เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 10.ใต้เงามรสุมร้าย (2)

            จอมโจรเสเพลกับบัณฑิตไร้ร่องรอย เป็นผู้มีวิชาตัวเบาเยี่ยมยอดที่สุดในยุคนี้ แต่หากนับวิชาโจรกรรมรวมด้วย จอมโจรเสเพลย่อมเป็นผู้ทดสอบอันเหมาะสมที่สุด

     

           อย่างนั้นผลการทดสอบเป็นอย่างไร...

     

           มันฝ่าแนวป้องกัน เข้ามาถึงหอเก็บคัมภีร์ได้ เช่นนี้มิหมายความว่ามาตรการป้องกันหมู่ตึกพันอักษร หละหลวมหรอกหรือ?

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนยิ้มแย้ม กล่าวด้วยความมั่นใจอย่างยิ่งว่า

     

           “เรารับประกัน มาตรการป้องกันหอเก็บคัมภีร์ ไร้ช่องโหว่จริง ๆ”

     

           ท่านหยุดมอง ใบหน้าเคลือบแคลงของหลายคน แล้วอธิบายต่อว่า

     

           “เราทราบแต่แรก ด้วยวิชาตัวเบาระดับมัน การฝ่าหน่วยห้าธาตุเข้ามามิใช่เรื่องเกินกำลัง...แต่ฝ่าเข้ามาได้กับฝ่าเข้ามา โดยไม่มีผู้ใดพบเห็นเป็นคนละเรื่องกัน...”

     

           ประโยคนี้กล่าวจบ ทุกคนล้วนพยักหน้าเห็นพ้อง

     

           ท่านผู้เฒ่าจึงกล่าวต่อไปว่า

     

           “ไม่ว่าวิชาตัวเบาของมัน จะเยี่ยมยอดเพียงใด หน่วยห้าธาตุยังพบเห็นดังนั้นสัญญาณเตือนจึงดังขึ้น ความจริงมันมิอาจมาจนถึงหน้าประตูแต่เราสั่งไว้แต่แรก ถ้ามันผ่านเข้ามาได้ ไม่จำเป็นต้องไล่ล่า เราจะป้องกันเอง...”

     

           บัดนี้โยชิโอกะ ริวจิ ค่อยเข้าใจความหมายแท้จริงว่าเหตุใดสถานที่สำคัญเช่นนี้ จึงปลูกสร้างอยู่โดดเดี่ยว กลางลานหินกว้างใหญ่

     

           ทั้งนี้เพราะเมื่อเป็นสถานที่เปิดโล่ง ย่อมไม่มีที่ใดใช้หลบซ่อนได้ทั้งต่อให้มีคนฝ่าแนวป้องกัน ของหน่วยห้าธาตุเข้ามาได้ ยังต้องข้ามลานหินกว้างหมายความว่าต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง กว่าจะถึงประตูหอเก็บคัมภีร์...

     

           นั่นความจริง เป็นช่วงเวลาน้อยอย่างยิ่ง

     

           แต่ขอเพียงมีเวลา ย่อมสามารถสกัดผู้บุกรุกได้...

     

           สำหรับยอดฝีมือ เวลาเพียงชั่วกะพริบตา ย่อมสามารถชี้เป็นชี้ตาย!

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุน เห็นสีหน้าทุกคนเข้าใจ จึงกล่าวต่อไป

     

           “บุรุษแซ่เซียวนับเป็นยอดอัจฉริยะจริง ๆ มือขโมยอันดับหนึ่งเช่นเสี่ยวเซียนเมื่อเข้ามาภายใน มันเพียรพยายามเท่าไหร่ กระทั่งทางเข้าห้องเก็บคัมภีร์ยังหาไม่พบเราให้มันเลิกราเพียงเท่านั้น มิคาดมันกลับไม่ยอม คิดค้นหาช่วงชิงคัมภีร์จริง ๆขึ้นมา”

     

           เล่าถึงตอนนี้ ท่านผู้เฒ่ากลับทอดถอนใจ

     

           “...ดังนั้นเราจำใจต้องลงมือต่อมัน...จะอย่างไรเราเชิญมันมาเองครั้งนี้ได้แต่ปล่อยให้มันจากไป”

     

           นักพรตเฉินซื่อหันไปสอบถามหยางป๋อหู

     

           “เป็นท่านสามารถผ่านเข้ามา จนถึงประตูหอเก็บคัมภีร์ได้หรือไม่?”

