เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 31 เมืองมิลานและเอลฟ์

    บทที่ 31
    ขบวนรถม้าของผมออกเดินทางมาหลายวัน ตอนนี้ผมเดินทางใกล้ถึงเมืองมิลานแล้ว
    “อีกครึ่งวันจะถึงเมืองมิลานแล้วครับนายน้อย” คุณดันเต้รายงาน
    “เรียกผมคลาวด์ก็พอครับคุณดันเต้ ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้ คนกันเองทั้งนั้น” ผมบอกคุณดันเต้
    “เอางั้นหรอ” คุณดันเต้ถาม
    “ครับ” ผมพยักหน้า
    “งั้นเรียกพี่ดันเต้ก็พอ เห็นอย่างนี้พี่อายุยังไม่เข้าเลข 3 เลยนะ” ผมพยักหน้าตกลง
    พวกเราเดินทางมาถึงเมืองมิลานตอนเย็น ผมและขบวนกำลังรอผ่านด่านของเมืองอยู่
    “พ่อค้ากรุณาจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองด้วยครับ” ทหารที่เฝ้าอยู่แจ้งให้ทราบ
    “เราเป็นขบวนภาษีของเมืองบาร็อคครับ” ผมบอกทหารนายนั้น
    “เจ้าหนูอย่าโกหกเลยน่าหาเรื่องผ่านด่านฟรีเลยน่า ข้าเฝ้าที่นี่มา 20 กว่าปีเมืองนั้นไม่เคยเดินทางมาส่งภาษีเลยสักครั้ง” ทหารนายนั้นไม่เชื่อผม
    “นี่เอกสารครับ” ผมยื่นเอกสารไปให้ ทหารนายนั้นรับไปอ่านด้วยสีหน้า งงๆ
    “นี่มัน ของจริง?” ทหารนายนั้นมองหน้าผม
    “ใช่ครับขบวนภาษีจริงๆ” ผมพยักหน้า เหอะๆดูหน้าทหารคนนี้สิ ทำหน้าเหมือนเห็นผีงั้นล่ะ
    “ถ้างั้นผ่านได้” ทหารนายนั้นยื่นเอกสารคืนให้ผมและขบวนผมก็เดินทางผ่านเข้ามาในเมือง
    “พี่ดันเต้เคยมาเมืองนี้มั้ยครับ” ผมถามพี่ดันเต้
    “ก็เคยมาบ้าง มีไรหรอ”
    “พอจะรู้จักที่พักดีๆมั้ยครับ” ผมถามเพราะผมไม่เคยมานิเนอะ
    “ได้เลยเดี๋ยวพี่พาไปเอง” พี่ดันเต้พาพวกเราไปไม่ไกล เรามาจอดอยู่หน้าบ้าน 2 ชั้นหลังใหญ่
    “ลุง!!!” พี่ดันเต้ตะโกนเข้าไปในบ้าน
    “ใครเรียกวะ” มีลุงคนหนึ่งหน้าตาใจดีเดินออกมาจากบ้าน
    “มาหาใครพ่อหนุ่ม” ลุงคนนั้นถามหลังจากออกมาเจอพี่ดันเต้กับขบวนของพวกผม
    “ผมดันเต้ไงลุง แค่นี้จำหลานตัวเองไม่ได้หรอ” พี่ดันเต้บอก ลุงแกจ้องหน้าสักพัก
    “เฮ้ยไอ้อ้วนดันเต้เองเรอะ ใครจะไปจำได้วะเอ็งเล่นผอมขนาดนี้ ปีที่แล้วข้ายังไปเยี่ยมเอ็งที่เมืองบาร็อคอยู่เลย เอ็งตอนนั้นยังเป็นไอ้อ้วนอยู่เลยนี่” ลุงแกตกใจน่าดู
