พื้นหินยังเปียกชุ่มจากสายฝนที่เพิ่งผ่านพ้น กลิ่นละอองน้ำลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ขณะที่สายรุ้งทอดโค้งเหนืออารามศาสตรา เหล่าศิษย์กระจายตัวอยู่ตามลานกว้างและอาคารทั้งสี่ด้าน บ้างเปิดคัมภีร์อ่านอย่างตั้งใจ บ้างถือสมุดบันทึกเดินสำรวจศาสตราซึ่งจัดวางเรียงรายบนแท่นไม้
รอบลานของอารามศาสตรา เพื่อจดรายละเอียดและศึกษาคุณลักษณะของแต่ละชิ้น
ท่ามกลางบรรยากาศอันสงบ เสียงขลุ่ยสายหนึ่งพลันดังขึ้นจากมุมลาน ท่วงทำนองกังวานลุ่มลึกประสานกับการเคลื่อนไหวอันงดงามของผู้บรรเลง คลื่นเสียงสีฟ้าหลอมรวมเข้ากับพลังปราณ แผ่ขยายออกเป็วงกว้างก่อนพุ่งกระแทกม่านพลังโปร่งใสเบื้องหน้า
ขณะเดียวกัน เสี้ยวจันทราก็ทะยานออกจากข้างกายเยว่เสวี่ยหลิง พุ่งตรงเข้าหาหยางเสวี่ยอินรวดเร็วดุจสายฟ้า แม้คมจันทราจะไม่ได้ัักิ่งไม้เื้ัโดยตรง แต่แรงเฉือนที่แผ่ออกมากลับตัดกิ่งไม้นั้นจนขาดสะบั้นและร่วงลงสู่พื้น
หยางเสวี่ยอินเหลือบมองเศษกิ่งไม้เพียงชั่วขณะ ก่อนะโหลบเสี้ยวจันทราซึ่งวกกลับเข้ามาอีกครั้ง แล้วเป่าขลุ่ยต่อเนื่องอีกหนึ่งจังหวะ ปราณสีฟ้าพลันรวมตัวเป็ผลึกน้ำแข็งเรียงซ้อนกันกลางอากาศ รับการโจมตีของเสี้ยวจันทราไว้อย่างแม่นยำ
เคร้ง—
เสียงปะทะดังก้องไปทั่วลาน ก่อนศาสตราแห่งจันทราจะหมุนวนกลับไปลอยข้างกายผู้เป็เ้าของ เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นรอบด้าน
โยวหงกระพือปีกบินเข้ามาหาคนทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม
“เสวี่ยหลิง ปราณสายลมของเ้าแหลมคมยิ่งนัก”
ซุนหยุนฟงปรบมือเบา ๆ พลางมองหยางเสวี่ยอินด้วยความชื่นชม
“ส่วนข้าก็ไม่คิดว่าปราณวารีเมื่อผสานกับขลุ่ยเหมันต์แล้ว จะทรงพลังถึงเพียงนี้”
ฉิงอีหัวเราะเบา ๆ แล้วส่ายหน้า
“ฟังพวกเ้าพูดแล้ว ตอนนี้ข้าคงเป็ตัวภาระที่สุดในกลุ่ม”
“หากไม่มีเ้า พวกข้าคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้”
เหยียนซานตอบกลับแทบจะทันที พลางยกมือแตะาแบนไหล่ซึ่งยังไม่หายดีนัก ฉิงอีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มบางจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า โดยมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ
ในจังหวะนั้น เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนก็ดังกังวาน แผ่ไปทั่วทั้งอาราม
ไม่ไกลออกไป โม่หยวนซางยืนอยู่บนกิ่งของต้นไม้โบราณสูงใหญ่ ทอดสายตามองภาพเบื้องล่างด้วยรอยยิ้มบาง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิงและกลุ่มสหาย ซึ่งกำลังเก็บคัมภีร์กับอุปกรณ์ฝึกฝนเพื่อเตรียมลงจากอาราม
“ท่านพี่ไม่ควรมีใจให้นาง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง โม่เย่หลัวยืนพิงลำต้นเดียวกันอยู่บนอีกกิ่งหนึ่ง สายตามองลงไปยังลานกว้างเช่นเดียวกัน