     

           หยางป๋อหูพยักหน้า ตอบอย่างมั่นใจว่า

     

           “ย่อมสามารถ”

     

           นักพรตเฉินซื่อยังถามต่ออีกประโยค

     

           “ท่านสามารถเข้ามา โดยไม่มีคนพบเห็นได้หรือไม่?”

     

           หยางป๋อหูยังตอบ ด้วยความมั่นใจยิ่งเช่นเดิม

     

           “ไม่สามารถอย่างแน่นอน”

     

           นักพรตเฉินซื่อไม่ถามต่อ ทั้งไม่มีผู้ใดคิดไต่ถามต่อ

     

           เนื่องเพราะล้วนทราบดี แม้แต่บัณฑิตไร้ร่องรอย ยังกล่าวว่าไม่สามารถดังนั้นไม่มีทางจะมีคนเข้ามา โดยไม่มีผู้พบเห็น ขอเพียงรู้ว่ามีผู้บุกรุกไม่ว่าจะเป็นใครมีกำลังมากแค่ไหน แต่ผู้คนที่ป้องกันต้องรับมือได้แน่

     

           เมื่อเรื่องราวกระจ่าง นักพรตเฉินซื่อจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

     

           “ท่านผู้เฒ่า ประเมินผู้อยู่เบื้องหลัง แผนร้ายครั้งนี้อย่างไร...”

     

           ห้าสำนักใหญ่เมื่อทราบว่า นาคามูระ โยชิอิหายตัวไปจากอารามของปู้เอี้ยนต้าซือ เป็นเหตุให้โยชิโอกะ ริวจินำกำลังบุกหมู่ตึกพันอักษรย่อมต้องทราบเช่นกันว่า หลายวันนี้ปรากฏกลุ่มคนลึกลับ ทั้งโจมตีโดยเปิดเผย และลอบทำร้ายเหล่ายอดฝีมือ ผู้กำลังเดินทางมาร่วมงานชุมนุม

     

           มันทราบนี่เป็นเหตุผลแท้จริง ซึ่งท่านผู้เฒ่าเชิญทุกคนมาทานอาหารในหอเก็บคัมภีร์

     

           สถานที่นี้นับว่าปลอดภัยที่สุด เหมาะอย่างยิ่งจะถกถึงวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ของยุทธจักร

     

           ทุกคนในห้อง คาดคิดเช่นเดียวกับมัน นี่จึงเป็นหัวข้อสนทนาแท้จริงเป็นเรื่องราวซึ่งทุกคนคิดสนทนาในค่ำคืนนี้ ประโยคนี้เท่ากับมันกล่าวแทนทุกคนในห้อง

     

           ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนไม่ตอบในทันที ท่านหันไปถามหยางป๋อหู

     

           “ท่านหยาง มีเบาะแสประการใดหรือไม่...”

     

           หน่วยข่าวอันมีประสิทธิภาพที่สุด คือหน่วยข่าวของบัณฑิตไร้ร่องรอยนักพรตเฉินซื่อก็ทราบ ทว่ามันกลับถามท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนเป็นอันดับแรก

     

           ประการหนึ่งเนื่องเพราะ ท่านเป็นผู้อาวุโสสูงสุด มีความรู้กว้างขวางแม้หลายปีนี้ท่านเก็บตัว อยู่แต่ในหมู่ตึกพันอักษร แต่ทุกคนทราบไม่มีข่าวสารใดรอดพ้นสายตาท่าน

     

           อีกประการ มันย่อมทราบว่า ท่านผู้เฒ่าต้องไต่ถามบัณฑิตไร้ร่องรอยเป็นอันดับแรก หากท่านไต่ถามบัณฑิตไร้ร่องรอยย่อมมิอาจเก็บงำข้อมูลใดไว้

     

           หยางป๋อหูนิ่งคิด ประมวลข่าวสารทั้งหมดซึ่งมันได้รับ ครุ่นคิดอยู่เนิ่นนานที่สุดกลับทอดถอนใจ กล่าวว่า

     

            “สถานการณ์ครั้งนี้ คล้ายสายอสนีบาตฟาดใส่ยุทธจักรโดยไร้วี่แวว...”

     

           มันหยุดใคร่ครวญอีกครู่ ก่อนจำใจยอมรับออกมาตรง ๆ

     

           “...ข้าพเจ้าไม่รู้ระแคะระคาย ล่วงหน้ามาก่อนจริง ๆ ...”

     

           “เฮอะ” เสียงแค่นในลำคอ ดังขัดคำพูดของมัน เป็นหลินอิงฮวา

     

           “ยืนยันได้อย่างไรว่า ท่านมิทราบล่วงหน้า มิใช่ว่าท่านรอให้เกิดสถานการณ์แล้วเอาเรื่องมาเขียนขาย หากำไรหรอกหรือ...”

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอยเชื่อมั่น ในหน่วยข่าวของมันอย่างยิ่งที่ผ่านมาไม่ว่าเรื่องน้อยใหญ่ใด มิเคยรอดพ้นสายตามัน ประการนี้เป็นความภาคภูมิใจอันดับหนึ่งของหยางป๋อหู

     

           การที่ท่านผู้เฒ่าเอ่ยถามมันเป็นคนแรก เท่ากับให้ความเชื่อถือมันอักโขซึ่งความจริงมันย่อมต้องการ แสดงภูมิความรู้ให้ทุกคนได้ประจักษ์แต่จนใจเรื่องคราวนี้ไร้ข้อมูลใดจริง ๆ

     

           ประโยคเมื่อครู่พูดออกไป ยังรู้สึกเสียหน้ายิ่ง มิคาดดรุณีนางนี้ดันคิดว่ามันปกปิดข้อมูลไปได้

     

           หยางป๋อหูหัวร่ออย่างอ่อนใจ ทว่าต่อหน้าท่านผู้เฒ่ามันไหนเลยต่อล้อต่อเถียงกับดรุณีอายุเยาว์ จึงทำหูทวนลมเสียสิ่งที่มันควรทำเวลานี้ คือวิเคราะห์เรื่องราวเท่าที่ทราบออกไปแล้วให้ทุกคนช่วยกันขบคิด

     

           “หลายวันนี้เกิดเหตุร้าย ต่อเนื่องกันหลายเรื่องหนึ่งคือกลุ่มมือสังหารที่จู่โจมพวกเรา ณ ศาลานอกเมืองสองกลุ่มโจรสลัดซึ่งลอบปล้นชิงเรือของหมู่ตึกบูรพาสามกลุ่มคนที่บุกจู่โจมอารามของปู้เอี้ยนต้าซือ และสี่กลุ่มคนที่จับกุมตัวแม่นางหลินทั้งสอง...”

     

            มันหยุดใคร่ครวญครู่หนึ่งค่อยกล่าวต่อ...เรื่องสำคัญเช่นนี้ ย่อมต้องขบคิดอย่างรอบคอบ

     

           “...ทั้งยังมีเหตุย่อยคือกลุ่มมือกระบี่ ซึ่งกลุ้มรุมคุณชายฟางในอารามและชักนำให้หมู่ตึกบูรพา ผิดใจกับเหล่าชาวยุทธ์ โดยใช้กระบี่ของแม่นางหลินเหตุการณ์ทั้งหมด คล้ายไม่มีส่วนเกี่ยวเนื่อง ทว่าหากพิจารณาว่าพวกมันเลือกลงมือเฉพาะ ผู้มีความสามารถชิงคัมภีร์พันอักษร...”

     

           หยางป๋อหูหยุดครุ่นคิด กล่าวอย่างระมัดระวังว่า

     

           “...อีกทั้งถือโอกาสสร้างสถานการณ์ ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างห้าตระกูลใหญ่กับหมู่ตึกบูรพา ก่อนงานชุมนุมจะเริ่ม ให้ทั้งหมดห้ำหั่นกันเองจนอ่อนแรงเมื่อถึงงานชุมนุม พวกมันจะได้ฉกฉวยประโยชน์ อย่างนั้นนี่จะกลายเป็นโซ่เส้นเดียวเกี่ยวเนื่องกัน กลายเป็นแผนการร้าย ซึ่งมีกลุ่มบุคคลลึกลับบงการเบื้องหลัง โดยมีเป้าหมายที่คัมภีร์พันอักษร”

     

           แม้ยอมรับว่าไม่มีข้อมูล ของกลุ่มคนลึกลับมาก่อนกระนั้นการประเมินเชื่อมต่อเรื่องราวของมัน ยังรวบรัดชัดเจนสมเหตุสมผลมีน้ำหนักยิ่ง ทุกคนล้วนพยักหน้าเห็นด้วยกับมัน

     

            หลินอิงฮวาถามขึ้น ด้วยความสงสัยยิ่ง

     

           “อย่างนั้นเหตุการณ์ ในศาลาพักนอกเมือง ไฉนบุรุษชุดดำคนนั้นจึงกล่าวว่าต้องการตัวพวกเราพี่น้อง ไปรักษาเยียวยาผู้เป็นนายของมัน...”

