หลังจากที่พวกมันแต่คนได้รับกองกำลังมานั่นพวกมันก็เอาแต่เก็บตัวและอยู่แต่เพียงในค่ายพักของตนเท่านั้น
ณเวลานี้การฝึกฝนและการเพิ่มความแข็งแกร่งสำหรับการพร้อมรบให้กับเหล่ากองกำลังของตนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเพราะในเวลาอีก 3 เดือนข้างหน้านี้จะเป็นการประลอง สุดยอดแม่ทัพรุ่นเยาว์ นั่นก็คือนักเรียนนายทหารแต่ละคนจะได้ทำการรบจริงเป็นครั้งแรกเป้าหมายของการประลองคือเพื่อชิงธงของฝ่ายผู้เป็นศัตรู ณฐานที่มั่นของพวกมันใครได้ธงของฝ่ายตรงข้ามได้มากที่สุดคนผู้นั้นจะได้ตำแหน่งสุดยอดแม่ทัพรุ่นเยาว์ไปครอง
แต่มีกฎเพียงหนึ่งเดียวคือห้ามนักเรียนสังหารศิษย์ร่วมสำนักอย่างเด็ดขาดส่วนพวกทาสสงครามจะตายกี่คนก็ไม่เป็นไรเพราะทางผู้จัดต้องการให้พวกมันได้เห็นเลือดและเนื้อเป็นครั้งแรกรวมไปถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจของพวกมันนี่คือแนวทางการสร้างสุดยอดผู้นำแห่งกองทัพด้วยวิธีหนึ่งให้มันเห็นเลือดและเนื้อด้วยตาของมันเองเพราะทางกองทัพไม่ต้องการเจ้าพวกไก่อ่อนไร้ประสบการณ์
ในการประลองในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 20 กองกำลังด้วยกัน พวกมันทุกคนล้วนเข้าร่วมการประลองด้วยความเต็มใจและหนึ่งในนั้นมีอู๋ซวงและจินเฉิ่นอู่รวมอยู่ด้วย ระยะเวลาในการประลองนั้นไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะสิ้นสุดวันไหนอาจจะ 10วันหรือไปจนถึง 1 เดือนจนกว่าพวกมันจะขอยอมแพ้ด้วยตนเองหรือจะจนกว่าจะโดนยึดธง ไปจนหมดสิ้น การประลองสุดยอดแม่ทัพรุ่นเยาว์ ถึงจะจบลง
เรื่องราวเกี่ยวกับการที่อู๋ซวงปลดปลอกคอระเบิดให้กับทาสของตนถูกพูดถึงไปเป็นวงกว้างเป็นอย่างมากการกระทำเช่นนี้ดูภายนอกเหมือนเป็นคนดีมีเมตตาแต่ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่จะมองไปในทางที่ดีและพวกมันต่างก็ลงความเห็นกันว่าเจ้าอู๋ซวงผู้นี้จิตใจของมันช่างวิปริตผิดมนุษย์ยิ่งนัก ความเมตตาบ้าบออะไรกันปลดปลอกคอระเบิดออกมันกับจับกอกยาพิษสังหารร้ายแรงแทน
ปลอกคอระเบิดนั่นจะสิ้นชีพในทันที แต่พิษสังหารนั้นมันไม่ใช่ต้องทนทุกอย่างทรมานวันแล้ววันเล่าไม่รู้วันรู้เดือนจนกว่าจะขาดใจตายแบบนี้มันคือความเมตตาอย่างงั้นหรือ ถึงแม้เจ้าทาสสงครามพวกนี้มันจะดูเป็นมนุษย์ขึ้นมาก็เถอะที่ไม่มีปลอกคอและมันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากทาสสงครามของเด็กหนุ่มที่โดนกระทำถึงเพียงนี้พวกมันยังถึงกับมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิมทั้งที่ตอนแรกนั้นพวกมันทุกคนทำตัวราวกับร่างที่ไร้วิญญาณเป็นเพียงแค่ซากศพที่เดินได้เหล่าผู้นำกองกำลังอื่นนั้นต่างก็คาดคิดกันว่าคงถูกเจ้าอู๋ซวงล้างสมองเข้าให้แล้ว