โม่หยวนซางมิได้หันกลับไปหา เขายังคงทอดสายตามองหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นจาง ๆ
“แล้วผู้ใดเล่า...จะสามารถบังคับหัวใจตนเองได้”
* * * * *
ใต้ต้นหลิวริมลานหิน โยวหงนั่งเท้าคางอยู่บนม้านั่ง พลางขยับปีกสีดำเบา ๆ แล้วลูบท้องตนเองอย่างหมดความอดทน
“เสวี่ยหลิงยังทำไม่เสร็จอีกหรือ”
ฉิงอีซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เ้าถามคำนี้เป็ครั้งที่สิบแล้ว”
ระหว่างนั้น หลี่เซวียนเดินเข้ามาพร้อมขนมเปี๊ยะในมือ เขายื่นมันไปตรงหน้าโยวหงพร้อมรอยยิ้ม
“หากเ้าหิว กินของข้ารองท้องก่อนไหม”
โยวหงเหลือบมองขนม ก่อนยกมือดันกลับไปทันที
“หากเป็วันอื่น ข้าคงไม่ปฏิเสธ”
นางชี้ไปทางโรงครัว “แต่วันนี้เสวี่ยหลิงทำซาลาเปา ข้าอุตส่าห์ทนรอมาเพื่อสิ่งนี้”
หลี่เซวียนชะงัก มือข้างหนึ่งลูบไปที่ท้อง ก่อนรีบเก็บขนมเปี๊ยะกลับเข้าไปในชายเสื้อ ราวกับเกรงว่าถ้ากินมากกว่านี้จะอิ่มเกินไปจนอดกินซาลาเปา ทำให้ฉิงอีหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ทว่าบรรยากาศสบาย ๆ ใต้ต้นหลิวคงอยู่ได้ไม่นาน ร่างของซุนหยุนฟงก็วิ่งตรงเข้ามาจากอีกฟากของลานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“แย่แล้ว!”
เขาหยุดหอบหายใจอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม ก่อนเอ่ยต่ออย่างเร่งร้อน
“เยว่เสวี่ยหลิงถูกลอบสังหารอีกแล้วที่โรงครัว!”
สิ้นคำ โยวหงก็ลุกพรวดขึ้น สามง่ามถูกเรียกออกจากมิติพร้อมกับปีกสีดำที่กางออกจนสุด ก่อนร่างจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่เสียเวลาถามรายละเอียดแม้แต่คำเดียว
ฉิงอี หลี่เซวียน และซุนหยุนฟงสบตากันอยู่ชั่วขณะ
“ครั้งนี้นับเป็ครั้งที่เท่าไรแล้ว”
“ข้าเลิกนับไปนานแล้ว”
จากนั้นทุกคนจึงชักอาวุธออก แล้วเหินตามไปพร้อมกัน
เมื่อมาถึงโรงครัว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้หลายคนถอนหายใจออกมาแทบพร้อมกัน อาคารครึ่งหลังพังทลายลงเป็ซาก เศษไม้และเครื่องครัวกระจัดกระจายอยู่ทั่วลาน เยว่เสวี่ยหลิง หยางเสวี่ยอิน และเหยียนซานยืนหันหลังชนกันอยู่ตรงกลาง ขณะที่บุรุษในอาภรณ์สีขาวสิบคนปิดล้อมอยู่รอบด้าน รูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขาไม่ต่างจากศิษย์จวินเหิงหย่วนแม้แต่น้อย
หยางเสวี่ยอินกำขลุ่ยแน่น สายตากวาดผ่านเหล่านักฆ่าซึ่งจับจ้องเสี้ยวจันทราไม่วาง ก่อนเหลือบลงมองชายอาภรณ์ของตนที่ขาดวิ่นจากการต่อสู้
“เสน่ห์เ้ามากเสียจริง” นางยิ้มบางไปทางเยว่เสวี่ยหลิง “เดือนนี้ก็ครั้งที่หกแล้วนะ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองแขนเสื้อของตนซึ่งขาดไม่ต่างกัน ก่อนยิ้มตอบ
“เ้าอยากให้คนชอบแบบนี้หรือ”
ด้านข้าง เหยียนซานกำดาบแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น าแเดิมบนไหล่เริ่มมีเืซึมออกมาอีกครั้ง