     

           ติงฝูหรงหันไปกล่าวอธิบายว่า

     

           “นั่นเพียงเป็นข้ออ้าง ซึ่งมันยกขึ้นให้พวกเราไขว้เขวเท่านั้น”

     

           หยางป๋อหูพยักหน้า กล่าวเสริมว่า

     

           “ถูกต้อง นั่นทำให้เวลานั้น พวกเราไม่ฉุกใจคิดว่าพวกมันแท้จริงมีจุดประสงค์ อยู่ที่คัมภีร์พันอักษร”

     

           หลินอิงฮวาพยักหน้าช้า ๆ แต่แล้ว กลับกล่าวขัดขึ้นอีกครั้ง

     

           “เรื่องอื่น ๆ อาจเกี่ยวเนื่องกัน แต่แน่ใจได้อย่างไรว่าพวกที่ปล้นชิงเรือของหมู่ตึกบูรพา ไม่ใช่เพราะมีความแค้นส่วนตัวหรือขัดผลประโยชน์กัน หรือพวกมันอาจเป็นโจรสลัดธรรมดาก็ได้”

     

           โยชิโอกะ ริวจิกล่าวตอบนางว่า

     

           “ประเด็นนี้คุณชายฟาง ก็เคยตั้งข้อสังเกตตรงกับท่านหยางคุณชายฟางเคยกล่าวว่า ‘พวกมันตระเตรียมผู้คนฝีมือดีจำนวนมากวางแผนหลอกล่ออย่างแยบยล ไหนเลยมุ่งหวังเพียงเรือสินค้าลำเดียว’...”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวอย่างครุ่นคิด

     

           “พวกมันใช้ชื่อ ‘พรรคมังกรวารีดำ’ แต่มิใช่โจรสลัดธรรมดาแน่นอน...”

     

           นางชั่งใจครู่หนึ่ง ที่สุดก็กล่าวออกมา

     

           “หลายปีก่อน พี่ไป๋เฮ่อได้รับบาดเจ็บมิใช่เบาศิษย์พี่เล่าว่าเนื่องเพราะต่อสู้ กับหัวหน้าโจรสลัดพรรคมังกรวารีดำคาดว่ามันเป็นคนคนเดียว กับที่ต่อสู้กับท่านโยชิอิ คนมีฝีมือเช่นนี้ไหนเลยเป็นเพียงโจรสลัดธรรมดา”

     

           เมื่อนางกล่าวจบ ผู้คนซึ่งเพิ่งทราบเรื่องอี่ไป๋เฮ่อเคยได้รับบาดเจ็บต่างนิ่งอึ้ง

     

           หยางป๋อหูพยักหน้า มันกล่าวต่อว่า

     

           “เราควรเริ่มต้นจากเหตุการณ์แรก ‘มือสังหารนอกเมืองกลุ่มนั้น’เรื่องนี้เท่าที่ข้าพเจ้าสืบดู...”

     

           บัณฑิตไร้ร่องรอยนิ่งครุ่นคิด แล้วส่ายหน้า จำใจต้องกล่าวอีกครั้งว่า

     

           “ไร้เบาะแสใด...”

     

           ประโยคนี้ ถึงกับทำให้ทุกผู้ในที่นั้นนิ่วหน้า คิ้วขมวดมุ่นต่างคิดคล้ายกันว่า

     

           ‘กลุ่มคนจำนวนมากเช่นนั้น ไหนเลยสืบไม่พบเบาะแสใด หรือพวกมันผุดขึ้นจากความว่างเปล่าได้?’

     

           ติงฝูหรงเอ่ยถามเป็นประโยคแรก

     

           “บุรุษชุดดำผู้นำขบวนคนนั้น ไม่ทราบมีเบาะแสหรือไม่?”

