จิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม

    บทที่ 58: ปฐมภูมิสู่เก้าหาง

    แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องผ่านม่านหมอกสีเงินที่ปกคลุมอยู่รอบเรือนพักลับกลางป่าไผ่ บรรยากาศในเช้านี้ดูเงียบสงัดทว่าแฝงไปด้วยความกดอากาศที่หนักอึ้งอย่างประหลาด นกป่าที่เคยส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วกลับพากันเงียบกริบประหนึ่งรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายในห้องโถงใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่น เหล่าสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจของหลินเฟิงต่างมารวมตัวกันตามคำเรียกขานที่ดูจริงจังกว่าทุกครั้ง

     

    หูเม่ยในชุดสีแดงเพลิงนั่งกุมมือไป๋เอ๋อร์ผู้เป็นน้องสาวที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ทั้งสองมีสีหน้าที่เคร่งขรึม ดวงตาจิ้งจอกของพวกนางสั่นไหวด้วยสัญชาตญาณที่บอกว่าวันนี้คือวันตัดสินชะตา ถัดมาคือซุนซือซือและซุนเหมยเหมย สองพี่น้องตระกูลซุนที่บัดนี้ดูงดงามราวกับนางอัปสร ผิวพรรณของพวกนางเปล่งปลั่งด้วยอานุภาพของเครื่องสำอางนาโนและเซรั่มจากโลกอนาคตที่หลินเฟิงมอบให้ โดยมีฮูหยินซุนผู้เป็นมารดานั่งอยู่เบื้องหลังด้วยท่าทางที่สง่างามทว่าแฝงไปด้วยความกังวลในฐานะผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในกลุ่ม

     

    หลี่ซูหญิงชาวบ้านผู้มีจิตใจบริสุทธิ์นั่งอยู่มุมหนึ่ง มือของนางกำชายเสื้อแน่นด้วยความประหม่า ขณะที่มู่หรงชิงจอมยุทธ์สาวผู้หยิ่งทระนงยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง ดาบข้างกายของนางดูเหมือนจะสั่นไหวตามกระแสพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของหลินเฟิง ชิงเย่วนักฆ่าสาวผู้ลึกลับหลบอยู่ในเงามืดของเสาต้นใหญ่ สายตาของนางจับจ้องไปที่บุรุษตรงหน้าอย่างไม่วางตา ส่วนหลินหลานน้องสาวบุญธรรมผู้แสนดี และสองพี่น้องนักพรตหานรั่วกับหานซีต่างก็นั่งเรียงรายกันด้วยความเคารพ โดยมีชิงชิงปีศาจกระต่ายน้อยที่นั่งไม่ติดที่ คอยชะเง้อมองหลินเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น

     

    หลินเฟิงก้าวออกมาจากฉากกั้น ร่างกายของเขาในยามนี้ดูสูงใหญ่และทรงพลังยิ่งกว่าวันใดๆ หางทั้งแปดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแผ่ขยายออกมาเป็นรัศมีสีม่วงทองจางๆ กลิ่นอายของจิ้งจอกระดับสูงกดทับอากาศจนทุกคนรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ เขาหยุดยืนอยู่กลางห้องโถง กวาดสายตามองสตรีแต่ละคนด้วยความรักที่ลึกซึ้ง ก่อนจะเริ่มเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำทว่ากังวานไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ

     

    "พวกเจ้าทุกคน... ข้ามีเรื่องสำคัญที่ปิดบังพวกเจ้ามาตลอด และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ความจริงทั้งหมดจะต้องถูกเปิดเผย"

     

    เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถง ทำให้บรรยากาศเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงเข็มหล่นได้ ดวงตาของสตรีทุกคนต่างจับจ้องไปที่ใบหน้าของเขาด้วยความตั้งใจ พวกนางรู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินนั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกนางไปตลอดกาล

     

    หลินเฟิงเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเขา เขาไม่ใช่คนของยุคสมัยนี้ ไม่ใช่แม้แต่คนของโลกใบนี้ เขาเล่าถึงโลกอนาคตที่ห่างไกลออกไปหลายพันปี โลกที่มนุษย์ไม่ได้พึ่งพาพลังปราณแต่พึ่งพาเทคโนโลยีที่เรียกว่า 'วิทยาศาสตร์' เขาเล่าถึงตึกระฟ้าที่สูงเสียดฟ้า ยานพาหนะที่บินได้บนอากาศ และการสื่อสารที่ไร้พรมแดน

     

