เจิ้นห่าวที่ลงไปนอนกองกับพื้น พร้อมกับกระอักเลือดคำโตออกมา พยายามยันกายลุกขึ้น แล้วเช็ดเลือดที่มุมปาก พลันสายตาของเขาจับจ้องไปยังดาบพยัคย์คำรนที่แตกหัก ด้วยความคับแค้นใจ เพราะเขาถูกตบจนหน้าฟุบไปกับพื้นสนามประลอง จึงทำให้ไม่เห็นว่า เกิดอะไรขึ้นในตอนที่ดาบของเขาแตกหักลง จึงคิดได้เพียงแค่ว่าหลิงเทียนต้องใช้กลโกงบางอย่าง หรือมีอาวุธระดับเดียวกับเขา จึงสามารถทำลายอาวุธเขาได้ ก่อนที่นัยน์ตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ แล้วคำรามออกมาด้วยโทสะที่มากล้น
"บัดซบ!!! กล้าลอบทำร้ายข้างั้นหรือ!!? ข้าจะสังหารเจ้า และบิดามารดา ให้ตกตายเยี่ยงสุนัขข้างถนน!!"
สิ้นเสียงของเจิ้นห่าว เขาก็สะบัดมือเรียกอสูรรับใช้ระดับเทวะออกมาสองตน เป็นเหยี่ยววิหคอัสนี และพยัคย์ขาว แต่กลับกัน ภายในสนามประลองถึงกับสะอึกและเงียบกริบขึ้นไปในทันที เพราะพวกเขาเริ่มมองเห็นชะตากรรมของศิษย์หลักที่ดูแล้ว คงไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไปได้ อยู่ที่อีกฝ่ายว่าจะยอมให้ตายแบบสบาย หรือทุกข์ทรมานกันแน่เท่านั้น
แม้กระทั่งเหล่าอาวุโสระดับต่างๆ ได้แต่มองตามด้วยความสมเพช เพราะศิษย์หลักอันดับ 50 ดูเหมือนจะเป็นรุ่นเยาว์ที่มีอนาคตไปได้ไกล ทว่ากลับมีสติปัญญาที่ต่ำยิ่งนัก
หลิงเทียนถึงกับคิ้วกระตุก ในตอนแรกเขาแค่ต้องการสั่งสอน และได้ยินคำกล่าวขอโทษออกจากปากของเจิ้นห่าวเท่านั้น เพราะยังเกรงใจเจ้าตำหนักอยู่บ้าง แต่ตอนนี้กลับต่างออกไป เพราะไม่เพียงไม่สลด ยังกล้าใช้คำพูดเช่นนี้อีก ก่อนจะมองกลับไปด้วยสายตาที่เย็นชาและพูดด้วยน้ำเสียง ที่แฝงไปด้วยคิแห่งการฆ่าที่รุนแรง ทำให้อสูรเทวะทั้งสองตนที่เจิ้นห่าวเรียกออกมา ถึงกับตัวสั่นสะท้านและหมอบลงแนบกับพื้นทันที
"ถ้าเช่นนั้นคงไม่มีอะไรต้องพูดอีก ในเมื่อเจ้ากล้าดูหมิ่นเหยียดหยามบิดารมารดาข้า จงรับผลกรรมที่จะตามมาด้วย!!?"
สิ้นเสียงของหลิงเทียนนัยน์ตาซ้ายของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ส่วนนัยน์ตาขวาเปลี่ยนเป็นสีฟ้า ก่อนจะปลดปล่อยคิแห่งการฆ่าฟันที่รุนแรงออกมา จนทำให้อากาศรอบๆ เริ่มหนาวเย็นขึ้น และพื้นที่รอบๆนั้น เริ่มมีชั้นน้ำแข็งเกาะกุม เจิ้นห่าวถึงกับแทบหายใจไม่ออก เพราะเมื่อกี้เขารู้เพียงแค่ว่าโดนตบหน้า จนหน้าทิ่มลงไปกับพื้นเท่านั้น จึงคิดได้เพียงแค่ว่า อีกฝ่ายคงลอบกัดเขา ทว่าเมื่อเห็นพลังของอีกฝ่ายถึงกับเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาทันที ในขณะที่กำลังจะเอ่ยขอยอมแพ้นั้น กลับพูดไม่ออกเพราะปากของเขาเริ่มมีน้ำแข็งมาเกาะกุม จนไม่สามารถขยับปากได้
"ข้าไม่ให้เจ้ายอมแพ้หรอก เพราะเจ้าลืมเรื่องสำคัญไปเรื่องนึง ข้านั้นเคยให้โอกาสรอดเจ้าแล้ว!!?"