     

           ทุกคนที่เคยพบบุรุษชุดดำ ผู้นำขบวนคนนั้นต่างดูออกมันมิใช่บุคคลซึ่งรับมือได้ง่ายดาย คนเช่นนี้หากไม่เผยตัวก็แล้วกันไปทว่าเมื่อเผยตัว หากคิดกลับไปอำพรางตัวอีกครั้ง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

     

           เนื่องเพราะคนโดดเด่นเช่นมัน มิใช่หมอกควัน คิดแฝงตัวเร้นกายไหนเลยไม่มีคนล่วงรู้

     

           ดังนั้นเริ่มหาเบาะแสจากมัน จึงเป็นวิธีที่ดียิ่ง

     

           ซินแสลิขิตฟ้าทราบว่า หยางป๋อหูต้องคิดเช่นเดียวกับนาง

     

           หยางป๋อหูย่อมเริ่มสืบ จากบุรุษชุดดำเช่นกันทว่า...เวลานี้มันยังคงส่ายหน้า กล่าวประโยคเดิม

     

           “ไร้ร่องรอย...มันก็หายตัวไปราวหมอกควัน...”

     

           ติงฝูหรงขมวดคิ้ว กล่าวแสดงความเห็นอย่างจริงจัง

     

           “กลุ่มมือสังหารซึ่งถูกฝึกจนช่ำชองค่ายกล จำนวนมากเช่นนั้นย่อมต้องมีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ทั้งยังต้องใช้เวลาเป็นปีจึงเพาะสร้างกลุ่มคนเช่นนั้นได้ หลักแหล่งที่พักต่อให้เร้นลับเพียงใดยังต้องมีเบาะแสใดบ้าง”

     

           ทุกคนต่างพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดของนาง

     

           สายตาทุกคนจับจ้อง ไปยังหยางป๋อหู รอฟังว่ามันจะมีเบาะแสใดเกี่ยวกับประเด็นนี้หรือไม่

     

           ไม่บ่อยครั้งจริง ๆ ที่บัณฑิตไร้ร่องรอย เกิดความรู้สึกอึดอัดต่อสายตาผู้คนซึ่งมองมันด้วยความคาดหวัง

     

           เนื่องเพราะเกี่ยวกับประเด็นนี้ มันยังคงได้แต่ส่ายหน้าอีกครั้ง

     

           หลินอิงฮวาอดรนทนไม่ไหว แต่อยู่ต่อหน้าท่านผู้เฒ่าจึงทำได้เพียงถลึงตาใส่หยางป๋อหู

     

           “เฮอะ...ท่านควรเปลี่ยนหัวหน้าหน่วยข่าวได้แล้ว นี่จะบอกว่าพวกมันกำเนิดจากอากาศธาตุจริง ๆ ?”

     

           หยางป๋อหูจำต้องตอบนาง อย่างจนปัญญา

     

           “ย่อมมิใช่...แต่กลุ่มคนเหล่านี้รุกเร็วถอยเร็ว วางแผนแม่นยำรัดกุมมิว่าลงมือสำเร็จหรือล้มเหลว พวกมันเตรียมทางถอยไว้เรียบร้อยจากหลายเหตุการณ์ในช่วง สามถึงสี่วันนี้เห็นชัดว่า พวกมันฉวยโอกาสขณะยังไม่เป็นที่รู้จัก ของเหล่าชาวยุทธ์ ลงมือจู่โจมหลายครั้งติด ๆ กัน

     

           “เมื่อเกิดเหตุซ้ำซ้อนต่อเนื่อง ทุกคนย่อมต้องตั้งสมาธิรับสถานการณ์เฉพาะหน้า ดังนั้นพวกมันใช้ช่องโหว่นี้ พรางตัวหลบซ่อนทำลายร่องรอยพวกเราพอคลี่คลายสถานการณ์ได้ คิดหวนไปสืบที่มาพวกมัน ก็ไม่เหลือเบาะแสใดแล้ว”

     

           ทุกคนนิ่งฟังมัน ในใจเห็นพ้องกับการวิเคราะห์ ของบัณฑิตไร้ร่องรอย

     

           มันยังเสริมอีกประโยค

     

            “อย่างไรก็ตาม ประการนี้บ่งบอกความจริงข้อหนึ่งการรับมือกับคนกลุ่มนี้ตึงมือยิ่ง นับเป็นวิกฤติร้ายอีกครั้งของยุทธจักรอย่างไม่ต้องสงสัย”

    คล้ายกับเรื่องเงากระบี่ใต้อักษร ที่คุณอ่าน