเราะแล้วพูดว่า “ในเมื่อพี่รองประมาณราคามาแบบนี้ งั้นก็น่าจะมูลค่าตามนี้แหละ”

     

    ในบรรดาพี่น้องของพวกเขาพี่ใหญ่ชอบทำการทดลอง พี่สามชอบไขคดี พี่สี่ชอบฝึกศิลปะการต่อสู้พี่ห้าและพี่หกยังเด็ก ยังตัดสินนิสัยไม่ได้ตอนนี้ยังไม่สามารถมองออกได้ว่าพวกเขาชอบอะไร มีเพียงพี่รองเท่านั้นที่มีความรู้สึกไวต่อตัวเลขเขาชอบเงินที่สุด และเป็นเด็กคนเดียวในตระกูลที่มีความเป็นคนตระกูลฉินมากที่สุด

     

    ใช่แล้ว……

     

    ไม่รอให้เขาได้คิดจบฉินเอ๋อก็เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ เงินนี้จะแบ่งอย่างไรล่ะเนี่ย ? ”

     

    ฉินเฟิงหัวเราะพี่รองดีหมดทุกอย่าง เพียงแต่เขารักเงินมากเกินไป และสนใจแต่เรื่องเงินเท่านั้น

     

    ฉินเริ่นเหลือบมองโจวโจวแล้วพูดว่า“ครั้งนี้โจวโจวทำผลงานได้ดีที่สุด ฉะนั้นเราต้องแบ่งให้เธอเยอะที่สุดส่วนคนอื่นค่อยแบ่งกันทีหลัง ฉันไม่เอา”

     

    “ได้”คราวนี้เป็นผลงานของน้องสาวตัวเล็กจริง ๆ เธอเป็นคนเทผลไม้กองใหญ่พวกนั้นออกมาของพวกเขาแทบจะไม่ได้เป็นส่วนสำคัญเลย

     

    ในเมื่อพี่ใหญ่บอกจะให้เธอเขาก็ไม่มีข้อคัดค้าน หลังจากพูดคุยเรื่องเงินกันจบแล้วเขากลับมาทำตัวเอื่อยเฉื่อยอีกครั้ง แล้วไม่พูดอะไรอีก

     

    เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวก็มองเขาด้วยความสงสัย

     

    หนูน้อยชอบเงินเช่นกัน!

     

    ดูเหมือนเธอและพี่รองจะมีงานอดิเรกเดียวกัน

     

    คิดดูแล้วหนูน้อยก็กอดห่อผ้าในมือเอาไว้แน่น และพอนึกถึงตัวเลขที่เขาคำนวณออกมานั้นหนูน้อยก็ยิ้มกว้างจนดวงตากลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

     

    เงินเยอะจังเลย!

     

    เมื่อเห็นท่าทางของหนูน้อยฉินเฟิงเหลือบมองเธอแล้วยกยิ้มที่มุมปาก

     

    ฉินซีเองที่พึ่งได้สติกลับมามองโจวโจวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและตกใจ“โจวโจว เธอมีแรงสู้ขนาดนี้เลยหรือ ? พวกเรารีบมาประลองกันเถอะ ! ”

     

    เขาตื่นเต้นมากตอนที่เห็นเธอเตะต้นไม้จนโค่น เลือดในกายของเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

     

    เขามีลางสังหรณ์ว่าน้องสาวตัวเล็กเป็นยอดฝีมือผู้แข็งแกร่ง!

     

    ระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเขาก็ตั้งท่าจะดึงมือโจวโจวไปประลองดูสักตั้ง

     

    โจวโจวไม่ปฏิเสธเช่นกันเพราะเธอชอบการต่อสู้ที่สุดแล้ว

     

    ทั้งสองจูงมือกันด้วยรอยยิ้มและให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดีพร้อมที่จะหาสถานที่ประลองแล้ว

     

    ฉินเริ่นขมวดคิ้วเขาสวมแว่นตากลับไปอีกครั้งแล้วเดินไปดึงตัวโจวโจวออกมา“ไว้ค่อยต่อสู้กันทีหลังเถอะ”

     

    ดูจากพลังลูกเตะของน้องสาวตัวเล็กคนนี้แล้วเกรงว่าหนูน้อยจะเป็นผู้มีพลังต่อสู้สูงส่ง น้องสี่น่าจะเทียบเธอไม่ได้

     

    เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันฉะนั้นอย่าให้พวกเขาประลองกันเลย

     

    เขากลัวว่าจะไม่ทันเวลา

     

    คิดดูแล้วเขาก็หันไปมองฉินซีด้วยแววตาที่สงสารและเห็นใจ

     

    เจ้าโง่คนนี้รนหาที่ตายแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

     

    เมื่อเห็นว่าถูกขัดจังหวะการประลองโจวโจวไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อหนูน้อยหันไปเห็นว่าพี่ใหญ่สวมแว่นอีกครั้งชั่วพริบตาเธอก็ตกใจจนกระโดดเหยงเธอสะบัดมือออกจากมือของเขาแล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว

     

    ฮือๆ เธอไม่ชอบพี่ใหญ่ที่สวมแว่นตาเลย !

    คล้ายกับเรื่องนักพรตน้อยผู้ยากไร้ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน