ตอนที่ 45เมืองฮกหยง
หลังจากเจียงหวู่เฉินและศิษย์สำนักไผ่เขียวได้เดินทางออกจากเขามา ก็เป็นเวลาเกือบสิบวันแล้วพวกมันเดินทางทั้งวันทั้งคืนซูเฉินและถังฉินหยาพลัดเปลี่ยนกันใช้พลังปรานควบคุมเรือไม้ไผ่
ด้วยความเร็วความเร็วของเรือไม้ไผ่ยังใช้เวลานานถึงเพียงนี้แสดงให้เห็นระยะทางที่ไกลริบถ้าต้องเดินทางด้วยม้าคงใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถึงจุดหมาย
ในตัวเรือไม้ไผ่อันเป็นสมบัติประจำสำนักนั้นกว้างใหญ่นัก มีห้องหับมากมายเนื่องจากคนของสำนักไผ่เขียวมีไม่มาก ทุกคนเลยมีห้องพักส่วนตัวบนตัวเรือ
เจียงหวู่เฉินไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าคล่ำเคร่งปิดตัวฝึกตนตลอดการเดินทางเนื่องเพราะมันเคยดูดซับพลังชี่มากมายมหาศาลจากสมบัติที่ได้ขโมยมาจากคฤหาสอ้าวซ่งทำให้มันทะลวงขั้นเป็นขอบเขตบำเพ็ญกาย แต่ไม่หมดแค่นั้นพลังชี่มากมายที่ถูกมือขวาของมันดูดซับมาแค่ส่วนที่หลงเหลืออยู่ก็มากมายมหาศาลนัก
ไม่รู้เพราะเหตุใดสัญลักษณ์รูปดาวบนมือขวามันตอนนี้กลับดับแสงเหมือนกำลังจำศีลทำให้กระบวนการแย่งดูดพลังชี่หยุดลง พลังชี่ที่หลงเหลืออยู่ถ่ายออกเด็กหนุ่มสามารถดูดซับอย่างมากมายตามใจปรารถณา
ถ้าเป็นคนปกติแค่เศษพลังชี่ที่หลงเหลืออยู่ย่อมสามารถทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตบำเพ็ญกายเส้นลมปราณพังทลายได้ เพียงแต่เส้นลมปราณและร่างกายเด็กหนุ่มต่างผิดแผกจากคนธรรมดาในช่วงเวลาไม่กี่วันมันกับเลื่อนมาถึงจุดสูงสุดของขั้นบำเพ็ญกายขั้นแรกอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเลื่อนขั้นเข้าขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นกลางในตอนแรกมันคิดว่าด้วยพรสวรรค์ของมันสามารถฝึกฝนมาถึงขั้นนี้คงต้องใช้เวลาถึง1ปี
ทันใดนั้นมันได้ยินเสียงน้องสาวเคาะประตูเรียกว่าพวกมันเดินทางมาถึงเมืองฮกหยงอันเป็นที่หมายแล้ว ตัวเมืองฮกหยงไม่อนุญาติให้แขกที่มาเยือนบินเข้าเมืองโดยตรงพวกมันจอดเรือที่ด้านหน้าประตูเมือง กลายเป็นจุดสนใจของคนบริเวณนั้น
หลังจากซูเฉินเก็บเรือไม้ไผ่ก็ได้มีผู้เยาวน์อายุไม่ถึง20ปีใส่ชุดศิษย์ชั้นนอกสำนักเอกะมรรคาเข้ามาแนะนำตัวพาพวกมันเข้าสู่เรือนรับรองในเมืองฮกหยงที่ทางสำนักเอกะมรรคาจัดไว้ให้
