ตอนที่6
แหวกว่ายบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
แม้จะมีร่างกายใหญ่โตซักเพียงใดก็ตามแต่พืชั์กินคนไม่ใช่คู่ต่อสู่ของเปลวเพลิงอยู่ดี
ศาสตราทุกชิ้นเข้าฟาดฟันร่างของดอกไม้ั์กินคนราวกับมีิญญาอัศวินคอยกวัดแกว่งสะเก็ดเพลิงพวยพุ่ง เสียงกรีดร้องของอสูรกายค่อยๆดับหายไปทีละเสียงข้างล่างเท้าของข้าคือทะเลเพลิงที่แผดเผาทุกอย่าง ทว่าข้าในชุดเกราะเวทมนตร์แสงสีแดงกลับได้รับความร้อนเพียงแค่ไออุ่นๆเท่านั้นบางทีนี่อาจจะเป็อำนาจของชุดเกราะที่อาเธอร์สวมใส่ให้ข้าก็ได้
เมื่อการต่อสู้จบลง ไม่สิการเข่นฆ่าอยู่ฝ่ายเดียวสิ้นสุดเมื่อเสียงของสัตว์ร้ายแว่วหายไปต้องรออีกหลายสิบนาทีไฟถึงจะมอดดับ และต้องใช้เวลาเท่าๆกันข้าถึงจะหายอึ้ง
“เ้าเป็ตัวอะไรกันแน่”ข้าไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองอาเธอร์สามารถโค่นอสูรกายขนาดั์ได้โดยที่เราไม่ต้องาเ็ซักแผลเดียว
“แมวไง เหมี๊ยว”อาเธอร์ที่ยืนอยู่บนโล่น้ำแข็งตอบกลับมาหน้าตาเฉย เดี๋ยวนะเมื่อกี้มันยังเป็โล่แห่งแสงอยู่เลย “ลงไปข้างล่างกันเถอะเหมือนพวกดอกไม้นั่นจะทำอะไรซักอย่างตกไว้ด้วยนะ”
คำพูดของอาเธอร์ทำให้ข้านึกขึ้นได้ว่าเมื่อพวกสัตว์อสูรในมหาดันเจี้ยนได้มีโอกาศที่ดวงิญญาของพวกมันจะกลายเป็ตราอัญเชิญข้ารีบพุ่งลงไปยังพื้น...เดี๋ยวนะ ข้าสามารถบังคับชุดเกราะเวทมนตร์นี่ได้คล่องขนาดนี้เชียวเหรอมันเหมือนเพียงแค่คิดและขยับตัวนิดหน่อยทุกอย่างก็เคลื่อนไหวอย่างเป็ธรรมชาติราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเลยความวิเศษนี่มันอะไรกัน ไม่สิข้าชักไม่แน่ใจแล้วว่าข้าอัญเชิญสัตว์ประหลาดระดับไหนออกมา
เคยได้ยินว่าสัตว์อัญเชิญจะมีการแบ่งระดับอยู่ด้วยแม้ไม่รู้ว่ามันมีระดับอะไรบ้าง แต่อาเธอร์จะต้องไม่ใช่สัตว์อัญเชิญธรรมดาๆรวมถึงเพื่อนๆของมันที่สิงสถิตอยู่ในร่างนั้นด้วย บางทีอาจจะมีระดับสูงถึงสัตว์มายาในตำนานเลยก็ได้นะ
แต่ข้าก็ยังสงสัยว่าทำไมฟาเอลถึงได้ใช้พลังออกมาไม่ได้ในตอนที่เราอยู่ที่กิลด์ถ้าจำไม่ผิดมันบ่นเกี่ยวกับเวทมนตร์นี่เหมือนมันพยายามจะใช้เวทมนตร์แต่ก็ใช้ไม่ได้ ก็แหงล่ะถ้ามันไม่ได้ใช้ตราอัญเชิญแล้วมันจะเรียกใช้งานเวทมนตร์ได้ยังไง
ข้าลงไปยังพื้นดินอาเธอร์กับโล่น้ำแข็งบินตามลงมา มันะโลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล แม้ไฟจะมอดดับแต่เถ้าเขม่าก็ยังลอยคลุ้งบดบังการมองเห็นจนหมดสิ้นทว่านั่นไม่มีผลกับภาพที่ข้าเห็นภายใต้หมวกเกราะตรงพื้นเบื้องหน้าข้าเห็นจุดสีเหลืองแดงที่มีลักษณะเหมือนตราอัญเชิญตกอยู่บนพื้นถึงสามชิ้นด้วยกันข้าวิ่งเข้าไปคว้ามาสำรวจอย่างตื่นเต้น ใช่จริงๆด้วย! นี่คือตราอัญเชิญของข้า ทั้งสามอันเป็ของข้าทั้งหมดเลย!
