“ปกติพวกข้าจะรอให้พวกเขาสูญเสียความทรงจำจากนั้นจับพวกเขาไปไว้บนเรือแล้วปล่อยไปตามยถากรรม” ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาพูดอย่างแผ่วเบา
เขาเป็นผู้นำเผ่า ถึงแม้ไม่มีชื่อเสียงในเผ่ามนุษย์เงือกทะเลทรายแต่ก็เป็นถึงราชาปีศาจผู้ครอบครองพื้นที่หนึ่งในไหลเสวียหลี่ แต่เมื่อเขาอยู่ต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลีกลับรู้สึกหวาดกลัวเนื่องจากสิ่งที่ฟ่านเสวี่ยหลีแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ช่างล้ำเลิศเกินไป
“ผู้นำเผ่าของพวกข้าไม่โกหกเจ้าหรอก”เงือกน้อยพูดขึ้นมาอย่างอดใจไม่ได้ สายตาจริงจังและเปล่งประกายด้วยแสงสีเงิน
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะเชื่อพวกเจ้า”สีหน้าของฟ่านเสวี่ยหลีสงบลงเล็กน้อย จ้องมองเงือกน้อยด้วยสายตาอันอ่อนโยนและลูบหน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา
เมื่อผู้นำเผ่าเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกโล่งอก สายตาที่มองไปยังเงือกน้อยเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งดูเหมือนฟ่านเสวี่ยหลีจะเป็นคนมีเหตุผล และเงือกน้อยตนนี้ก็ช่วยเอาไว้ไม่น้อย
ตอนนี้หัวใจที่ตึงเครียดของมนุษย์เงือกชุดเทาตนอื่นๆก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงในที่สุด
ก่อนหน้านี้พวกเขาหยิ่งยโสและยกตนเป็นเผ่าปีศาจที่ระดับสูงสุดในไหลเสวียหลี่ดูถูกและมองมนุษย์เป็นเพียงวัตถุ อีกทั้งยังปรารถนาในตัวเนี่ยชิวอวี่ นำมนุษย์มาเป็นเครื่องเดิมพันในตำหนักแต่ตอนนี้กลับพบว่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าแม่ทัพชิง ประหนึ่งเทพเจ้าที่แท้จริงพวกเขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงและทำได้เพียงกลั้นหายใจ
โชคดีที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ลงมือกับฟ่านเสวี่ยหลีไม่เช่นนั้นหากเขาโกรธขึ้นมา พวกเขาคงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่ผู้นำเผ่าก็ไม่สามารถปกป้องได้
ในขณะเดียวกัน เนี่ยมู่ก็ตื่นตกใจถึงขีดสุด จนสีหน้าซีดเผือด!
เขาใช้อำนาจข่มขู่และใช้ผลประโยชน์ล่อลวงฟ่านเสวี่ยหลีอีกทั้งยังคิดว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของตน แต่ตอนนี้แค่องครักษ์ข้างกายก็เพียงพอที่จะสังหารพวกเขาทุกคนแล้วเมื่อนึกย้อนกลับไป มันช่างน่าขันสิ้นดี
เขาเป็นถึงผู้นำตระกูล เคยเห็นผู้ที่มีสถานะสูงส่งมานับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยพบเห็นชายหนุ่มที่อัจฉริยะและแพรวพราวเช่นนี้มาก่อนอีกทั้งยังเป็นอาจารย์ปรุงยาตั้งแต่ยังหนุ่มเช่นนี้ เดิมทีเขายังคิดว่าฟ่านเสวี่ยหลีตกใจกลัวจนสติเลอะเลือนแต่ตอนนี้จึงได้รู้แล้วว่าที่แท้ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุม ถึงได้ทำตัวเฉยเมยเช่นนั้น
เขารู้สึกเสียใจยิ่งนักกับสารพัดสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติต่อเนี่ยชิวอวี่ตอนนี้อยากย้อนกลับไปแก้ไขก็ทำไม่ได้แล้ว
นักปรุงยาเป็นบุคคลที่ไม่สามารถเหยียดหยาม อาจารย์ปรุงยายิ่งไม่ควร!
เนี่ยชิวอวี่จดจ้องไปที่ฟ่านเสวี่ยหลี ในที่สุดน้ำตาก็ไหลรินออกมา
ตอนอยู่หุบเขามรณะ นางถูกผู้นำตระกูลบีบต้อนจนลำบากฟ่านเสวี่ยหลีตอนอยู่ในตำหนักก็เกิดเรื่องขึ้นเพราะรูปโฉมของนาง เดิมทีนางคิดว่าตนจะต้องตายอยู่ตรงนี้จึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน ฟ่านเสวี่ยหลีกลายเป็นราชาเหนือปวงประชาที่แม้แต่ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกยังหวาดกลัว
ที่แท้ฟ่านเสวี่ยหลีก็เป็นอาจารย์ปรุงยา!