ในการสร้างกองกำลังของเด็กหนุ่มนั้นใช้วิธีการฝึกและเพิ่มความแข็งแกร่งนำหลักสูตรมาประยุกต์ใช้จากโลกเดิมที่ใช้สำหรับฝึกทหารหน่วยซีลหลักสูตรที่ขึ้นชื่อโหดและหินที่สุดแม้แต่เจ้าจินเฉิ่นอู่ มันถึงกับ
หน้าตาตื่นตระหนก นี่เขาไม่ได้เรียกว่าการฝึกแล้วนี่เขาเรียกการฆ่ากันทางอ้อมเสียมากกว่ามันมองกำลังคนของมันที่นำมาฝึกร่วมกับกองกำลังของอู๋ซวงด้วยสีหน้าเห็นใจวันแรกถูกสั่งให้วิ่งรอบภูเขาที่มีรัศมีหลายสิบกิโลก็ถือว่าโหดแล้วแต่เมื่ออู๋ซวงเห็นพวกมันเริ่มจะได้ที่แล้วก็สั่งให้พวกมันแปลกท่อนซุงขนาดยักษ์อีกวิ่งข้ามวันข้ามคืนโดยไม่ได้นอนถึง 5 คืนเต็ม
และที่โหดร้ายไปกว่านั้นอู๋ซวงจับพวกมันไปปล่อยทิ้งที่เกาะร้างร่วม 200 ชีวิตให้พวกมันได้รับชะตากรรมอย่างน่าสงสารโดยให้พวกมันว่ายน้ำกลับมาที่ช่ายฝั่งโดยผู้เป็นนายคอยจับตาดูอยู่บนเรือด้วยความสบายใจราวกับว่าตนเองไม่ได้ทำเรื่องอะไรราวอะไรที่โหดร้ายเลยสักนิดเหล่าผู้นำกองกำลังและคณาจารย์ มากมายพวกมันต่างก็อ้าปากแล้วอ้าปากอีกมิอาจจะทำใจเชื่อได้ นี่มันเรียกว่าการฝึกอย่างงั้นหรือนิมันคือการทรมานผู้คนชัดๆ
หลังจากการฝึกโหดสิ้นสุดลงเด็กหนุ่มได้สอนพวกมันเกี่ยวกับศิลปะการป้องกันตัวแขนงต่างๆอู๋ซวงฝึกสอนพวกมันด้วยตัวเอง และทางด้านบรรดาสาวงามนั้นนอกจากพวกเธอยังจะได้ฝึกโหดเช่นเดียวกับบุรุษแล้วนั้นเด็กหนุ่มได้ว่าจ้างหญิงโสเภณีชั้นสูง ผู้ที่มีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายบุรุษทั่วโลกหล้าต่างยินดีขายสมบัติขายวิญญาณเพื่อให้ได้ครอบครองเธอความงดงามและความดึงดูดของเธอนั้นน่าลุ่มหลงจนน่าหวาดกลัวเด็กหนุ่มว่าจ้างเธอมาเพื่อให้อบรมณ์สั่งสอนสาวงามทั้ง 60 คนไม่ว่าจะเป็นกิริยามารยาทหรือแม้แต่การสร้างเสน่ห์ ที่สุดแสนจะดึงดูด
ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นมันจะมีชาติตระกูลสูงส่งมากมายขนาดไหนหากจะทำให้ชีวิตของมันชิปหายวายวอดหรือคิดทำการใหญ่อันใดแล้วพังทะลายมีเหตุและปัจจัย2 ประการณ์
หนึ่ง นั่นคือ สุรา
สอง นั่นคือ สาวงาม
หากมันผู้นั่นลุ่มหลงสุรานารีงามอู๋ซวง คงจะเลือกใช้กลยุทธ์สาวงามอย่างไม่ลังเลมอมเหล้าให้มันมึนเมาหลังจากนั้นเมื่อได้โอกาสก็เชือดคอมันซ่ะ หึหึหึ