ในหัวของข้าคิดสิ่งที่ข้าจะทำหลังจากนี้อย่างเร็วจี๋หลังจากที่ข้ากลับไปข้าก็คงจะเอาตราอัญเชิญสองอันไปขายและเก็บไว้ใช้งานเองอันนึงไม่สิ! ข้าควรจะขายให้หมดแล้วรวบรวมเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อรักษาท่านแม่ แต่ถ้าการสำรวจครั้งหน้าข้าจำเป็ต้องใช้มันล่ะก่อนอื่นข้าควรจะรู้ก่อนสิว่าเ้าตราอัญเชิญนี่มันใช้ยังไงมันจะทำให้ข้ากลายเป็ผู้มีชื่อเสียงประจำอาณาจักรเลยไม่นะ โอ้ย! ข้าตื่นเต้นจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว
“เอาไงต่อดี” อาเธอร์หาวโล่ที่มันขี่อยู่เปลี่ยนไปเป็โล่สายลมที่สร้างกำแพงลมขึ้นมาเป่าเขม่าที่อยู่รอบๆตัว“นอนพักมะ”
“ไม่ล่ะ!” ข้าเอ่ยเสียงแข็ง “เราจะเดินทางกลับเมืองกัน...ตอนนี้เลย!”
“แง๊ว” อาเธอร์ทำหน้าเศร้าๆหูของมันลู่ตกลงมา “เดาไว้แล้วแหละว่ามันต้องเป็แบบนี้”
“ชุดเกราะนี่มันสามารถพาข้าบินกลับไปที่เมืองได้เลยไหม”ข้าถาม ใจของข้าเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น ข้ากอดตราอัญเชิญเอาไว้แน่นในอ้อมกอดมันคือเงินก้อนแรกของข้าและข้าจะไม่ยอมให้มันต้องมีริ้วรอยเด็ดขาด
“จะว่าได้ก็ได้อยู่หรอกแต่ร่างกายของเ้าจะทนไม่ไหวเอานะ” อาเธอร์เตือนแต่ข้ากลับไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นเลย ข้ายังแข็งแรงเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมาเมื่อกี้นี้เอง
“ข้าโอเคน่า เรากลับกันเถอะ ข้าอดใจรอที่จะให้พวกพ่อค้าประเมินราคาไม่ไหวแล้ว”ข้าเอ่ยด้วยความกระตือรือร้นอาเธอร์จ้องตาข้าซักพักก่อนจะะโขึ้นมาเป็ไหล่ข้าที่สวมไว้ด้วยเกราะเหล็กแล้วพวกเราก็บินกลับไปทั้งแบบนั้น
ความรู้สึกที่ได้บินบนท้องฟ้ายามค่ำคืนเป็อะไรที่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกข้ารู้สึกเป็อิสระจากแรงโน้มถ่วง เหมือนแหวกว่ายอยู่ในบ่อน้ำที่ไม่มีวันจมแรกๆข้ารู้สึกกลัวจนแอบเกร็งอยู่นิดๆแต่พอผ่านไปได้ซักพักข้าก็เริ่มชินและสนุกไปกับการบินฉวัดเฉวียนไปตามเส้นทางของสายลมน่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถรับลมที่พัดปะทะเข้ามาได้ใม่งั้นข้าก็คงจะได้ััความรู้สึกแบบเดียวกับฝูงนกอย่างเต็มที่
ข้าได้มาค้นพบในเวลาต่อมาว่าข้าบินบนฟ้าด้วยอำนาจของละอองเวทมนตร์ที่ปล่อยออกมาตามส่วนข้อต่อของเกราะส่วนลำตัวและส่วนข้อเท้า มันดูเหมือนกับสะเก็ดกองไฟครุกรุ่นที่โดนลมพัดทว่าเมื่อเวลาผ่านไปซักพักข้าก็รู้สึกว่าร่างกายเหมือนกำลังจะแตกร้าวมันเป็อาการปวดไปทั่วทั้งแขนและขา
“อึก!” ข้าเจ็บจนแทบพูดไม่ออก หน้าก็เริ่มมืดๆวูบๆ “เกิดอะไรขึ้นทำไม...มันเจ็บแบบนี้” ข้ารู้สึกว่าร่างของตัวเองค่อยๆบินลดระดับลงอย่างอัตโนมัติอาเธอร์คงพยายามจะบังคับชุดเกราะพาร่างที่ปวดจนแทบขยับไม่ได้ของข้าลงสู่จุดที่ปลอดภัย
“ข้าี้เีมานั่งอธิบายด้วยสิเมี๊ยว”อาเธอร์ปัดคำถามของข้าทิ้งอย่างไม่ใยดี “เอาว่าไว้ตอนเ้าตื่นขึ้นมาแล้วข้าอาจจะอธิบายให้ฟังก็แล้วกันแค่อาจจะอ่ะนะ ม๊าวววว” มันหาว
แล้วร่างของข้าก็ลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวลสติของข้าเลือนราง ความปวดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆข้ารู้สึกได้ว่าชุดเกราะเวทมนตร์หยุดทำงาน ทำให้ร่างกายของข้าหนักอึ้งเข้าไปอีกเรี่ยวแรงของข้าหดหายไปอย่างฉับพลัน ความเหนื่อยล้าที่ก่อนหน้านี้หลบซ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่งก็เข้าเล่นงานเข้า
ข้าหมดสติไปทั้งแบบนั้น
.