    "ในโลกของข้า มนุษย์สามารถพูดคุยกับคนที่อยู่ห่างไกลหลายหมื่นลี้ได้ในทันที พวกเขาสามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์และดวงดาวได้ด้วยเครื่องจักรที่ใหญ่โตกว่าวังหลวงแห่งนี้" หลินเฟิงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคิดถึง "พวกเขามีแสงสว่างที่ไม่ต้องใช้เทียนหรือตะเกียง เพียงแค่กดปุ่มเล็กๆ ห้องทั้งห้องก็จะสว่างไสวประหนึ่งกลางวัน"

     

    คำบอกเล่าของเขาประหนึ่งนิทานที่เพ้อฝัน ทว่าแววตาที่จริงจังและพลังอำนาจที่เขามีกลับยืนยันว่าทุกคำพูดคือความจริง หูเม่ยและไป๋เอ๋อร์แลกสายตากันด้วยความตื่นตะลึง ขณะที่ซุนซือซือกับซุนเหมยเหมยอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อ

     

    "ข้ามาที่นี่เพื่อภารกิจเดียว คือการบำเพ็ญเพียรจนเป็นจิ้งจอกเก้าหางเพื่อเปิดประตูมิติกลับสู่โลกเดิมของข้า..." หลินเฟิงกล่าวต่อพลางเรียกหน้าต่างระบบที่มองเห็นได้เพียงคนเดียวขึ้นมา "และวันนี้... ข้าได้รับสัญญาณจากระบบว่า พลังมังกรที่ข้าดูดซับมาจากฮ่องเต้ในนิมิตเมื่อคืน ได้เติมเต็มรากฐานของหางที่เก้าจนเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการปิดฉากในโลกความจริงวันนี้เท่านั้น"

     

    เขาหยุดพูดชั่วขณะ ให้เวลาสตรีทั้งหลายได้ย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้ แล้วจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "ข้ารู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ฟังดูเหลือเชื่อ แต่พวกเจ้าได้เห็นสิ่งของแปลกๆ ที่ข้านำมาให้แล้วไม่ใช่หรือ? เครื่องสำอางที่ทำให้ผิวพรรณงดงาม ยารักษาโรคที่วิเศษ และอาหารแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีในยุคสมัยนี้ ทั้งหมดนั้นมาจากโลกในอนาคตของข้า"

     

    ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ เหล่าสตรีต่างมองหน้ากันด้วยความสับสนและตื่นตะลึง ทว่าความรักที่พวกนางมีต่อหลินเฟิงนั้นมั่นคงเกินกว่าจะสั่นคลอนด้วยเรื่องราวประหลาดเช่นนี้ พวกนางได้เห็นความสามารถพิเศษของเขามาตลอด ได้สัมผัสถึงความอบอุ่นและความรักที่เขามอบให้ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจปลอมแปลงได้

     

    "แล้วถ้าท่านกลับไป... พวกเราล่ะ?" หูเม่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "ท่านจะทิ้งพวกเราไว้ที่นี่หรือ?"

     

    หลินเฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเดินเข้าไปหาหูเม่ยและลูบแก้มของนางเบาๆ "นั่นคือเหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ ระบบของข้าได้แจ้งเงื่อนไขพิเศษ เมื่อข้าบรรลุเป็นจิ้งจอกเก้าหาง พลังของหางแต่ละหางจะสามารถสร้าง 'พันธนาการแห่งดวงจิต' ได้ หางทั้งเก้าของข้าจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการดึงดูดพวกเจ้าเข้าสู่มิติเวลาเดียวกับข้า หางที่หนึ่งจะปกป้องหูเม่ย หางที่สองจะโอบอุ้มไป๋เอ๋อร์ ... และหางต่อๆ ไปจะดึงดูดพวกเจ้าทุกคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพลังชีวิตข้า เพื่อเดินทางข้ามกาลเวลาไปพร้อมกัน"

     

    เขาอธิบายรายละเอียดของระบบที่ซับซ้อนขึ้น ว่าการเดินทางข้ามภพนั้นอันตรายยิ่งนัก ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนต่อแรงกดดันของมิติได้ แต่ด้วยพลังของจิ้งจอกเก้าหางที่บรรลุถึงระดับเทพเจ้า เขาจะสามารถเปลี่ยนพวกนางให้เป็นกึ่งเทพหรือผู้มีพลังพิเศษที่จะดำรงอยู่ได้ในโลกอนาคต

     

    "ในโลกของข้า พวกเจ้าจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มากมาย" หลินเฟิงเล่าต่อด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง "ตึกที่สูงจนแทบจะจับฟ้าได้ ผู้คนที่สามารถบินได้โดยไม่ต้องใช้พลังปราณ เครื่องจักรที่คิดได้เหมือนมนุษย์ และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีสงครามหรือความทุกข์ยากเหมือนในยุคนี้"

     

    มู่หรงชิงที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น "แล้วในโลกนั้น เราจะยังคงเป็นตัวเราเองหรือไม่?"