ระหว่างทางเดินไปที่พัก พวกหวู่เฉินได้ตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของเมืองฮกหยงที่ใหญ่กว่าเมืองชุนหนิวนับสิบเท่าเมืองฮกหยงนั้นตั้งอยู่ที่ตีนเขาที่สูงเสียดเมฆด้วยระดับพลังของเด็กหนุ่มยังไม่สามารถมองเห็นยอดได้
ภายในเมือง มีผู้คนมากมายแต่งชุดพรรคสำนักต่างๆเดินทางมาอย่างแน่นขนัดจากทั่วสารทิศไม่ทราบเป็นเรื่องปกติของเมืองนี้หรือเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาจัดงานประลองยุทธ์พอดีเมืองถึงได้คึกคักนัก
เท่าที่มองผ่านๆพวกมันเห็นเหล่าจอมยุทธ์นับแสนคน ขนาดพ่อค้าแม้ค้าทุกคนล้วนมีวรยุทธ์ แทบไม่สามารถหาชาวบ้านปกติในเมืองได้เลย
พวกมันเดินทางมาถึงสถานที่รับรอง เป็นเรือนอย่างดีที่หน้าประตูติดป้ายคำ’สำนักไผ่เขียว’ พอศิษย์ผู้นำทางนำมาถึงก็ได้ชี้แจงกฎระเบียดในการเข้าพักพอมันจากไปก็ได้มีเหล่าคนรับใช้คอยให้เรียกใช้ตลอดเวลา
ท่านอาจารย์ซูเฉินและอาจารย์ป้าต่างสั่งให้พวกมันพักผ่อนอย่าก่อเรื่องใด พวกท่านสองคนออกจากที่พักมุ่งหน้าขึ้นสู่ภูเขาสูงเสียดเมฆนั้นเดาว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของสำนักเอกะมรรคาสำนักอันดับ1ของแผ่นดิน
เจียงหวู่เฉินเดินสำรวจห้องฝึกฝนที่ทางสำนักเอกะมรรคาจัดเตรียมไว้ให้พยักหน้าอย่างพอใจ สำนักที่ถูกเชิญมาแข่งมีเท่าใด? คนมีมากมายเท่าใด? ถ้าจะเตรียมที่พักแบบนี้ให้ทุกสำนักได้แสดงถึงความร่ำรวยของสำนักอันดับหนึ่งของแผ่นดิน
เสี่ยวไป๋และพวกต่างจัดของเข้าห้องส่วนตัวของตนเสร็จพอเด็กหญิงเห็นพี่ชายตัวเองเดินเข้าไปในห้องฝึกตนก็แก้มป่องแง่งอน
“เกอเกอฝึกฝนอีกแล้ว ท่านล้วนแต่ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน อีกไม่นานกลายเป็นปีศาจชราหัวขาว”
หวู่เฉินไอเบาๆแก้เก้อหลายวันมานี้มันไม่ค่อยมีเวลาให้น้องสาวเลย รู้สึกผิดเล็กๆในใจ คิดจะพาเสี่ยวไป๋ไปเที่ยวเล่นในเมืองบ้างเป็นการชดเชยให้นางแต่มันมัวแต่ฝึกตนไม่รู้กำหนดการแข่งขันใดเลยจึงเอ่ยปากถาม
ทันใดนั้นศิษย์พี่ใหญ่ก็เดินมาด้วยท่าทีทรงภูมิเต็มไปด้วยความภูมิใจ“หวู่เฉินไม่ต้องร้อนใจยังมีเวลาซักระยะ ก่อนจะถึงรอบงานประลอง เดี๋ยวศิษย์พี่ใหญ่จะพาพวกเจ้าเที่ยวชมเมืองฮกหยงถือเป็นการพักผ่อนก่อนงานประลอง”
“ศิษย์พี่ใหญ่ดูคุ้นเคยกับที่นี้มากหรือท่านเคยมาแล้ว?”