“ข้าเริ่มชินแล้ว” เขากล่าวพลางหอบหายใจ “หากพรุ่งนี้พวกมันมาหาเ้าอีก ข้าก็คงไม่แปลกใจ”
เหล่านักฆ่าขยับเข้ามาพร้อมกันอีกครั้ง บรรยากาศโดยรอบพลันตึงเครียดราวสายธนูที่ถูกเหนี่ยวจนสุด ทว่าในจังหวะที่การต่อสู้กำลังจะปะทุ กลิ่นสมุนไพรอ่อนจางสายหนึ่งกลับลอยผ่านกลางอากาศ จนผู้คนหลายคนชะงักไปโดยไม่รู้ตัว
ร่างหนึ่งค่อย ๆ ร่อนลงจากฟ้าอย่างแ่เบา อาภรณ์สีเขียวอ่อนพลิ้วไหวตามสายลม ปลายเท้าแตะพื้นดุจใบไม้ร่วง ก่อนหญิงสาวผู้มาใหม่จะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม แล้วเงยหน้ามองรอบด้านอย่างสงสัย
“พวกเ้ากำลังเล่นอะไรกันอยู่หรือ”
นักฆ่าผู้หนึ่งมองหญิงสาวซึ่งเพิ่งปรากฏตัวกลางลาน สายตาหยุดลงที่จี้ผลึกกลางอกของนางซึ่งสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็ประกาย สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
“บุปผาสามภพ...”
เสียงพึมพำหลุดออกมาราวยากจะควบคุม
มู่หลานซินเพียงยิ้มบางให้ผู้คนตรงหน้า ก่อนสะบัดปลายนิ้วเบา ๆ กระบี่สีเขียวมรกตเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ราวกับผลิบานออกมาจากห้วงมิติ
“พวกเ้าจะเลือกยอมแพ้ หรือเลือกสู้ต่อ”
ไม่มีผู้ใดตอบ เหล่านักฆ่าเพียงสบตากันอยู่ชั่วขณะ ก่อนยกอาวุธขึ้นพร้อมกัน ทว่าคมดาบและกระบี่เ่าั้กลับมิได้พุ่งเข้าหาศัตรู หากเฉือนผ่านลำคอของผู้ถือครองในเวลาไล่เลี่ยกัน
ร่างแล้วร่างเล่าทรุดลงสู่พื้น ความเงียบพลันปกคลุมทั่วทั้งลาน ราวกับทุกคนรู้ดีว่าการตกอยู่ในมือของสตรีผู้นี้น่ากลัวยิ่งกว่าความตาย
มู่หลานซินไม่ได้แม้แต่จะหันมองซากศพ นางเพียงเดินเข้าหากลุ่มศิษย์ แล้ววางมือลงบนไหล่ของเหยียนซานอย่างแ่เบา กระแสปราณอ่อนโยนไหลผ่านร่าง จนเขาชะงักแล้วรีบยกมือแตะาแซึ่งเคยปวดร้าว
ความเ็ปทั้งหมดหายไปแล้ว
เยว่เสวี่ยหลิงรีบเดินเข้ามาหา
“พี่หญิง...รบกวนท่านอีกแล้ว”
มู่หลานซินมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลื่อนสายตาไปยังโรงครัวซึ่งพังยับเยิน กำแพงถล่มลงครึ่งหนึ่ง เศษไม้กับเครื่องครัวกระจัดกระจายเต็มพื้น ส่วนซาลาเปาที่เพิ่งทำเสร็จไม่นานก็เกลื่อนอยู่ทั่วบริเวณ
เมื่อหันกลับมาสบตาเยว่เสวี่ยหลิงอีกครั้ง นางจึงยกมือเช็ดคราบเหงื่อบนใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างเป็ธรรมชาติ แล้วใช้นิ้วแตะหน้าผากเบา ๆ
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ หากอยากทำซาลาเปา ก็ไปทำที่อารามมรกต”
น้ำเสียงนั้นเจือทั้งความเอ็นดูและความจนใจ เยว่เสวี่ยหลิงจึงยิ้มแหย ๆ แล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนรีบวิ่งไปยังลังไม้ที่ล้มคว่ำอยู่ไม่ไกลค้นหาซาลาเปาซึ่งรอดพ้นจากการเหยียบย่ำ แล้วหยิบกลับมาสองลูกส่งให้อีกฝ่าย
“ข้าไม่รู้ว่ารสชาติเป็อย่างไร”
