เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    เหล่ยอิง

    หลังจากที่เย่หยุนซีรายงานเรื่องทุกอย่างให้เย่เทียนได้ฟัง ตัวเขานั้นก็เริ่มหลอมสร้างโอสถรักษาและโอสถฟื้นฟูลมปราณจำนวนมากในทันที ทั้งยังมอบหมายให้หลิงจีเขียนจดหมายส่งไปหาประมุขหลิงหยวนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์คับขัน

     

    “เห้อ นี่สามีก็ปิดด่านหลอมโอสถมาเกือบ 20 วันแล้วนะ ไฉนถึงยังไม่ออกมาสักที” ณ ค่ำคืนหนึ่ง หยุนฉางเยว่ที่พึ่งทำงานเสร็จอดไม่ได้ที่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วบ่นพึมพำ

     

    หลิงจีที่ยืนอยู่ข้างๆเผยรอยยิ้มบาง “คุณชายเก่งกาจมากเลยนะเจ้าคะ คาดว่าอีกไม่นานก็คงออกมาพร้อมกับทำให้พวกเราประหลาดใจอีกแน่ๆ”

     

    “เห้อ ข้าก็รู้สึกเช่นนั้น...........ว่าแต่เมื่อไรเจ้าจะเรียกข้าว่าพี่หญิงเสียทีล่ะ ข้ารอมานานแล้วนะรู้ไหม” หยุนฉางเยว่เปลี่ยนเรื่องพูดคุยในทันใด

     

    หลิงจีเมื่อได้ยินก็พลันใบหน้าแดงระเรื้อด้วยความเขินอาย นางยังไม่ได้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้เลยสักนิด ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเย่หยุนซีจะเด่นชัดแล้วก็ตาม

     

    “เจ้าไม่อยากได้พี่หญิงเช่นข้างั้นหรือ?” หยุนฉางเยว่เดินไปเกาะแขนโฉมสะคราญอย่างน่าสงสารพลางเอ่ยถาม

     

    “เอ่อ......จะเป็นอย่างนั้นไปได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ มีท่านเป็นพี่หญิงข้าย่อมยินดี” หลิงจีกลัวหยุนฉางเยว่จะเข้าใจผิดจึงรีบตอบกลับ

     

    “คิกคิก ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ถ้างั้นนับจากนี้เจ้าคือน้องหญิงของข้า พวกเราจะต้องช่วยกันกำราบสามีตัวร้ายให้จงได้” หยุนฉางเยว่กล่าวอย่างขบขัน แต่ทว่าในเสี้ยวพริบตานั้น เสียงของเด็กหนุ่มก็พลันดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกนางทั้งสองคน

     

    “โอ่ว น่าสนใจ พวกท่านอยากจะลองกำราบข้าตอนนี้เลยดีหรือไม่?” เป็นเย่หยุนซีที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดฝัน แถมยังรวบเอวบางของสองสตรีงามมาแนบกาย

     

    “เอ่อ สามี ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น ว่าแต่เจ้าหลอมสร้างโอสถเสร็จแล้วหรือถึงได้ออกมาไวเช่นนี้” หยุนฉางเยว่รีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา เพราะหากปล่อยให้เย่หยุนซีเข้าสู่ห่วงอารมณ์แห่งตัณหามีหวัง 7 วันก็คงไม่ได้หยุดพัก

     

    “อ่อ ข้ายังหลอมโอสถไม่เสร็จหรอก เพียงแต่ฉุกคิดขึ้นได้ว่าลืมเรื่องสำคัญอะไรไปบางอย่าง?” เด็กหนุ่มยกยิ้มพลางตอบกลับ

     

    “หืม เรื่องสำคัญอะไรงั้นหรือ?” ทั้งสองสาวหันขวับมาหาเย่หยุนซีแล้วเอ่ยถามพร้อมกัน

     

    เย่หยุนซีมิได้ตอบคำถาม เขาเลือกที่จะพาพวกนางไปยังบริเวณลานกว้างที่ไร้ซึ่งผู้คน ก่อนที่จะเริ่มปักธงค่ายกล 10 ด้ามโอบล้อมพื้นที่เอาไว้

     

    “เอาล่ะ ฉางเยว่ เรียกไข่ของคุนเผิงอัสนีออกมา ข้าจะช่วยฟักมัน”

     

    “เอ๋! ฟักเดี๋ยวนี้เลยงั้นหรือ?” หยุนฉางเยว่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ นางรีบนำเรียกไข่ของคุนเผิงอัสนีออกมาจากร่างกายด้วยพันธะสัญญาโลหิตสถิตร่าง

     

    เย่หยุนซีเมื่อเห็นเช่นนั้น มือทั้งสองข้างของเขาก็พลันทำมุทรา และเริ่มใช้ค่ายกลชักนำสายฟ้าฟาดผ่าลงมาที่ไข่ของคุนเผิงอัสนีอย่างไม่หยุดยั้ง

     

    “เปรี้ยง! ๆ ๆ”

     