“ย่อมแน่นอน10ปีที่แล้วข้าเป็นตัวแทนสำนักเราเข้าแข่ง”ศิษย์พี่ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจเล็กน้อย พวกมันเลยขอให้มันอธิบายกฎงานประลองให้
“งานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์นั้นจะจัดขึ้นทุก 10ปีเพื่อหาสุดยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในทศวรรษนั้นๆสำนักและพรรคต่างๆมากมายล้วนเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นสำนักชั้นเอก โท ตรี จัตวาและบุคคลที่ไม่มีสำนักสังกัดถ้าคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ล้วนสามารถลงสมัครได้ขอแค่ไม่ใช่พวกพรรคมาร”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้เข้าแข่ง ใยไม่ใช่มากมายนัก?” ซูเฟิงถาม
“ย่อมมากมายแต่ละสำนักสามารถส่งตัวแทนได้มากที่สุด4คน สามารถน้อยกว่าได้แต่ไม่สามารถเกินกำหนดการประลองจะแบ่งได้3รอบ”
“รอบแรกเวทีบาดาลตัวแทนของสำนักขั้นตรีและจัตวา รวมทั้งรุ่นเยาวน์ที่ไม่มีพรรคสำกัดจะถูกสุ่มประลองหาผู้ผ่านเข้ารอบเข้าสู่รอบต่อไป”
“รอบสองเรียกเวทีพสุธาจะเป็นรอบที่รวมตัวแทนของสำนักขั้นโทและผู้ผ่านเข้ารอบจากเวทีแรก หาผู้ชนะเข้าสู่รอบสุดท้าย 16คน”
“รอบสุดท้ายเวทีสวรรค์เป็นการรวมตัวแทนจากสำนักชั้นเอก4สำนักรวม16 คน รวมผู้ผ่านเข้ารอบกลายเป็น 32คนชิงชัยกันในรอบสุดท้ายเพื่อหายอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน”
“รอบเวทีบาดาลจะจับฉลากรายชื่อใน7วัน3วันหลังจากนั้นเริ่มประลองเวทีแรก ตั้งแต่เวทีบาดาลถึงรอบชิงชนะเลิศของเวทีสวรรค์ใช้เวลารวมทั้งหมดหนึ่งเดือนจนกำเนิดผู้ชนะอันดับหนึ่ง”
“ฟังแล้วมากมายนัก”
“ย่อมมากมายสำนักชั้นเอกมี4สำนัก ชั้นโท36สำนัก ชั้นตรี300สำนัก ชั้นจัตวาและคนไร้พรรคสังกัดมากมายนับไม่ท้วนแต่อัจฉริยะรุ่นเยาวน์ขอบเขตบำเพ็ญกายอายุน้อยกว่า20ปีในสำนักชั้นจัตวาและคนภายนอกหาง่ายนักหรือ? ปกติการแข่งทุกครั้งจะมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดไม่เกิน2000คน”
“ฟังดูน่ารำคาญนักกว่าจะถึงรอบสุดท้ายใยไม่ขาดใจตายไปเสียก่อน?” จุ้ยการสงยิ้มให้กับคำเสี่ยวไป๋
“สำนักไผ่เขียวเราเป็นสำนักชั้นตรีเป้าหมายคือเข้ารอบเวทีชั้นพสุธาได้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว”
“ใยเป้าหมายแค่เวทีพสุธาแล้วเวทีสวรรค์เล่า?”
“ในประวัติศาสตร์เท่าที่ข้ารู้มาไม่เคยมีศิษย์ต่ำกว่าสำนักชั้นโทเข้ารอบเวทีสวรรค์ได้มาเป็นร้อยปีแล้ว”
“หึ่มข้า และหวู่เฉินเกอเกอ...และศิษย์พี่หญิง จะเข้ารอบเวทีสวรรค์ให้ดู” เสี่ยวไป๋กล่าวมุ่งมั่น ซูเฟิงถลึงตาใส่’แล้วข้าเล่า?’
ศิษย์พี่ใหญ่หัวเราะเสียงแห้ง “แน่นอนพวกเจ้าล้วนเป็นอัจฉริยะแต่สำนักอื่นไม่ใช่หรือ?อีกทั้งผู้เข้าแข่งสำนักชั้นโทส่วนมากจะอยู่ขอบเขตบำเพ็ญกายระดับสุงสุดแล้ว”
ตัวแทนของสำนักไผ่เขียวรอบนี้ไม่นับศิษย์พี่ใหญ่ที่อายุเกินคือซูตันหยินขอบเขตบำเพ็ญกายขั้นปลายเสี่ยวไป๋ขั้นกลาง หวู่เฉินและซูเฟิงขั้นต้น ไม่มีแม้ซักคนที่อยู่ขั้นสูงสุดความหวังเข้ารอบสุดท้ายแทบเป็นไปไม่ได้...
“แล้วคราวที่แล้วศิษย์พี่ใหญ่เข้าถึงรอบใด?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยแววตาใคร่รู้
จุ้ยกานสงสะดุ้งเล็กน้อยไอกลบเกลื่อน”เราพักเรื่องงานประลองไว้ก่อนเดี๋ยวศิษย์พี่ใหญ่จะพาพวกเจ้าไปเดินเที่ยว!”
จุ้ยกานสงหัวเราะกลบเกลื่อนเดินนำออกไปไม่สนใจสายตาแปลกๆที่เหล่าศิษย์น้องมองมาที่มัน