บทที่ : 1
อึก...
เสียงกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ดังมาจากร่างที่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่ง ที่กำลังพยายามเป็อย่างมาก เพื่อที่จะลืมตาที่หนักอึ้งนั้นขึ้นมาให้ได้ แต่ก็ดูเหมือนกับว่าร่างกายของนางนั้นจะไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่นัก เพราะไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็ดูเหมือนว่าหนังตาของนางก็หนักเสียเหลือเกิน
‘นั่นสินะ ก็ถูกรถชนเสียขนาดนั้นแค่ไม่ตายก็ดีแค่ไหนแล้ว...’
นั่นคือห้วงความคิดสุดท้ายของหญิงสาว ก่อนที่นางจะตกลงไปสู่ห้วงแห่งนิทรา ซึ่งนั่นก็ทำให้นางได้เจอกับฝันที่แสนแปลกประหลาดเื่หนึ่ง...
ในห้วงความฝันนั้น นางกลายไปเป็เด็กหญิงน้อยคนหนึ่งที่ราวกับอยู่ในหนังจีนหรือซีรี่ย์จีนโบราณอะไรทำนองนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็บ้านเรือนหรือการแต่งตัวเองก็แทบจะไม่ต่างจากหนังจากซีรี่ย์ที่ดูอยู่เลยแม้แต่น้อย ที่จะแตกต่างก็คงเป็รูปร่างหน้าตาของคนทั่วๆ ไปไม่ได้เมคอัพเสียจนเวอร์วังเหมือนในหนังอะไรพวกนั้นก็เท่านั้น
ในความฝันนั้นนางเป็หญิงสาวที่เกิดจากคหบดีใหญ่คนหนึ่ง ที่มีความมั่งคั่งเป็อันดับต้นๆ ของเมือง ทั้งนางนั้นก็ยังเป็ถึงคุณหนูในฮูหยินใหญ่เสียด้วย
เสียดายก็แต่นางนั้นไม่ใช่บุตรชาย และเกิดหลังพี่ๆ อีกสองสามคนในบ้าน ทำให้แม้จะเป็ลูกรักที่เกิดจากคนที่บิดารักก็ตาม สุดท้ายก็ราวกับพล๊อตนิยายน้ำเน่า ที่มารดาของนางซึ่งเป็ฮูหยินใหญ่ของจวนก็ถูกอีกฝ่ายวางแผนร้ายจนตายตก
และนางก็กลายเป็ลูกสาวไร้มารดาไปโดยปริยายในวัยแปดขวบปี...
ไม่ต้องกล่าวถึงสิ่งที่ตามมา เพราะไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อไม่มีมารดาเป็ผู้คอยปกป้องดูแล นางก็เหมือนกับลูกเลี้ยงทั่วๆ ไปในซีรี่ย์ ที่มักจะถูกแม่เลี้ยงทำร้ายรังแกอยู่เสมอ แม้ว่าบิดาจะรักใครนางมากแค่ไหน แม้จะมอบองครักษ์ฝีมือสูงให้ดูแลนาง
แต่สุดท้ายคนระวังหรือจะสู้คนจ้องทำลาย สุดท้ายหญิงสาวก็ถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งหลายครา จวบจนกระทั่งสุดท้ายในวันที่นางอายุครบสิบห้าปี แม่เลี้ยงสุดชั่วช้าก็วางแผนการหลอกล่อในตอนที่บิดาต้องไปทำงานที่ต่างเมือง และให้องครักษ์ของนางไปทางอื่นเสีย นางก็ถูกกลุ่มคนดักทำร้ายในขณะเดินทาง...
จนนางถูไล่ต้อนจนตกเหวไปพร้อมๆ กับรถม้าในที่สุด
ตาย...
นั่นคือความภาพความฝันฉากสุดท้ายที่นางได้เห็น
เหมือนจะเป็เพียงแค่เื่ราวสั้นๆ เื่หนึ่ง แต่ความเป็จริงแล้วจันทร์ที่ฝันนั้นกลับรู้สึกว่ามันยาวนานมาก สุดท้ายที่ความฝันจบลง...
“เ้าเองก็ใช้ชีวิตได้น่าสมเพชไม่ต่างจากข้าเลย” จันทร์ที่สติลางเรือนเต็มทีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาในห้วงแห่งความฝัน “เ้าพยายามที่จะทำความดีกับคนที่มองไม่เห็นค่า จนสุดท้ายสิ่งที่ตอบแทนกลับมาก็เป็เพียงแค่ความตายที่ว่างเปล่าเท่านั้น”
ไม่รู้ว่าตอนที่นางกำลังกล่าวนั้นเป็เพราะเื่ราวที่ได้เห็นไปหรือเป็เื่ของตัวเองกันแน่ เพราะแม้จะต่างบริบทกันอยู่บ้าง แต่แก่นสารในชีวิตนางที่ผ่านมาก็แทบไม่ต่างกันเลย
เพราะั้แ่จำความได้จวบจนกระทั่งห้วงสติสุดท้าย นางก็ยังพยายามยึดติดในสิ่งที่ผู้คนเรียกว่า “คนดี” จนนางลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่นางยิ้มจริงๆ ออกมาจากใจนั้นเป็ตอนไหนของชีวิต...
“นี่สินะที่คนโบราณพูดว่าคนที่มองเพียงแค่จุดหมายมักจะมองไม่เห็นข้างทาง สุดท้ายข้าเองก็มองไปที่วันพรุ่งนี้เสมอจนลืมไปแล้วว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในวันนี้...”
ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองไหม แต่เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาจากห้วงความคิด นางก็รู้สึกได้ถึงสายน้ำอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากดวงตา ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง...