     

    "พวกเจ้าจะยังคงเป็นตัวเอง แต่จะมีพลังและความสามารถที่เหนือกว่าเดิม" หลินเฟิงตอบอย่างมั่นใจ "หูเม่ยจะยังคงเป็นจิ้งจอกที่ฉลาดและเจ้าเล่ห์ ไป๋เอ๋อร์จะยังคงเป็นน้องสาวที่น่ารักและบริสุทธิ์ ซุนซือซือกับซุนเหมยเหมยจะยังคงเป็นพี่น้องที่งดงาม มู่หรงชิงจะยังคงเป็นนักดาบที่แกร่งกล้า และทุกคนจะยังคงเป็นคนที่ข้ารักเหมือนเดิม"

     

    ชิงชิงกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น "ข้าอยากไปดู! ข้าอยากเห็นตึกสูงๆ และเครื่องจักรแปลกๆ!"

     

    หลินเฟิงหัวเราะเบาๆ "แต่ข้าไม่อาจบังคับใครได้ โลกที่ข้าจะไปนั้นแปลกใหม่และอาจจะน่ากลัวสำหรับพวกเจ้า ข้าจึงอยากถามจากใจจริง... ใครยินดีที่จะสละชีวิตในภพนี้ ทิ้งชื่อเสียง ลาภยศ และครอบครัว เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับข้าในฐานะสตรีของจิ้งจอกเก้าหางบ้าง?"

     

    เขาหยุดพูดและมองไปรอบๆ ห้อง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย แต่ก็แฝงไปด้วยความกังวลว่าพวกนางจะตัดสินใจอย่างไร นี่คือการตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต การเลือกระหว่างโลกที่คุ้นเคยกับการผจญภัยสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก

     

    "ข้าไป!" หูเม่ยตอบโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย เธอลุกขึ้นยืนด้วยความมั่นใจ "โลกนี้ไม่มีอะไรให้ข้าอาลัยอีกแล้ว นอกจากท่าน ครอบครัวของข้าตายไปแล้ว บ้านเกิดของข้าถูกทำลาย ข้าไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่นี่แล้ว"

     

    "ข้าก็ไปด้วยเจ้าค่ะ" ไป๋เอ๋อร์กล่าวเสริมพลางกุมมือพี่สาว "ที่ใดมีท่านพี่หลิน ที่นั่นคือบ้านของพวกเรา ข้าไม่กลัวโลกแปลกใหม่ ข้ากลัวแต่การอยู่โดยไม่มีท่าน"

     

    ซุนซือซือและซุนเหมยเหมยหันไปมองมารดา ฮูหยินซุนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มอย่างอบอุ่นและพยักหน้า "แม่เห็นความสุขของพวกเจ้าเมื่ออยู่กับเขา หากเขาคือโชคชะตา แม่ก็จะขอติดตามไปปรนนิบัติเขาพร้อมกับพวกเจ้าด้วย ตระกูลซุนไม่มีอะไรเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว นอกจากความทรงจำ"

     

    "แม่..." ซุนซือซือกอดแม่ด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณที่เข้าใจลูก"

     

    "ข้าก็ไป" ซุนเหมยเหมยพูดด้วยเสียงแน่วแน่ "ข้าอยากเห็นโลกที่ผู้หญิงไม่ต้องถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องประดับ"

     

    มู่หรงชิงชักดาบออกมาและปักลงบนพื้น "ดาบของข้ามีไว้เพื่อปกป้องท่าน ไม่ว่าภพไหน ข้าก็จะยังคงเป็นดาบของท่าน ข้าไม่มีครอบครัวหรือสิ่งผูกพันใดๆ ในโลกนี้แล้ว"

     

    ชิงเย่วก้าวออกมาจากเงามืด "นักฆ่าอย่างข้าไม่มีที่ไปอยู่แล้ว หากท่านต้องการข้า ข้าก็จะตามไปจนสุดขอบจักรวาล ข้าเหนื่อยกับการฆ่าคนแล้ว อยากจะเริ่มต้นใหม่"

     

    หลี่ซูลุกขึ้นยืนด้วยความลังเลเล็กน้อย "ข้า... ข้าไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรในโลกแปลกใหม่นั้น แต่ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่โดยไม่มีท่าน ข้าจะตามไป"

     

    หลินหลานพูดด้วยเสียงเบา "พี่ชายคือครอบครัวเดียวของหนู หนูจะไปทุกที่ที่พี่ไป"

     

    หานรั่วกับหานซีมองกันแล้วพยักหน้าพร้อมกัน "พวกเราเป็นลูกศิษย์ของท่าน จะตามท่านไปทุกที่" หานรั่วกล่าว

     

    "ใช่ครับ เราไม่มีอะไรผูกพันในโลกนี้แล้ว" หานซีเสริม

     

    ชิงชิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ "ข้าอยากเห็นตึกสูงๆ ที่ท่านพี่บอกจังเลยเจ้าค่ะ! ข้าจะได้กินขนมแปลกๆ ใหม่ๆ อีกมากมายใช่ไหมคะ?"