"ปังงง!! ปังงงง!!! ปัง!!!!" สิ้นเสียงของหลิงเทียน ร่างของเจิ้นห่าวก็ถูกเตะลอยขึ้นฟ้าทันที และฉับพลันนั้นร่างของหลิงเทียนก็หายไปโผล่ด้านหลังของเจิ้นห่าวและฟาดขาลงเตะ ส่งให้ร่างเจิ้นห่าวพุ่งร่วงลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันถึงพื้นก็โดนหลิงเทียนเตะเสยขึ้นฟ้าไปอีก จนเวลาผ่านไปราวห้าสิบลมหายใจ
"ตู้มมมมมมมมมมมมม!!!!!" ร่างของเจิ้นห่าวก็ร่วงลงไปยังพื้นสนามประลอง ด้วยความรุนแรงจนชั้นน้ำแข็งที่เกาะกุมปากเขานั้นแตกกระจายไป และกระอักเลือดออกมา ในตอนนี้เจิ้นห่าวนั้นกระดูกทั่วทั้งร่างหักหมด ทั้งยังอาการบาดเจ็บสาหัสปางตาย ในขณะที่หลิงเทียนก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ พร้อมด้วยคำพูดที่ชวนขนหัวลุก
"ข้ายังไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ ขออีกรอบก็แล้วกัน!!?"
"ขะ ขะ ข้าา ขะ ขอ โทษ!!"
"โอกาสที่ข้าให้ไป เจ้าพลาดไปแล้ว ฉะนั้นข้าไม่รับคำขอโทษ!!"
กล่าวจบหลิงเทียนก็สะบัดมือเล็กน้อย ร่างของเจิ้นห่าวก็ลอยขึ้นราวกับกำลังยืนอยู่ แต่แท้ที่จริงแล้วร่างนั้นถูกตรึงโดยอากาศที่ควบแน่น จนมิอาจขัดขืนได้ ก่อนจะดีดโอสถพิษพันธนาการนิรันด์เข้าปากของเจิ้นห่าว และเริ่มมีชั้นน้ำแข็งบางๆ เกาะกุมที่ปากอีกครั้ง เพื่อกันการส่งเสียงร้องที่น่ารังเกียจออกมา ผู้คนภายในสนามประลองบางส่วนถึงกับเริ่มเบือนหน้าหนี เพราะไม่อาจทนดูกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้
ทว่าหลิงเทียนเองกลับรู้สึกราวกับว่า ได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่ครุกกรุ่นภายในร่างกายออกมา จากการได้ระบายอารมณ์ในครั้งนี้ เขามิได้มีความคิดสงสารหรือเมตตาแม้แต่น้อย สำหรับคนที่กล้าด่าทอหรือดูหมิ่นบิดามารดาของเขา ก่อนที่อากาศเบื้องหลังของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นเข็มน้ำแข็งนับแสนเล่ม และพุ่งทะลุผ่านร่างของเจิ้นห่าว ที่ถูกตรึงไว้ ทุกเข็มน้ำแข็งนั้นหลิงเทียนจงใจให้เล็กที่สุด เพื่อคงสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ และทนรับการทรมานไปได้นานที่สุด
ใบหน้าของเจิ้นห่าวถึงกับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จนอยากที่จะตายให้รู้แล้วรู้รอดไป เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้ เขาจึงได้ใช้พลังที่เหลืออยู่น้อยนิดทำลายชีพจรทั่วทั้งร่าง เพื่อปลิดชีวิตตนเอง ทว่าตัวเขากลับไม่ตาย ซ้ำยังรับรู้สึกถึงความเจ็บปวดนี่อยู่ ราวกับชีวิตของเขาเป็นอมตะก็ไม่ปาน
จนเวลาผ่านไปได้ราวๆ ครึ่งชั่วยาม เลือดได้ไหลท่วมไปทั่วพื้นสนามการประลอง ส่วนหลิงเทียนก็เริ่มที่จะเบื่อหน่าย จึงได้สะบัดมืออีกครั้งทำให้ร่างของเจิ้นห่าวก็ร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น และชักกระตุกด้วยความทุกข์ทรมาน หลิงเทียนสลายน้ำแข็งที่เกาะกุมปากของเจิ้นห่าวออก และดีดโอสถเข้าไปอีกเม็ด ทำให้ร่างของเจิ้นห่าวหยุดกระตุกและตายจากไปทันที ก่อนจะเตะส่งร่างของเจิ้นห่าวออกนอกสนามประลองไป ทำให้การประลองในรอบแรกนั้นหลิงเทียนเป็นฝ่ายชนะไปอย่างง่ายดาย
แต่มันก็ทำให้ผู้คนภายในสนามประลองถึงกับรู้สึกสยดสยอง กับการประลองครั้งนี้เป็นอย่างมาก บางคนถึงกับหวาดกลัวจนถึงกับมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากเบื้องล่าง บางคนถึงกับอ้วกอาเจียนออกมาอย่างหนัก กระทั่งศิษย์หลักที่เฝ้ามองดูการประลองนี้ ยังอดหวาดกลัวภายในจิตใจไม่ได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่รู้สึกพึงพอใจกับการกระทำของเด็กหนุ่มนามว่าหลิงเทียน และหนึ่งในนั้นคือ มู่เยี่ย ที่มองหลิงเทียนด้วยสายตาที่เป็นประกายและหลงไหลมากขึ้นกว่าเดิม พลางได้แต่คิดในใจว่า "ข้าเลือกสามีไม่ผิดแน่นอน"
"บรื้อออ!!?" จู่ๆ หลิงเทียนก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ
หลังจากสิ้นสุดการประลองรอบแรก ผู้คุมกฏอี้หลินก็ลงมากลางสนามประลอง พร้อมกับประกาศด้วยน้ำเสียงที่ดังลั่นไปทั่วสนามประลอง
"รอบแรก หลิงเทียนเป็นฝ่ายชนะ ศิษย์หลักอันดับที่ 49 เจ้าต้องการประลองต่อหรือไม่!!?"