    “โถ่ลุง นั่นมันเกือบปีแล้วนะ ผมตอนนี้เป็นทหารเต็มตัวแล้ว” พี่ดันเต้แกบอกลุงด้วยสีหน้าเซ็งๆ เพราะตอนแรกๆ ที่ฝึกเสร็จเวลาเจอเพื่อนบ้าน ไม่มีใครจำดันเต้ได้สักคน เพราะเวลาฝึกเสร็จผมมักให้เวลาหยุดแค่ วันสองวัน เท่านั้นส่วนใหญ่ก็แค่กลับไปพักผ่อนอยู่บ้านกับครอบครัว
    “พอดีผมคุ้มกันขบวนภาษีมาน่ะครับ กำลังหาที่พักอยู่ ขออยู่พักสักคืนดิลุง” คุณดันเต้บอก
    “โอ้ได้เลยๆ หลานมาหาทั้งที” ลุงแกเชิญ
    “แล้วข้างหลังนั่นล่ะ” ลุงแกถามถึงผม
    “อ๋อนั่นลูกท่านเจ้าเมืองครับลุง คลาวด์นี่ลุงพี่เอง” พี่ดันเต้แนะนำผม
    “สวัสดีครับ ผมคลาวด์ ฟัวร์ บุตรชายเจ้าเมืองบาร็อคครับ” ผมโค้งทักทายลุงของพี่ดันเต้
    “โอ้เชิญเลยๆ ส่วนขบวนรถม้าพวกนั้นเอาไปจอดไว้ด้านหลังบ้านนั่นล่ะ ส่วนม้าเอาไปจอดไว้ในโรงม้าแล้วกัน” ลุงแกชี้ไปด้านหลังบ้าน
    ผมและพี่ดันเต้ เดินเข้าบ้านตามลุงของพี่เค้าไป ลุงแกพาพวกเราไปเก็บของ ดูเหมือนบ้านลุงพี่ดันเต้จะรวยมากนะเนี่ย มีห้องพักเพียบเลย จากนั้นพวกเราลงมาที่ห้องนั่งเล่น ส่วนทหารที่เหลือดูเหมือนพี่ดันเต้จะสั่งให้ไปเที่ยวในเมืองได้นะ แต่ห้ามไปดื่มแค่นั้น
    หลังจากนั้นพวกเราลงมาคุยกันที่ห้องนั่งเล่น ดูเหมือนลุงของพี่ดันเต้เค้าคงคิดถึงหลานมากพูดไม่หยุดเลย
    “นี่สมัยก่อนนะลุงก็เคยอยู่เมืองบาร็อคแต่ลุงย้ายมาอยู่เมืองมิลานนี่เกือบ 10 ปีแล้ว ก็นะเมืองบาร็อคมันหากินลำบากนี่” ลุงแกพูดถึงเรื่องสมัยก่อน
    “ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วลุง ดูปีนี้สิ ผมมาคุ้มกันขบวนภาษีเลยน้า ตอนนี้เมืองบาร็อควุ่นวายมาก อาจจะวุ่นวายกว่าเมืองหลวงเลยด้วยซ้ำ มีทั้งพวกพ่อค้าเข้ามา ไหนจะพวกนักท่องเที่ยวอีก เยอะมากเลยลุง” พี่ดันเต้บอกลุง
    “โอ้งั้นหรอ น่าลองกลับไปเที่ยวดูเหมือนกันนะ แล้วเอ็งมีเหลนให้ข้าอุ้มยังวะดันเต้” ลุงแกถามพี่ดันเต้
    “แฮะๆ ยังเลยลุงผมก็พยายามอยู่” พี่ดันเต้ยิ้มเขินๆ
    “แล้วพ่อกับแม่เอ็งล่ะสบายดีมั้ย ดันเต้” ลุงถามหลานชาย
    “สบายดีครับ ตอนนี้ก็ยุ่งกันอยู่ พ่อก็หาปลาเหมือนเดิม ส่วนแม่ตอนนี้เปิดร้านอาหารครับ” พี่ดันเต้ตอบ
    “โอ้ เมืองบาร็อคเจริญถึงขั้นนั้นแล้วสินะ” ลุงแกพยักหน้า
    จ๊อก !!! เสียงท้องร้องของผมดังขึ้น อายชะมัด
    “ฮ่าๆ ท่าทางจะคุยเพลิน ไปทานข้าวกันเถอะ” ลุงแกพาพวกผมไปห้องอาหาร
    จากนั้นไม่นานอาหารหลายอย่างก็มาวางบนโต๊ะด้วยฝีมือแม่บ้านของลุงเค้า