     

    หลินเฟิงมองไปรอบๆ ห้อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความปิติ "พวกเจ้า... ข้าไม่รู้จะพูดอะไร ข้าคิดว่าอาจจะมีบางคนไม่อยากไป"

     

    "เราทุกคนรักท่าน" หูเม่ยพูดแทนทุกคน "ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สำคัญกว่าการได้อยู่กับท่าน"

     

    หลินเฟิงพยักหน้าด้วยความตื้นตันใจ "ดีมาก... ถ้าเช่นนั้นจงฟังคำสั่งของข้าให้ดี วันนี้ข้าจะเข้าวังในร่างของหลินเอ๋อร์เพื่อทำภารกิจสุดท้าย การกำเนิดของหางที่เก้าจะไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ 'สวรรค์พิโรธ' ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีม่วงทอง และจะมีสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ฟาดลงมายังจุดที่ข้าอยู่"

     

    เขาหยุดพูดชั่วขณะ ให้ความสำคัญของคำพูดซึมซาบ "ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมื่อข้าดูดซับพลังมังกรจนครบถ้วน และมันจะส่งผลกระทบไปทั่วแผ่นดิน แผ่นดินไหว ลมพายุ และพลังงานมหาศาลที่อาจทำลายทุกสิ่งในรัศมีหลายลี้"

     

    ใบหน้าของสตรีทั้งหลายเริ่มแสดงความกังวล แต่หลินเฟิงยกมือขึ้นเพื่อสงบเสียง "อย่ากังวล ข้าได้เตรียมการไว้แล้ว"

     

    เขาหยิบอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่ดูเหมือนอัญมณีออกมาจากระบบและมอบให้สตรีแต่ละคน อัญมณีเหล่านี้เปล่งแสงสีม่วงอ่อนๆ และรู้สึกอบอุ่นเมื่อสัมผัส "นี่คือ 'เนตรจิ้งจอก' มันจะช่วยนำทางพวกเจ้าไปยังจุดที่ประตูมิติจะเปิดออก หากพวกเจ้าเห็นแสงสว่างวาบขึ้นสู่สรวงสวรรค์ หรือรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน จงรีบมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่นั่นทันที อย่าได้รีรอแม้แต่ก้าวเดียว"

     

    หูเม่ยถือเนตรจิ้งจอกขึ้นมาดู "มันจะนำทางเราได้อย่างไร?"

     

    "มันจะส่องแสงและสั่นไหวเมื่อใกล้จุดหมาย ยิ่งใกล้มากเท่าไหร่ แสงจะยิ่งสว่างและการสั่นไหวจะยิ่งแรง" หลินเฟิงอธิบาย "และเมื่อถึงจุดที่ถูกต้อง มันจะลอยขึ้นจากมือพวกเจ้าและชี้ไปยังประตูมิติ"

     

    เขาหยุดพูดและมองทุกคนด้วยสายตาที่จริงจัง "แต่จำไว้ เมื่อประตูเปิดแล้ว พวกเจ้าจะมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นในการเข้าไป หากพลาดไป พวกเจ้าจะติดอยู่ในโลกนี้ตลอดไป และข้าจะไม่สามารถกลับมาหาพวกเจ้าได้"

     

    บรรยากาศในห้องเงียบสงัด ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของช่วงเวลานั้น

     

    "มีอีกสิ่งหนึ่ง" หลินเฟิงพูดต่อ "การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเจ้าเมื่อผ่านประตูมิติ พวกเจ้าอาจจะรู้สึกเจ็บปวดหรือแปลกๆ แต่นั่นเป็นเรื่องปกติ ร่างกายของพวกเจ้าจะถูกปรับให้เข้ากับโลกใหม่"

     

    "เราจะเปลี่ยนเป็นอะไร?" ซุนซือซือถาม

     

    "พวกเจ้าจะยังคงเป็นมนุษย์ แต่จะมีพลังและความสามารถพิเศษ อายุขัยจะยาวนานขึ้น ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น และจะมีความสามารถบางอย่างที่คนธรรมดาในโลกนั้นไม่มี" หลินเฟิงอธิบาย "พวกเจ้าจะเป็นเหมือนเทพธิดาในโลกของมนุษย์"

     

    ชิงชิงตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้น "ข้าจะเป็นเทพธิดาได้หรือ? ข้าจะมีพลังวิเศษไหม?"