มู่หลานซินรับมากัดชิมหนึ่งคำ ก่อนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จนเยว่เสวี่ยหลิงเริ่มมองอย่างลุ้น ๆ ท้ายที่สุดนางก็หลุดหัวเราะออกมา
“ข้าเป็คนสอนเ้า รสชาติก็ต้องเหมือนของข้าอยู่แล้วสิ”
นางยิ้มพลางลูบศีรษะเยว่เสวี่ยหลิงเบา ๆ จนอีกฝ่ายแสดงท่าทีออดอ้อนอย่างเห็นได้ชัด มู่หลานซินจึงส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู ก่อนเหินกายขึ้นจากพื้น
“ข้าจะไปหาเฟิงอวี้ก่อน”
ร่างในอาภรณ์สีเขียวอ่อนค่อย ๆ ลอยสูงขึ้น แล้วหายลับไปเหนือแนวอาคาร
เมื่อมู่หลานซินจากไป ทุกคนจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาพร้อมกัน โยวหง ฉิงอี หลี่เซวียน และคนอื่น ๆ ต่างเดินเข้ามาเก็บซาลาเปาที่เหลืออยู่คนละลูก
ฉิงอีมองซาลาเปาในมือ ก่อนก้มมองซากนักฆ่าซึ่งนอนอยู่ไม่ไกล แล้วถอนหายใจยาว
“เพราะพวกเ้านี่แหละ”
นางเตะขาของนักฆ่าคนหนึ่งอย่างหงุดหงิด
“ซาลาเปาเกือบหมดแล้ว”
ความเงียบเกิดขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะจะดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งลาน
* * * * *
แสงจันทร์สลัวทอดผ่านแนวต้นหลิวของลานฝึก เงาใบไม้ไหวเอนอยู่เหนือพื้นหินซึ่งยังชื้นจากสายฝนที่ผ่านมา เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อน ดวงตาจับจ้องเสี้ยวจันทราที่ลอยวนรอบกาย ก่อนตวัดปลายนิ้วควบคุมให้มันเคลื่อนออกเป็วงกว้าง
ม่านพลังโปร่งใสค่อย ๆ แผ่ขยายออก ครอบคลุมร่างของนาง โยวหง และฉิงอีไว้ภายใน ลมรอบกายเริ่มหมุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปราณสีขาวบริสุทธิ์ไหลออกจากร่างเยว่เสวี่ยหลิง ผสานเข้ากับเสี้ยวจันทราและม่านพลังซึ่งกำลังหมุนวนอยู่รอบตัว
ฉับพลัน แสงสว่างสายหนึ่งก็ปะทุขึ้นข้างลานฝึก ม่านพลังซึ่งเคยโปร่งใสกลับแฝงกลิ่นอายแตกต่างไปจากเดิม ใบหลิวที่ปลิวร่วงลงมาจากเบื้องบนยังไม่ทันััพื้นผิว ก็ถูกแรงสะท้อนบดสลายหายไปกลางอากาศ
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนขยับปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย กระบี่เล่มหนึ่งซึ่งวางอยู่ด้านนอกพลันพุ่งตรงเข้าหาม่านพลังด้วยความเร็วสูง
เคร้ง—
ทันทีที่คมกระบี่กระทบม่าน เสียงปะทะก็ดังลั่นไปทั่วลาน ก่อนอาวุธทั้งเล่มจะถูกสะท้อนย้อนกลับออกไปไกล
โม่หยวนซางยืนอยู่ไม่ไกล เขายกสองนิ้วขึ้นคีบปลายกระบี่ซึ่งสะท้อนกลับมาไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่มันจะพุ่งถึงร่าง จากนั้นจึงก้าวเข้ามาใกล้ ขณะที่ม่านพลังใสรอบกายเยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ จางหายไป
เยว่เสวี่ยหลิงหอบหายใจแ่ ร่างเอนเซจนโยวหงต้องรีบเข้าประคอง ส่วนฉิงอีก็ส่งพลังปราณเข้าช่วยฟื้นฟูให้นางทันที
โม่หยวนซางมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะหยุดลงที่เสี้ยวจันทราซึ่งยังคงลอยวนอยู่ข้างกายหญิงสาว