    “นี่ลองนี่สิ จานนี้เรียกว่าเนื้อผัดซีอิ้ว ลุงพึ่งได้เครื่องปรุงพวกนี้มา หาซื้อยากเหมือนกัน ส่วนใหญ่พวกพ่อค้าจะเอาไปขายเมืองหลวงกันหมด ลองชิมกันเลยหาทานยากนะ” ลุงแกแนะนำ
    “โถ่ลุงเมื่อบาร็อคเป็นแหล่งผลิตเครื่องปรุงมันหาทานง่ายจะตาย เมืองนั้นมีเครื่องปรุงติดครัวกันทุกบ้านล่ะ” พี่ดันเต้บอก
    “เฮ้ยโกหกน่า นี่ข้าปล่อยไก่เรอะ” ลุงแกน่าเจือน
    “ฮ่าๆ ลุงอยากโม้ทำไมเล่า” พี่ดันเต้ขำ ส่วนผมได้แต่ยิ้มๆ
    “เฮ้อ ถ้างั้นวันหลังข้าแวะไปซื้อเมืองบาร็อคเองก็ได้สินะจะได้ไม่ต้องมาซื้อจากพวกพ่อค้าแพงๆ” ลุงแกถอนหายใจ
    “เดี๋ยวเอาจากผมก็ได้ครับคุณลุง ถือว่าเป็นค่าที่พัก” ผมบอกลุงแก
    “จะต้องเอาไปให้เมืองหลวงไม่ใช่เรอะ” ลุงหันมาถามผม
    “พอดีผมเอามาเยอะอยู่แล้วครับ เผื่อไว้ตอนเดินทาง” ลุงแกพยักหน้า
    หลังจากนั้นพวกเราก็ทานอาหารกันจนอิ่ม พวกเราก็ขึ้นไปพักผ่อนกัน ส่วนผมว่าจะออกไปเดินเล่นซักหน่อย ขอสำรวจเมืองหน่อยตอนแรกพี่ดันเต้จะขอตามมาด้วย แต่ผมปฏิเสธไป
    ผมออกมาเดินสำรวจภายในเมือง สิ่งก่อสร้างภายในเมืองก็คล้ายๆเมืองของผม
    ผมเดินไปไม่นานผมได้ยินเสียงร้องออกมาจากตรอกมืดๆตรอกหนึ่ง
    กรี๊ด !!! ผมวิ่งไปดูทันที
    ผมเห็นภาพเด็กผู้หญิงผมสีเขียวคนหนึ่งอายุน่าจะพอๆกับผมด้วยเอลฟ์สินะ เธอถูกอุ้มโดยชายสองคน ส่วนเด็กคนนั้นถูกมือของชายคนหนึ่งเอามือปิดปากเอาไว้อยู่ พวกลักพาตัวสินะ
    “งานนี้เราได้เงินเยอะแน่ๆลูกพี่” โจรคนแรกพูดขึ้นมา
    “เออรีบๆไปเถอะ ก่อนใครจะมาเห็น” โจรคนที่สองบอก
    ผมไม่รอช้าโคจรลมปราณแล้ววิ่งเข้าไปด้านหลังชายสองคนนั้นทันทีผมใช้มือฟาดไปที่คอพวกโจรอย่างรวดเร็ว ตุบ!! ตุบ!! ทั้งคู่สลบไปทันที ก่อนที่ผมจะรับร่างของเด็กผู้หญิงตรงหน้าไว้ ผมสังเกตอาการเธอ อืมดูเหมือนแค่หมดสติไปสินะ
    จากนั้นผมก็สังเกตเห็นหูเธอ หูเธอยาวล่ะเหมือนคุณเชียร์เลย เอลฟ์สินะเนี่้ยผมวางเธอลงบนลังแถวนั้น ก่อนผมจะหยิบเชือกที่กองๆอยู่แถวนั้นมัดพวกโจรไว้ก่อน
    อื้อ !! ดูเหมือนเธอจะได้สติขึ้นมาพอดี เธอค่อยๆลืมตาขึ้นมาเห็นผม
    ผมเห็นเธอยกมือเตรียมร่ายเวทย์มนต์ขึ้นมาทันที
    “เดี๋ยวก่อนๆ ผมเป็นคนช่วยเธอเอาไว้ พวกโจรอยู่นั่น” ผมชี้ให้ดู เธอมองเห็นโจรสองคนนอนหมดสติอยู่โดยมีเชือกมัดเอาไว้ จากนั้นเธอค่อยๆลดมือลง