     

    หลินเฟิงหัวเราะ "ใช่ เจ้าจะมีพลังในการเปลี่ยนรูปร่างและความสามารถพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย"

     

    เขากวาดสายตามองใบหน้าที่งดงามของพวกนางเป็นครั้งสุดท้าย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความรักตีรวนอยู่ในอก "วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะหายใจในอากาศของยุคสมัยนี้ จงเตรียมใจให้พร้อม เพราะเมื่อประตูมิติเปิดออก... จะไม่มีทางหันหลังกลับมาได้อีก"

     

    เขาเดินเข้าไปหาแต่ละคนและสวมกอดอย่างแนบแน่น เริ่มจากหูเม่ย "เจ้าคือคนแรกที่ข้ารัก และจะเป็นคนสุดท้ายที่ข้ารักเช่นกัน"

     

    จากนั้นเป็นไป๋เอ๋อร์ "น้องสาวที่น่ารัก เจ้าทำให้ข้ารู้จักความบริสุทธิ์"

     

    ซุนซือซือและซุนเหมยเหมย "พวกเจ้าสอนให้ข้ารู้จักความงดงามของครอบครัว"

     

    ฮูหยินซุน "แม่ที่เข้าใจและให้อภัย ข้าจะดูแลลูกสาวของท่านเป็นอย่างดี"

     

    มู่หรงชิง "นักสู้ที่แกร่งกล้า เจ้าจะเป็นดาบของข้าตลอดไป"

     

    ชิงเย่ว "เงาที่ปกป้องข้าในความมืด"

     

    หลี่ซู "หัวใจที่บริสุทธิ์และอ่อนโยน"

     

    หลินหลาน "น้องสาวที่รัก"

     

    หานรั่วและหานซี "ลูกศิษย์ที่ซื่อสัตย์"

     

    และสุดท้ายชิงชิง "เจ้าหนูตัวเล็กที่น่ารัก"

     

    เขามอบจุมพิตที่แฝงไปด้วยพลังปราณเพื่อคุ้มครองพวกนางในระหว่างที่เขาไม่อยู่ บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและหยาดน้ำตาแห่งความหวัง

     

    "จำไว้" เขาพูดเป็นคำสุดท้าย "ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้ลืมว่าพวกเจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า และข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องพวกเจ้า"

     

    ก่อนที่หลินเฟิงจะสลายร่างกลายเป็นหมอกสีชมพู มุ่งหน้าสู่พระราชวังเพื่อปิดฉากตำนานจิ้งจอกในภพนี้ และเริ่มต้นบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

     

    ---

     

    ร่างอ้อนแอ้นของหลินเอ๋อร์ก้าวเดินไปตามระเบียงคดเคี้ยวของพระราชวังมหาปราสาท ท่วงท่าการเดินของนางในวันนี้ดูแช่มช้าและเย้ายวนกว่าทุกวัน ชุดหมอหญิงสีขาวสะอาดตาถูกปรับแต่งอย่างแนบเนียนให้เน้นส่วนโค้งเว้าที่เย้ายวนใจ ทุกจังหวะการขยับกายแผ่ซ่านกลิ่นหอมรัญจวนที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

     

    ทันทีที่นางก้าวเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน หลินเฟิงก็เริ่มขยับนิ้วร่ายมนตราลวงตาที่สั่งสมมาจากพลังจิ้งจอก 8 หาง ปราณสีชมพูจางๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแผ่ขยายออกจากร่างของนางประหนึ่งระลอกคลื่น มันเข้าปกคลุมประสาทสัมผัสของเหล่าองครักษ์และนางกำนัลที่เฝ้าติดตามอย่างรวดเร็ว

     

    ในสายตาของพวกเขา หลินเอ๋อร์ยังคงเป็นหมอหญิงที่สำรวมและเดินมุ่งหน้าไปทำหน้าที่ตามปกติ ทว่าในความเป็นจริง นางได้สร้าง 'ขอบเขตนิรันดร์' ขึ้นครอบคลุมตำหนักหยางซินไว้ทั้งหมดแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงเหตุการณ์พิสดารที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน

     

    เมื่อมาถึงตำหนักหยางซิน หลินเอ๋อร์ทำหน้าที่ถวายการรักษาพระพันปีหลวงที่ประทับอยู่ก่อนอย่างรวดเร็วและแนบเนียน นางใช้เข็มเงินกระตุ้นจุดชีพจรที่ทำให้พระนางรู้สึกผ่อนคลายและเข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนสุขอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ทรงตื่นขึ้นมาขัดจังหวะแผนการใหญ่

     

    จากนั้นนางจึงหันมาเผชิญหน้ากับหมากตัวสำคัญที่สุด... ฮ่องเต้

     