“ถ้าพวกเรามีโอกาสสักครั้ง ขอเพียงแค่โอกาสที่จะมีชีวิตต่อไปเพียงสักครั้ง...”
นั่นคือความคิดห้วงสุดท้าย ก่อนที่นางจะหลับลึกลงไปในที่สุด...
.
.
.
แค่กๆ
“น้ำ ขอน้ำหน่อย...”
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หญิงสาวรู้สึกตัวอีกทีก็รู้สึกได้ถึงลำคอที่แห้งผาก นางจึกพยายามเปล่งเสียงที่แหบแห้งออกมาอย่างสุดความสามารถ พร้อมๆ กับที่พยายามที่จะลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมื่อรู้สึกตัวแล้ว
“...”
หนังตาที่หนาหนักแต่ก็ไม่ได้หนักมากเหมือนคราวก่อน ตอนนี้นางพยายามที่จะกะพริบตาที่พร่าเลือนถี่ๆ เพื่อปรับสายตาของตัวเองให้ชัดขึ้น ตามประสาคนที่หลับไปนานจนสายตาไม่ค่อยจะโฟกัสเท่าไรนัก
“....”
“....”
“....”
“....”
ในตอนนั้นเองที่หูของนางก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายแว่วมาอยู่ไกลๆ จนผ่านไปหลายอึดใจกว่าที่นางจะสามารถได้ยินเสียงพวกนั้นได้อย่างชัดเจน
“...?”
แต่พอได้ยินภาษาที่ไม่ค่อยจะคุ้นหูเท่าไรนัก แต่นางกลับสามารถเข้าใจคำพูดพวกนั้นได้อย่างประหลาด ราวกับว่านางคุ้นเคยกับพวกมันมาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งเมื่อมาฟังชัดๆ ก็กลายเป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังร้องะโโหวกเหวกโวยวายเรียก ‘ท่านหมอๆ’ อยู่ไม่ขาดปาก จนได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งโครมครามมาแต่ไกล
‘หือ...’
เมื่อหูได้ยินและดวงตาเริ่มที่จะปรับจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น นางก็ต้องแปลกใจกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยแต่กลับคุ้นตาเป็อย่างมาก ซึ่งในตอนที่นางกำลังมึนงงกับสถานที่ที่แปลกตา ความทรงจำหนึ่งก็หวนเข้ามาในห้วงความคิด...
‘นี่มันไม่ใช่ห้องของแม่หนู่นั่นหรือ...’
ใช่แล้ว!
ภาพที่ปรากฏอยู่ในสายตาของนางในตอนนี้ อาจจะไม่คุ้นเคยสำหรับจันทร์สักเท่าไหร่ แต่สำหรับเด็กน้อยแสนอาพักในห้วงแห่งความฝันแล้ว ที่แห่งนี้คือห้องที่นางนอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“!!”
จำได้ก็ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อนึกขึ้นได้นางก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็มาก่อน แต่มันก็ผ่านไปเพียงแค่เสี้ยวอึดใจเท่านั้น ก่อนที่นางจะกลับมาสงบลงอีกครั้ง จะดีจะร้ายอย่างไรตัวนางก่อนที่จะมาที่นี่นางก็อายุไม่น้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นในตอนนี้นางก็รู้สึกหลากหลายจนอธิบายไม่ได้
เสียใจหรือก็ไม่ เพราะนางเองก็อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่จะดีใจนางก็ดีใจได้ไม่เต็มที เพราะเหตุผลหลายๆ อย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในหัว...
“เ้ารีบนำน้ำให้คุณหนูดื่มก่อนเถอะ”
แต่ก่อนที่นางจะคิดฟุ้งซ่านไปไกล เสียงเอื่อยๆ ของชายชราที่ไม่เข้ากับท่าทางร้อนรนเท่าไหร่นักก็เอ่ยขัดความคิดของนางเสียก่อนแล้ว ซึ่งเมื่อได้ยินแบบนั้นจันทร์ก็หันไปมองอีกฝ่ายที่หยิบยาลูกกลอนแปลกๆ ออกมาเม็ดหนึ่ง แล้วส่งให้กับสาวใช้ “เอานี่ให้นางกินด้วย”
“น้ำกับยาบำรุงเ้าค่ะคุณหนู”
สาวใช้ที่ได้ยินคำสั่งก็รีบป้อนยาลูกกลอนเข้าปากหญิงสาวไป ตามด้วยน้ำจนผู้เป็นายแสดงท่าทางว่าพอแล้วจึงถอนมืออกก่อนที่จะถอยออกมาเพื่อให้ท่านหมอตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่ง
“ขออภัยขอรับข้าน้อยขอตรวจร่างกายของคุณหนูสักเล็กน้อย”
“...”
จันทร์ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ เป็เชิงอนุญาต ชายชราจึงประคองมือของหญิงสาวขึ้นมาก่อนที่จะตรวจชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบาๆ
“ตอนนี้คุณหนูพ้นขีดอันตรายมาได้แล้ว พักอีกไม่กี่วันก็คงจะหายดี เดี๋ยวข้าน้อยจะจัดยาให้กินติดต่ออีกสักเจ็ดวัย ร่างกายก็คงจะกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงดีขอรับ”
“...”
และเช่นเดิมหญิงสาวก็ยังคงไม่กล่าวอะไรเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ถึงจะจำได้ว่าที่จริงหากนางมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่น่าสงสารคนนั้น คงไม่พ้นต้องกล่าวขอบคุณเป็บ้าเป็หลัก ซึ่งหากเป็ตัวจันทร์เองก็คงจะทำไม่ต่างกันเท่าไรนัก
แต่มันไม่ใช่สิ่งที่นางอยากจะเป็อีกต่อไปแล้ว!!
......................