    “ขอบคุณที่ช่วยเราไว้ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชื่อ” เธอถามผม
    “เรียกผมว่าคลาวด์ ครับแล้วเธอล่ะ” ผมถามกลับ
    “เราชื่อ เลอา ค่ะ เรียกเลอาก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มให้ผม อืมชื่อเพราะดีเหมือนเจ้าหญิงจากหนังอวกาศอะไรซักอย่างจำไม่ค่อยได้ละ (ยืมชื่อมาจาก Star War ครับ ^_^)
    “แล้วเลอา บาดเจ็บตรงไหนมั้ย” ผมถามถึงจะดูแล้วไม่มีบาดแผลภายนอกก็เถอะ
    “ไม่ค่ะ เราแค่ถูกพวกโจรเมื่อกี้ทำให้สลบไปเท่านั้น” เธอตอบผม
    “เลอาพักอยู่ที่ไหนเดี๋ยวเราไปส่ง” ผมถามเลอา
    “เราพักอยู่ที่โรงแรม......” เธอบอกชื่อโรงแรมมา
    “งั้นเราไปกันเถอะ” ผมเดินนำเธอได้ไม่ถึง 5 ก้าวผมก็หยุดกึก
    “คลาวด์มีอะไรรึป่าวคะ” ผมค่อยๆหันกลับไปยิ้มแห้งๆ
    “เอ่อ คือว่าผมพึ่งเคยมาเมืองนี้ครั้งแรกโรงแรมที่เลอาว่ามันอยู่ที่ไหนอะ” ผมตอบเขินๆ
    “คิกๆๆ คลาวด์นี่ตลกจังเลยนะคะ ทางนี้ค่ะตามเรามาแล้วกัน” เธอเดินนำผมแทน
    ตลอดการเดินทางไปส่งผมกับเลอาคุยกันหลายอย่าง
    “นี่คลาวด์ก็จะเข้าอาคาน่า ปีหน้าเหมือนกันเลยใช่มั้ย” เลอาถามผมหลังจากผมเล่าให้เธอฟังว่าจะเข้าเรียนที่อาคาน่า
    “ใช่ แสดงว่าเลอาด้วยสินะ” ผมพยักหน้า
    “อือเราก็จะเข้าปีหน้าเหมือนกัน” เลอาตอบ
    เลอาค่อนข้างเป็นเด็กที่เรียบร้อย ค่อนข้างอัธยาศัยดี แถมยังน่ารักอีกด้วย จากที่คุยกันดูเหมือนเธอจะมาจากอาณาจักรเซเวีย เธอเดินทางมากับครอบครัวที่เป็นพ่อค้า
    “ถึงแล้วล่ะคลาวด์ ขอบคุณนะที่ช่วยเราไว้” เธอหยุดหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง อืมไม่ไกลจากที่พักผมเท่าไร
    “ไม่เป็นไรแค่นี้เอง แล้วเจอกันที่อาคาน่านะ” ผมบอกลาเลอา
    “แล้วเจอกันค่ะ” เธอโบกมือลาผม
    จากนั้นผมก็เดินกลับที่พักทันที เพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้ากลับนอนดึกคงไม่ดี อืออย่างน้อยๆผมก็มีเพื่อน 2 คนแล้วนะ มีทั้งเลอา ที่น่ารักและฟีน่า ที่สวยคนละสไตล์เลย
    จบ....
    ปล. วันนี้พอเท่านี้ก่อนนะคร้าบ ไว้พรุ่งนี้ลงให้ใหม่

    error loaded
    พิมพ์คำอธิบายที่นี่

    คล้ายกับเรื่องเด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี ที่คุณอ่าน