    ฮ่องเต้ประทับอยู่บนแท่นบรรทมด้วยพระพักตร์ที่ดูอ่อนล้า ทว่าดวงพระเนตรที่จ้องมองหลินเอ๋อร์กลับเต็มไปด้วยความโหยหาที่รุนแรงจนน่ากลัว ผลจากการเข้าฝันในคืนที่สองทำให้พระองค์ทรงเสพติดกลิ่นอายและสัมผัสของนางจนแทบจะเสียสติ ทุกวินาทีที่ทรงตื่นอยู่ พระองค์ทรงเฝ้ารอเพียงการปรากฏตัวของหมอหญิงผู้นี้

     

    "ฝ่าบาท..." หลินเอ๋อร์เข้าไปใกล้พระวรกายมากขึ้น "วันนี้หม่อมฉันจะถวายการรักษาที่ล้ำลึกกว่าเดิม เพื่อให้ทรงพักผ่อนได้อย่างเต็มที่เพคะ"

     

    หลินเอ๋อร์กระซิบด้วยสุรเสียงที่นุ่มนวลประหนึ่งเสียงกระซิบของปีศาจ นางขยับเข้าไปใกล้จนหน้าอกอวบอิ่มแทบจะเบียดชิดกับพระอุระของฮ่องเต้ กลิ่นกายสาวที่หอมจนแทบคลั่งแผ่ซ่านเข้าสู่โสตประสาทของมังกรหนุ่ม

     

    หลินเฟิงเริ่มใช้ปลายนิ้วที่ร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามจุดชีพจรบนพระพักตร์และลำคอของฮ่องเต้ สัมผัสที่แผ่วเบาทว่าจงใจเน้นย้ำในจุดที่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศทำให้อุณหภูมิในร่างกายของฮ่องเต้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

     

    นางเริ่มฝังเข็มในจุด 'นิทราลวงตา' ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษที่ทำให้ผู้ถูกฝังเข็มตกอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ฮ่องเต้จะทรงรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความฝันที่แสนหวานและสมจริง เพื่อที่ว่าเมื่อทุกอย่างจบลง พระองค์จะทรงจดจำเหตุการณ์นี้ได้เพียงในฐานะนิมิตราคะเท่านั้น

     

    และที่สำคัญที่สุด... เพื่อป้องกันไม่ให้ราชวงศ์ล่มสลายจากการที่ฮ่องเต้กลายเป็นสตรีอย่างถาวรในโลกความจริงโดยที่พระองค์ไม่ยินยอม

     

    ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงแห่งมนตรา หลินเอ๋อร์ก็ยิ่งทวีความเย้ายวนขึ้น นางจงใจโน้มตัวลงจนคอเสื้อกว้างเผยให้เห็นเนินอกขาวผ่องที่สั่นระริกตามจังหวะการหายใจ ปลายผมยาวสลวยของนางลูบไล้ผ่านพระพักตร์ของฮ่องเต้ประหนึ่งใยไหมที่พันธนาการดวงจิต

     

    หลินเฟิงใช้พลังจิ้งจอกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของมังกรจนถึงขีดสุด ฮ่องเต้ที่สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนลางไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้อีกต่อไป พระองค์ทรงคว้าร่างอ้อนแอ้นของหลินเอ๋อร์เข้ามากอดรัดอย่างบ้าคลั่ง พระหัตถ์ที่สั่นเทาลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของนางด้วยความหิวกระหาย

     

    "หลินเอ๋อร์... เจ้าช่างงดงามนัก... ข้าต้องการเจ้า... ข้าต้องการเจ้าเดี๋ยวนี้!"

     

    หลินเอ๋อร์แสร้งทำเป็นขัดขืนเล็กน้อยด้วยท่าทางที่ดูน่าทะนุถนอม ซึ่งยิ่งเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟแห่งความปรารถนา ฮ่องเต้ทรงกดร่างของนางลงบนแท่นบรรทมและเริ่มซุกไซ้ซอกคอระหงอย่างรุนแรง

     

    หลินเฟิงลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เขาเตรียม 'ยาเปลี่ยนเพศ' ที่สกัดจากสมุนไพรทิพย์ในระบบ อมไว้ในปากอย่างแนบเนียน

     

    เมื่อฮ่องเต้ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นเพื่อมอบจุมพิตที่แสนเร่าร้อน หลินเอ๋อร์ก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ นางใช้เรียวแขนโอบรอบคอของมังกรหนุ่มและดึงเขาเข้ามาหา จุมพิตที่แลกเปลี่ยนกันนั้นเต็มไปด้วยความหิวกระหายและรุนแรง ลิ้นของทั้งสองพัวพันกันอย่างลึกซึ้ง

     

    หลินเฟิงใช้จังหวะที่ฮ่องเต้กำลังเคลิบเคลิ้มจนถึงขีดสุด ค่อยๆ ปล่อยยาเปลี่ยนเพศที่ละลายอยู่ในปากให้ไหลซึมเข้าสู่ลำคอของฮ่องเต้ผ่านการแลกเปลี่ยนน้ำลายที่แสนหวาน