ไม่แปลกใจที่แม่ทัพชิงผู้ไร้เทียมทานจึงปรากฏจุดบกพร่องสารพัดเมื่ออยู่ต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลีวิธีการเสวนาศาสตร์ที่อีกฝ่ายใช้ยังถูกฟ่านเสวี่ยหลีมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ไม่แปลกใจที่เขานิ่งสงบแม้อยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองฉางซานเมื่อเผชิญหน้ากับภัยอันตรายต่างๆ ก็ไร้ซึ่งความกลัว
หากชื่อเสียงอาจารย์ปรุงยาของเขาแพร่งพรายออกไป เกรงว่าต้องกลายเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของเมืองฉางซานทันทีกระทั่งถูกเชื้อเชิญเข้าเทือกเขาคุนหลุน กลายเป็นข้าหลวงของวังศักดิ์สิทธิ์!
ที่แท้นางก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับสุดยอดอาจารย์เช่นนี้
เมื่อเห็นรอยยิ้มเล็กน้อยที่ฟ่านเสวี่ยหลีส่งให้นางนางก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง
ฟ่านเสวี่ยหลีหันไปพูดกับคนตระกูลเนี่ยอย่างเย็นชา “ส่วนพวกเจ้า...” จิตสังหารบนตัวเขาแผ่ซ่าน
สิ่งที่คนเหล่านี้ปฏิบัติต่อเนี่ยชิวอวี่เมื่อครู่นี้ทำให้เขารู้สึกรังเกียจตระกูลเนี่ยอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มสกุลเนี่ยคนหนึ่งคุกเข่าต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลี“ท่านอาจารย์ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย”
จิตสังหารของฟ่านเสวี่ยหลีทำเขาหวาดกลัว เมื่อเขานึกถึงแม่ทัพชิงเมื่อครู่นี้ก็รีบมาอ้อนวอนทันที
“ท่านอาจารย์โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกข้าถูกผู้นำตระกูลบังคับ!”
ทุกคนในตระกูลเนี่ยต่างชุลมุนวุ่นวาย และมีชายหนุ่มตระกูลเนี่ยหลายคนเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าฟ่านเสวี่ยหลี
พวกเขาหวาดกลัวถึงขีดสุด ฟ่านเสวี่ยหลีไม่เพียงไม่ได้รับผลกระทบจากธูปพิษอาคมหมื่นมดเขายังมีองครักษ์ที่ทรงพลังคอยปกป้องอยู่ข้างกาย อีกทั้งยังเป็นถึงอาจารย์ปรุงยาและครอบครองตราหมื่นอัคคีแต่พวกเขากลับหัวเราะเยาะและข่มขู่ล่อลวงเขา กระทั่งยังคิดสังหารเขาด้วย พวกเขารู้สึกเสียใจยิ่งนัก
แค่องครักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้น พวกเขาก็ไม่มีโอกาสหนีรอดแล้ว
พวกเขาจึงโยนความผิดทั้งหมดไปที่เนี่ยมู่
เมื่อเนี่ยมู่เห็นผู้คนต่างตีตัวออกห่างก็เผยสายตาโกรธเกรี้ยวแต่จากนั้นก็ค่อยๆ เศร้าหมองลง
เขาใช้สถานะอาจารย์ปรุงยาหลอกล่อฟ่านเสวี่ยหลี แต่คาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีเป็นอาจารย์ปรุงยาที่ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างใฝ่ฝันตั้งแต่แรกแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าเนี่ยชิวอวี่แค่ถูกฟ่านเสวี่ยหลีสะกดจิตจนทำให้นางมีตาหามีแววไม่ แต่ตอนนี้จึงได้รู้แล้วว่าผู้ที่นางเลือกก็คือบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตและเป็นเขาต่างหากที่มีตาหามีแววไม่!