“เ้าผสานปราณเข้ากับศาสตราได้นานขึ้นอีกขั้นแล้ว”
เมื่อสีหน้าของเยว่เสวี่ยหลิงเริ่มดีขึ้น โยวหงกับฉิงอีก็สบตากัน ก่อนประสานมือคารวะโม่หยวนซาง
“พวกข้าไปพักก่อน”
ทั้งสองหันกลับมายิ้มให้เยว่เสวี่ยหลิง แล้วจึงเดินออกจากลานฝึกไปอย่างรู้หน้าที่
ไม่นาน ใต้ต้นหลิวก็เหลือเพียงแสงจันทร์ เสี้ยวจันทรา และคนสองคน
เยว่เสวี่ยหลิงโบกมือลาเพื่อนทั้งสอง ก่อนหันกลับมาหาโม่หยวนซาง ทว่าภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือนจากความเหนื่อยล้า ร่างของนางโอนเอนไปเล็กน้อย เขาจึงรีบก้าวเข้ามาประคองไว้
“เ้าไม่จำเป็ต้องฝืนถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติ “ตอนนี้เ้าพัฒนาไปมากแล้ว”
เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ผละออกจากอ้อมแขน ก่อนหันมองไปยังทิศทางที่โยวหงกับฉิงอีเพิ่งจากไป
“ข้าไม่อยากสูญเสียใครอีกแล้ว”
เสียงนั้นแ่เบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม โม่หยวนซางทอดสายตามองริมฝีปากซึ่งสั่นไหวเล็กน้อยของนางอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าก็ไม่อยากเสียเ้าไปเช่นกัน”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์ทอดลงมาระหว่างคนทั้งสอง ขณะที่เสี้ยวจันทรายังคงลอยวนอยู่เงียบ ๆ ราวกับไม่้ารบกวน่เวลานั้น
“แต่บรรพบุรุษของข้าทำร้ายครอบครัวท่าน”
นางเอ่ยสิ่งที่ค้างอยู่ในใจออกมาในที่สุด
โม่หยวนซางยกมือขึ้นแตะริมฝีปากของนางเบา ๆ ราวกับไม่้าให้กล่าวต่อ ก่อนจะถอนมือกลับ แล้วประคองให้นางนั่งลงข้างโต๊ะหินอ่อน ส่วนตนเองนั่งลงตรงฝั่งตรงข้าม
“ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตนเอง”
เขากล่าวช้า ๆ
เยว่เสวี่ยหลิงยังคงมองเขาไม่วางตา
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงดีกับข้านัก”
คำถามนั้นทำให้โม่หยวนซางชะงัก เขาเกือบจะเบือนหน้าหนี ทว่าเสียงของนางกลับดังขึ้นอีกครั้ง
“โปรดมองตาข้าแล้วตอบ”
ดวงตาทั้งสองคู่สบกันอยู่เนิ่นนาน ราวกับไม่มีผู้ใดคิดหลบหนีจากความจริงในสายตาของอีกฝ่าย
เม็ดฝนแรกค่อย ๆ ร่วงหล่นจากท้องฟ้า
โม่หยวนซางยิ้มบาง “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ
“ข้าเพียงไม่อยากเห็นเ้าร้องไห้...ไม่อยากเห็นเ้าเสียใจ”
สายฝนเริ่มโปรยลงมาบางเบา โม่หยวนซางลุกขึ้นยืน หันหลังให้แสงจันทร์ซึ่งกำลังถูกกลุ่มเมฆบดบัง เยว่เสวี่ยหลิงยังคงมองแผ่นหลังนั้นไม่ละสายตา
“แล้วหากวันหนึ่ง...” นางหยุดไปชั่วครู่ “ท่านต้องเสียใจเพราะสิ่งที่ตนเลือกเล่า”
โม่หยวนซางหยุดฝีเท้า ก่อนหันกลับมามองนางอีกครั้ง เสียงฟ้าร้องดังแว่วมาจากที่ไกล ขณะที่สายฝนรอบกายค่อย ๆ หนาแน่นขึ้น
“ข้าไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ข้าเลือก”
คนทั้งสองยังคงมองกันอยู่ใต้สายฝน ท่ามกลางแสงจันทร์ซึ่งค่อย ๆ เลือนหายไปหลังม่านเมฆ