     

    ยาทิพย์นี้จะเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายและพลังปราณมังกรในทันที มันจะค่อยๆ เปลี่ยนมังกรผู้ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็น 'หงส์' ที่งดงามล้ำเลิศในโลกแห่งนิมิตที่พระองค์กำลังจมดิ่งอยู่

     

    ฮ่องเต้ทรงรู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านจากช่องท้องไปทั่วทุกอณูของร่างกาย พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังหลอมละลายและถูกสร้างขึ้นใหม่ในรูปแบบที่นุ่มนวลและอ่อนหวานกว่าเดิม ทว่าในความรู้สึกของพระองค์ยามนี้ มันคือความสุขสมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้รับมา

     

    หลินเฟิงยังคงมอบจุมพิตที่แสนเย้ายวนต่อไป พร้อมกับใช้พลังจิ้งจอกดูดซับพลังมังกรที่กำลังแปรสภาพอย่างรุนแรง พลังงานมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาประหนึ่งกระแสน้ำหลาก หางที่เก้าที่เคยเป็นเพียงเงาจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างช้าๆ

     

    แสงสีม่วงทองเริ่มเรืองรองออกมาจากร่างของหลินเอ๋อร์ ท่ามกลางเสียงครางกระเส่าและความปรารถนาที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล

     

    ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ปกคลุมตำหนักหยางซิน มีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและเสียงสั่นไหวของเปลวเทียนที่กำลังจะมอดดับ หลินเฟิงในร่างบุรุษที่แท้จริงยืนนิ่งประหนึ่งรูปสลักหินอ่อนที่สลักเสลาอย่างวิจิตร สายตาของเขาจ้องมองร่างที่นอนทอดกายอยู่บนแท่นบรรทมด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

     

    บัดนี้ มนตราลวงตาที่เขาปกคลุมไว้ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงม่านบางๆ ที่กั้นกลางระหว่างความจริงและนิมิต ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาในยามนี้คือ "ความจริง" ที่งดงามจนแทบจะหยุดหายใจ

     

    ในนิมิตฝันที่เขาเคยสร้างขึ้น ร่างกายของฮ่องเต้สาวอาจจะดูสมบูรณ์แบบตามจินตนาการที่เขาปรารถนา ทว่าเมื่อได้เห็นด้วยตาตนเองในโลกความจริง หลินเฟิงกลับพบว่าความงามที่แท้จริงนั้นมีความ "ลุ่มลึก" และ "ทรงพลัง" กว่าหลายเท่าตัว

     

    ร่างกายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเพียงหมอกควันแห่งมนตรา แต่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากสายเลือดมังกรที่เข้มข้นและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพอย่างปาฏิหาริย์จากยาทิพย์เปลี่ยนเพศ

     

    หลินเฟิงค่อยๆ โน้มตัวลงช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเริ่มสัมผัสลงบนผิวพรรณของฮ่องเต้สาวเป็นครั้งแรกในโลกความจริง ผิวของนางไม่ได้ขาวซีดประหนึ่งหิมะที่ไร้ชีวิต ทว่ากลับเป็นสีขาวนวลเนียนประหนึ่งหยกมันแพะชั้นเลิศที่ถูกขัดเงาจนขึ้นประกายจางๆ

     

    เมื่อปลายนิ้วของเขาลากผ่าน ผิวของนางกลับตอบสนองด้วยการสั่นระริกเบาๆ และเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อประหนึ่งกลีบบัวหลวงที่เพิ่งต้องน้ำค้างยามเช้า ความละเอียดของผิวพรรณนางนั้นช่างน่าอัศจรรย์ มันเนียนลื่นประหนึ่งแพรไหมชั้นดีที่ทอจากใยแมงมุมสวรรค์

     

    ทว่าภายใต้ความนุ่มนวลนั้นกลับแฝงไปด้วยความแน่นกระชับของกล้ามเนื้อที่เคยผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก กลิ่นกายของนางในยามนี้ไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอมที่ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อแสดงอำนาจของบุรุษอีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นหอมกรุ่นที่แผ่ออกมาจากอณูขุมขนโดยตรง

     

    มันเป็นกลิ่นที่ผสมผสานระหว่างความหอมหวานของดอกมณฑาสวรรค์และความร้อนแรงของปราณมังกรที่กำลังแปรสภาพ กลิ่นนี้ช่างยั่วยวนและมอมเมาโสตประสาทของจิ้งจอกหนุ่มให้ลุ่มหลงจนยากจะถอนตัว

     