เขาถอนหายใจ พูดออกไรไม่ออกสักนิด
“ข้าจะไม่ฆ่าพวกเจ้า แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีพูดจบก็หันไปพูดกับผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาอย่างเย็นชา“จัดการคนเหล่านี้ตามวิธีการเดิมของพวกเจ้าเถอะ”
พวกคนเหล่านี้ถือว่าไม่มีความสำคัญใดๆ ต่อเขา อีกทั้งต่อให้พวกเขาได้ความทรงจำกลับคืนก็ต้องยำเกรงเขาไม่กล้าล่วงเกินเขาแม้แต่น้อยแน่นอน
เมื่อคนตระกูลเนี่ยได้ยินเช่นนี้จึงรู้สึกโล่งใจ คาดไม่ถึงว่าฟ่านเสวี่ยหลีจะไว้ชีวิตพวกเขาพวกเขารู้สึกโชคดีและซาบซึ้งอย่างยิ่ง พวกเขายังแอบสาบานว่าไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็จะไม่ล่วงเกินอาจารย์หลิงหลงจื่อผู้นี้เด็ดขาด
เนี่ยมู่ก็จ้องมองฟ่านเสวี่ยหลีด้วยสายตาอันซับซ้อนและสับสนเขาปฏิบัติต่อฟ่านเสวี่ยหลีเช่นนี้ แต่ฟ่านเสวี่ยหลีกลับไม่ฆ่าเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันเลิศล้ำหากก่อนหน้านี้ตนผูกมิตรกับอีกฝ่าย ในอนาคตการที่ตระกูลเนี่ยจะผงาดก็เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างผิดพลาดไปแล้วตอนนี้เขาราวกับแก่ชราขึ้นเป็นสิบปี
ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาโบกมือ มีทหารมนุษย์เงือกกลุ่มหนึ่งนำตัวคนตระกูลเนี่ยเหล่านี้จากไปทั้งตำหนักจึงได้เงียบลง
ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดสีเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ครั้งนี้ต้องขอบคุณอาจารย์หลิงหลงจื่อที่ช่วยเหลือ เผ่าชุดเทาจึงได้รับสิทธิ์รายชื่อของแดนห่วงหยกทรายทะเลในครั้งนี้เพียงแต่...”
เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลัวเสียมารยาทจึงได้กลั้นเอาไว้
ฟ่านเสวี่ยหลีพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า “เชิญท่านผู้นำพูดมาเถิด”
เขามองออกว่าอีกฝ่ายลังเล
“เพียงแต่ด้วยรากฐานของเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาอย่างพวกข้าแล้วหาได้เพียงพอสำหรับเข้าร่วมการเสวนาศาสตร์ของแดนห่วงหยกทรายทะเลในครั้งนี้ ต่อให้ไปก็ถูกคัดออก”ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาพูดอย่างจริงจัง “ข้าจึงขอเสียมารยาทเชิญอาจารย์หลิงหลงจื่อเป็นตัวแทนพวกเราเข้าร่วมการประลองหากได้รับสมบัติใดๆ จากแดนห่วงหยกทรายทะเลในครั้งนี้ ทั้งหมดจะเป็นของท่าน”
เขาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำฟังดูจริงจังอย่างบอกไม่ถูก
ฟ่านเสวี่ยหลีนิ่งงัน หากสมบัติทั้งหมดเป็นของเขาเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาก็ไม่ได้รับอะไรไม่ใช่เหรอ
เขาถามอย่างอดไม่ได้ว่า “หากพวกเจ้าเข้าร่วมจะมีโอกาสชนะหรือไม่”
ผู้นำเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาถอนหายใจแล้วพูดว่า “ทุกครั้งจะมีสิบสามเผ่าที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วม ซึ่งสามอันดับสุดท้ายจะถูกคัดออกแต่ถ้าติดสิบอันดับแรก อันดับของเผ่าก็จะยกระดับขึ้น และได้รับสิทธิ์ในการใช้ห้วงมิติบ่มเพาะพวกข้าจึงไม่อยากเสี่ยง”
เขาเชื่อว่าด้วยฝีมือของฟ่านเสวี่ยหลีมีโอกาสติดสิบอันดับแรกแน่นอนเช่นนั้นพวกเขาไม่เพียงแต่สามารถยกระดับของเผา อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์ในการใช้ห้วงมิติบ่มเพาะเพื่อยกระดับความสามารถคนในเผ่าอีกด้วย
“แบบนี้นี่เอง” ฟ่านเสวี่ยหลีจึงได้เข้าใจ แต่เขากลับขมวดคิ้วเล็กน้อย เดิมทีเขาต้องการดำเนินการลับๆและแอบช่วงชิงสมบัติด้วยประสบการณ์เมื่อพันปีก่อนของเขา แต่ถ้าเขาเป็นตัวแทนเผ่ามนุษย์เงือกชุดเทาในการประลองทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะปรากฏต่อสายตาผู้อื่น