.
.
ในฝันข้าฝันถึงฝาแฝดหนุ่มสี่คนที่ดูงดงามราวกับเป็เทวาอวตาร
ข้าไม่สามารถขยับร่างกายได้มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังคงเลื่อนไปมาอย่างอิสระทำให้ข้าได้แต่เฝ้ามองเหล่าผู้คนตรงหน้านั่งพูดคุยกันเสียงพูดของพวกเขาดังก้องๆแว่วๆฟังไม่ได้ศัพท์ พวกเขามีใบหน้าที่เหมือนกันเป๊ะๆหากแต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นที่แตกต่างอย่างคนที่กำลังหันมาโบกมือทักทายข้าเป็ชายหนุ่มรูปงามที่เรือนผมกับดวงตาเป็สีทองคำดูล้ำค่าบรรยากาศรอบตัวของเขาทำให้เขาดูเป็มิตรและอบอุ่น ผิดกับอีกสามคนที่เหลือที่มีบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่
แล้วข้าก็ไปสะดุดอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งเรือนผมสีน้ำตาลไหม้กับแววตาดำสนิทที่ทอประกายความเบื่อหน่ายออกมาเขาอยู่ในท่าเอนตัวพิงกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลังชุดของเขาดูเหมือนกับพวกทหารรับจ้างที่เหน็บดาบเก่าๆไว้ตรงเอว เขามีบรรยากาศแบบคนที่จะไม่มีวันทุกข์ร้อนกับเื่ใดๆบนโลกใบนี้เขายิ้มให้ข้าน้อยๆก่อนจะหลับไปทั้งแบบนั้น
สัญชาตญาณของข้ามันร้องบอกว่าชายหนุ่มคนนั้นเหมือนกับอาเธอร์ไม่มีผิด
ทว่าก่อนที่ข้าจะทันได้สังเกตลักษณะของอีกสองคนโลกทั้งใบก็ค่อยๆมัวแล้วมืดดับไปในที่สุด มันคือสัญญาณว่าข้ากำลังจะตื่นจากฝันสู่โลกแห่งความจริง
.
.
.
ข้าตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยร่างกายกลิ่นอับๆชื้นๆลอยเตะจมูกของข้า รู้สึกหิวน้ำจนคอแห้งผากรอบๆตัวของข้าคือโลกทื่มืดสลัวๆ บางทีนี่อาจจะยังเป็ตอนกลางคืนอยู่ก็ได้ข้าพยายามเค้นเสียงออกไปว่า “อ...อาเธอร์” แต่ไม่มีเสียงเหมียวตอบกลับมาข้าใช้เวลาอีกนิดหน่อยเพื่อทำให้ร่างกายคืนสภาพเพียงพอที่จะเริ่มสำรวจว่าตัวข้านั้นอยู่ที่ไหน
และทันทีที่ข้าทำแบบนั้นได้ข้าก็กวาดสายตามองไปยังรอบๆตัวในความมืดข้าเห็นเงาตะคุ่มๆของซี่กรงอะไรบางอย่างขวางอยู่เบื้องหน้า เมื่อหันหลังก็เจอเข้ากับกำแพงที่มีช่องเล็กๆ้าไว้สำหรับถ่ายเทอากาศและให้แสงรอดเข้าข้าพยายามขยับตัวก่อนจะพบว่าขาซ้ายของข้าถูกคล้องไว้ด้วยโซ่ตรวนที่ยึดแน่นอยู่กับพื้นห้อง
เดี๋ยวนะ...
อย่าบอกนะว่าข้าอยู่ในคุกนะ! ข้าหันขวับกลับไปมองยังซี่กรงตะคุ่มๆนั่นอีกทีและพบว่ามันเป็ซี่กรงที่กั้นระหว่างโลกเบื้องนอกกับห้องห้องนี้เอาไว้ซึ่งฝั่งตรงข้ามเองก็เป็ซี่กรงแบบเดียวกัน ไม่ผิดแน่ ที่นี่จะต้องเป็คุกแล้วข้าก็ถูกจับมาล่ามโซ่เอาไว้
เกิดบ้าอะไรขึ้นกับข้าตอนที่ข้าหลับไปเนี่ย!
โปรดติดตามตอนต่อไป