    สายตาของหลินเฟิงเลื่อนลงมาสำรวจสัดส่วนที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างร่างกายของฮ่องเต้สาวในความจริงนั้นมีความสง่างามที่แฝงไปด้วยความทระนง ช่วงไหล่ของนางแม้จะสอบแคบลงจนดูบอบบางน่าทะนุถนอม ทว่ายังคงมีความผึ่งผายที่สื่อถึงอำนาจของผู้ปกครองแผ่นดิน

     

    ลำคอระหงยาวระหงรับกับใบหน้าที่งดงามคมเข้มที่บัดนี้ดูอ่อนหวานขึ้นอย่างน่าประหลาด ขนตาที่ยาวงอนหนาเป็นแพหลับพริ้มอยู่บนโหนกแก้มที่แดงปลั่งด้วยฤทธิ์ยาและแรงอารมณ์

     

    ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาและมือของเขาที่สุดคือทรวงอกอวบอิ่มที่ชูชันขึ้นมาอย่างท้าทายภายใต้ฉลองพระองค์ที่ถูกปลดเปลื้องออก ในนิมิตฝัน เขาอาจจะจินตนาการถึงหน้าอกที่ใหญ่โตเพื่อตอบสนองตัณหา ทว่าในความจริง ทรวงอกของฮ่องเต้สาวกลับมีขนาดที่พอเหมาะและได้รูปทรงที่งดงามประหนึ่งงานประติมากรรมชิ้นเอก

     

    มันมีความแน่นกระชับและยืดหยุ่นอย่างน่าอัศจรรย์ ยอดอกสีทับทิมที่สั่นระริกตามจังหวะการหายใจที่หอบถี่นั้นดูสดใสและอ่อนไหวต่อสัมผัสยิ่งกว่าที่เขาเคยคาดคิด เมื่อเขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปรอบๆ ฐานอก ร่างของนางก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง พร้อมกับเสียงครางที่แหบพร่าซึ่งแฝงไปด้วยความประหลาดใจในความรู้สึกใหม่ที่กำลังถาโถมเข้าใส่

     

    หน้าท้องของนางแบนราบและมีร่องรอยของกล้ามเนื้อจางๆ ที่สื่อถึงความแข็งแกร่งของมังกร ซึ่งทำให้ช่วงเอวของนางดูคอดกิ่วและเย้ายวนใจอย่างที่สุด สะโพกที่เคยสอบแคบแบบบุรุษกลับขยายผึ่งออกเป็นรูปทรงนาฬิกาทรายที่สมบูรณ์แบบ

     

    ขาเรียวยาวที่เคยทรงพลังในการควบม้าบัดนี้กลับดูนุ่มนวลและขาวผ่องประหนึ่งลำเทียนหอม ทุกสัดส่วนของนางคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความแข็งแกร่งและสุนทรียภาพแห่งสตรีเพศ

     

    หลินเฟิงเริ่มบทเล้าโลมอย่างเชื่องช้าและละเมียดละไม เขาใช้ลิ้นที่ร้อนระอุเลียไล้ไปตามซอกคอขาวผ่องและลาดไหล่ที่เนียนละเอียด ทุกครั้งที่เขาขบเม้มลงบนผิวของนาง ฮ่องเต้สาวจะส่งเสียงครางอื้ออึงในลำคอและบิดกายเร่าด้วยความซ่านสยิว

     

    ความรู้สึกที่ได้รับในโลกความจริงนั้นมีความลุ่มลึกและหลากหลายกว่าในนิมิต นางรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของร่างกายเขาที่ทาบทับลงมา สัมผัสของผิวหนังที่เสียดสีกัน และความร้อนจากลมหายใจที่รดรินอยู่บนผิวหนัง

     

    "อ๊ะ... ท่าน... ท่านช่างรุนแรงนัก... ทว่าข้ากลับ... ชอบมันยิ่งกว่าสิ่งใด" ฮ่องเต้สาวพึมพำด้วยสุรเสียงที่พร่าเลือน

     

    หลินเฟิงลอบยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาใช้มือหนาบีบเค้นทรวงอกอวบอิ่มของนางอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น บังคับให้ยอดอกที่สั่นระริกต้องแข็งเป็นไตภายใต้ฝ่ามือของเขา เขาจงใจยืดเวลาแห่งการเล้าโลมนี้ออกไปให้ยาวนานที่สุด เพื่อให้ฮ่องเต้สาวจดจำทุกสัมผัสนี้ไว้ในส่วนลึกของดวงจิต

     

    บัดนี้ บรรยากาศในตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งราคะที่เข้มข้นจนอากาศแทบจะกลายเป็นสีชมพูทอง และหลินเฟิงก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด... การหลอมรวมเพื่อกำเนิดหางที่เก้าท่ามกลางความจริงที่งดงามยิ่งกว่าความฝันใดๆ

    คล้ายกับเรื่องจิ้งจอกเก้าหางข้ามภพ ระบบเติมแต้มสุขสม ที่คุณอ่าน