    หนึ่งสาย สองสาย สามสาย ห้าสาย สิบสาย จวบจนกระทั่งสายฟ้ายี่สิบสายผันผ่าน ลวดลายสีทองบนเปลือกไข่ก็ค่อยๆเปล่งประกายแสงออกมา ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของเย่หยุนซี หยุนฉางเยว่ และหลิงจี

     

    “ดูเหมือนสายฟ้ายี่สิบสายจะยังไม่พอสำหรับคุนเผิงอัสนี” เย่หยุนซีผสานมือทำมุทราอีกหลายหลายรูปแบบ ส่งผลให้สายฟ้าอีกหลายสิบสายฟาดฝ่าลงมาอย่างต่อเนื่องประดุจพายุที่บ้าคลั่ง

     

    แต่หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก ไข่ของคุนเผิงอัสนีก็ยังคงอยู่เช่นเดิมโดยไร้รอยแตกร้าว ภาพนี้ทำเอาเย่หยุนซีและสองสาวถึงกับงุนงงสงสัย

     

    “สายฟ้า 50 สาย! นี่มันเทียบเท่ากับสายฟ้าที่คุณชายใช้บ่มเพาะกายาเชียวนะ!! นี่มันไข่สัตว์อสูรประเภทไหนกัน”เป็นหลิงจีกล่าวอย่างตะลึงงัน คำพูดของนางทำให้หยุนฉางเยว่ที่ยืนอยู่ข้างๆถึงกับต้องมองไปยังร่างของเด็กหนุ่มด้วยแววตาหลากหลาย

     

    ‘เขาเคยทำเรื่องเสี่ยงตายเช่นนั้นด้วยหรือ’ จู่ๆคำถามนี้ก็ปรากฏขึ้นในใจของนาง

     

    “อืม ไม่ไหวๆ แบบนี้คงต้องลองใช้สิ่งนั้น” เย่หยุนซีตัดสินใจครั้งสำคัญ เขาหันไปบอกทั้งสองสาวให้ถอยออกไป ก่อนจะตั้งสมาธิทั้งหมดดำดิ่งเข้าสู่ตันเถียนของตนเอง ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยธาตุ 4 ธาตุ นั่นคือน้ำแข็ง ไฟ อัสนีบาตรทรราช และสุดท้ายคืออัสนีบาตรสวรรค์

     

    “ช่วยข้าหน่อยก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปยังเบื้องบนท้องฟ้ากว้าง จนก่อเกิดเป็นเมฆสายฟ้าขนาดใหญ่ ภาพนี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับทั้งสองสาวที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ห่างๆเป็นอย่างมาก

     

    “อัสนีบาตรสวรรค์ ฝ่าลงมาให้ข้า!” เสียงของเย่หยุนซีเปรียบเสมือนคำประกาศิตไม่อาจขัดขืน สายฟ้าสีทองอร่ามฟาดผ่าลงมาที่ไข่ของคุนเผิงอัสนีหนึ่งครั้ง จนทั่วทั้งบริเวณกลับกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่

     

    ใบหน้าของเย่หยุนซีซีดเซียวเกินบรรยาย เพราะพลังอัสนีบาตสวรรค์ไม่ใช่อะไรที่เขาจะเรียกใช้ได้อย่างอิสระในตอนนี้

     

    “สามีๆเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยุนฉางเยว่และหลิงจีรีบเข้ามาประคองร่างของเด็กหนุ่มด้วยความห่วงใย

     

    “แห๊กๆ ข้าไม่เป็นไรๆ ดูนั่นสิคุนเผิงอัสนีกำลังจะออกมาแล้ว” เย่หยุนซีชี้นิ้วไปยังไข่ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว

     

    “แกร๊กๆ”

     

    เมื่อหยุนฉางเยว่และหลิงจีมองตาม สิ่งที่พวกนางเห็นก็คือ วิหคตัวน้อยที่มีเส้นขนสีดำอมม่วงแต่กลับมีสายฟ้าสีทองโอบล้อมรอบร่ายกายราวกับเป็นเทพแห่งอัสนีก็ไม่ปาน

     

    “กิ้วๆๆ”

     

    ทันทีที่มันออกมาจากไข่ก็พลันบินเข้ามาวนเวียนรอบๆกายของทั้งสามคนในทันที

     

    “พวกท่านตั้งชื่อให้มันสิ?” เย่หยุนซีกล่าว

     

    “เอ่อ........เจ้าตัวน้อยนี่มีพันธะสัญญาโลหิตสถิตร่างกับพี่หญิง ดังนั้นให้พี่หญิงตั้งจึงเหมาะสมที่สุด” หลิงจีเสนอความคิดเห็น

     

    “อืม......ถ้างั้น ข้าขอตั้งชื่อเจ้าตัวน้อยนี่ว่า เหล่ยอิง ก็แล้วกัน” หยุนฉางเยว่พูดขึ้นมาเช่นนั้น ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคุนเผิงอัสนีตัวน้อยจะถูกใจในชื่อนี้เอามากๆ

     

    “เหล่ยอิง ยินดีตอนรับสู่ครอบครัวของพวกเรา”