ทันทีที่ได้ยินเสียงของผู้คุมกฏ ศิษย์หลักอันดับที่ 49 นั้นร่างกายถึงกับไร้เรี่ยวแรงทันที ตัวมันรู้ดีว่าเจิ้นห่าวนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เพราะความต่างในระดับชั้นของอาวุธ จึงทำให้เจิ้นห่าวนั้นไม่สามารถขึ้นมาอันดับต้นๆ ได้ หลังจากที่ได้เห็นอาวุธของเจิ้นห่าวแล้ว มันคิดว่าในการประลองจัดอันดับอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตัวมันเองก็คงไม่อาจรั้งอันดับที่ 49 ได้เป็นแน่
แล้วยิ่งไปกว่านั้นคือศิษย์สายนอกผู้นี้สามารถใช้มือเปล่าบีบอาวุธแตกคามือได้ ความแข็งแกร่งเช่นนี้เทียบเท่าได้กับศิษย์หลักใน 10 อันดับแรกเลยทีเดียว ตัวมันแทบจะไม่ต้องคิดให้เสียเวลา รีบเอ่ยตอบทันที
"ข้ายอมรับศิษย์สายนอกผู้นี้!!?"
ผู้คุมกฏที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมาก ก่อนจะไล่อันดับไปเรื่อยๆ ส่วนมากก็ให้เหตุผลเดียวกันคือ "ยอมรับศิษย์สายนอกผู้นี้" กระทั่งหนิงเอ๋อร์ที่อยู่อันดับ 14 และไป๋หยุนเฟยที่อยู่อันดับ 19 ต่างก็ขอผ่านโดยให้เหตุผลที่ต่างกันออกไปคือ
"เพราะหลิงเทียนคือหัวหน้ากลุ่มของพวกเขา"
และนั่นก็พอที่จะทำให้ทุกคนเริ่มเข้าใจความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลิงเทียนมากขึ้น เพราะศิษย์หลักทุกคนล้วนแล้วแต่รู้ว่า หนิงเอ๋อร์ ไป๋หยุนเฟย นั่นอยู่กลุ่มเดียวกับอันดับที่ 7 ก็คือเซียงเซียงนั่นเอง และเมื่อพวกเขาบอกว่าหลิงเทียนคือหัวหน้ากลุ่มนั่นหมายว่า หลิงเทียนจะต้องแข็งแกร่งกว่า เซียงเซียง ที่อยู่อันดับ 7 แน่นอน
ผ่านไปราวหนึ่งร้อยลมหายใจ ศิษย์หลักแต่ละอันดับ ยังคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าขอผ่าน เพราะยอมรับศิษย์สายนอกผู้นี้ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ศิษย์หลักอันดับที่ 10 หรือก็คือมู่เป่ย และเมื่อได้ยินเสียงผู้คุมกฏเรียกชื่อของเขา มู่เป่ยก็พุ่งทะยานก้าวขึ้นบนพื้นสนามประลองทันที ราวกับว่าไม่ได้สนใจในความน่ากลัวของหลิงเทียน ที่ประลองในรอบแรกเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้นมู่เป่ยเองก็เลือกใช้คำพูดคำจาที่ดูสุภาพ ซึ่งแตกต่างจากเจิ้นห่าวอย่างชัดเจน ไม่รู้เพราะหวั่นเกรงในฝีมือของหลิงเทียน หรือมีเหตุผลแอบแฝงกันแน่
"ข้าต้องการทดสอบความสามารถของศิษย์น้องหลิงเทียน ว่าคู่ควรกับการขึ้นเป็นศิษย์หลักโดยตรงหรือไม่"
"ข้ายินดีรับการสอนสั่งจากศิษย์พี่"
หลิงเทียนตอบรับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพเช่นกัน ก่อนจะหรี่ตามองมาเล็กน้อย เพราะเขาจำชื่อนี้ได้แม่นยำที่สุด ก็เพราะว่ามู่เยี่ยน้องสาวของมู่เป่ยนั้น คอยรังควานเขาทั้งวันทั้งคืน แถมยังป่าวประกาศไปทั่วว่าจะจับเขาทำสามี จึงทำให้หลิงเทียนอดคิดในใจไม่ได้
"พอดีเลย ขอกระทืบระบายอารมณ์หน่อยก็แล้วกัน!!?"