แฮก...
เสียงหอบหายใจดังอย่างต่อเนื่องภายในมิติที่เงียบสงบมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ้าของเสียงนั้นเหนื่อยล้ามาแค่ไหนบุรุษหนุ่มชุดฟ้า...หลี่หลิงเทียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เมฆอันงดงามในเวลานี้ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลที่ห่างจากคำว่าสาหัสไปไม่ไกลนัก
การต่อสู้ที่ดำเนินมาตลอดตั้งแต่เข้าสู่การทดสอบที่ห้า...มันราวกับอีกฝ่ายคือตัวตนที่ทัดเทียมกับเขาจริงๆและที่ปลายสุดของสายตาเขาบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนกับเขาและร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลเช่นกันกำลังนั่งอยู่...บนบัลลังก์เมฆ!
“ค่ายกลเวทบัดซบ!นั่นคือบัลลังก์เมฆที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวแต่มันก็ยังสามารถจำลองได้!”
หลี่หลิงเทียนรู้สึกราวกับถูกค้อนอันใหญ่ฟาดเข้าที่ศีรษะความจริงแล้วเขาอยากจะร้องไห้ออกมาเลยเสียเลยด้วยซ้ำค่ายกลเวทของการทดสอบที่ห้านี้จำลองได้แม้กระทั่งบัลลังก์เมฆและสายโลหิตของหลี่นี่มันเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์มากเกินไปแล้ว!สุดท้ายหลี่หลิงเทียนก็พอจะคาดเดาได้ถึงเป้าหมายของศาลาทดสอบที่ห้าและเหตุผลที่บนป้ายศิลานั้นมีรายชื่อถูกสลักเอาไว้เพียงสามร้อยรายชื่อ
“เฮ้อ...สมกับเป็นสายเลือดของเขาจริงๆ”
หลี่หลิงเทียนถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ใบหน้าของเขาปรากฏเป็นรอยยิ้มอันขมขื่นก่อนที่จะถอยกลับไปยังค่ายกลเวทที่อยู่ตรงจุดที่เขาเข้ามาในตอนแรกไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องอยู่ที่นี่อีกแลกกับการผ่านการทดสอบเช่นนี้หลี่หลิงเทียนไม่ต้องคิดอะไรมากก็รู้ว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน
กับการทดสอบที่จะสามารถผ่านได้เมื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง...แล้วหนึ่งในตัวตนอันน้อยนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะอยู่สูงสุดในจักรวาลเช่นเขาจะผ่านมันไปได้อย่างไร?หากเขาสามารถก้าวผ่านขีดจำกัดของตัวเองได้จริงเขาคงทำไปนานแล้ว!
ค่ายกลเวทเรืองแสงขึ้นมาร่างเงาของหลี่หลิงเทียนก็จางหายไปการทดสอบที่ห้าของศาลาเงาสะท้อนจันทร์...เขาได้ยอมแพ้แล้ว!
วูบ...
ละอองแสงปรากฏขึ้นอีกครั้งบนค่ายกลเวทภายในศาลาสะท้อนจันทร์ร่างของหลี่หลิงเทียนค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆและแน่นอนว่าบาดแผลทั้งหมดยังคงอยู่มิได้เลือนหายไปมันคือปัจจัยสำคัญที่เขาเลือกที่จะยอมแพ้!การทดสอบของศาลาทั้งแปดนั้นเกิดขึ้นจริงมิใช่เพียงภาพมายา ค่ายกลเวทอันทรงพลังนี้ได้ถูกนำส่งไปยังมิติอื่นที่ถูกสร้างขึ้นโดยราชามู่
หลิงหลี่เทียนหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นขณะสำรวจร่างกายของตัวเองครั้งนี้เขาจ่ายออกไปมากจริงๆ เรียกได้ว่าขาดทุนอย่างย่อยยับ!อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะไม่มั่นใจแต่เขาก็ยังภาวนาให้เย่ฉีไม่ผ่านการทดสอบเช่นเดียวกันไม่ต้องกล่าวถึงว่าของเดิมพันในการแข่งขันครั้งนี้คือสิ่งที่เป็นความลับของจักรวาลมานับหลายล้านปีเพราะหากเขาแพ้เขาจะต้องทำตามคำขอของเย่ฉีข้อหนึ่งโดยไม่มีเงื่อนไข!
หลังจากอาการบาดเจ็บฟื้นฟูด้วยโอสถชั้นยอดหลี่หลิงเทียนก็เลือกที่จะเดินกลับไปด้านนอกของศาลาที่ห้าแทนที่จะไปยังศาลาที่หกศิลาหินคือคำตอบที่ดีที่สุดว่าเย่ฉีผ่านการทดสอบหรือไม่สิ่งที่เห็นทำให้เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในรายชื่อทั้งสามร้อยกว่าคนนั้นไม่มีชื่อของเย่ฉีปรากฏขึ้น!
“ฮ่าๆสุดท้ายข้าก็ยังไม่หมดหวัง!”
หลี่หลิงเทียนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะหันกลับไปเพราะสัมผัสได้ถึงบางคนที่มาจากด้านหลังสายตาของเขามองไปยังหนึ่งหญิงหนึ่งชายที่เดินเข้ามาอย่างชื่นชมถึงแม้ว่าสภาพของทั้งคู่จะดูโทรมและเต็มไปด้วยบาดแผลแต่การที่ผ่านมาถึงศาลาที่ห้าได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้วสำหรับรุ่นเยาว์เผ่ามนุษย์
ต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงทั้งคู่แข็งขันกันอย่างไม่ยอมถอยในระหว่างศาลาที่หนึ่งและศาลาที่สี่จำนวนตราประทับของต้วนหลิงเทียนในตอนนี้คือสามสิบและเสวี่ยชิงคือยี่สิบเก้า กล่าวตามตรงด้วยจำนวนขนาดนี้นับว่าไม่น้อยเลยสำหรับต้วนหลิงเทียนนั้นยังได้ตราประทับสิบชิ้นจากศาลาที่สองเสียด้วยซ้ำ
“หืม...”
ทั้งคู่อุทานออกมาเมื่อมองเห็นว่าที่ด้านหน้าของศาลาที่ห้านั้นมีใครบางคนยืนอยู่ก่อนจะจำได้ว่าเขาคือคนที่เข้าไปพร้อมกับเย่ฉีสำหรับเสวี่ยชิงและต้วนหลิงเทียนนั้นให้ความสนใจกับชายหนุ่มคนนี้ไม่น้อยโดยเฉพาะต้วนหลิงเทียนเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าปู่ของเขากริ่งเกรงในตัวชายหนุ่มคนนี้และที่สำคัญรายชื่อของเขาก็ติดอยู่ในลำดับที่หนึ่งและสองของทุกศาลาที่ผ่านมา
“ยอดเยี่ยมพวกเจ้าผ่านทุกการทดสอบหรือไม่ ? แล้วได้กันมากี่ตราประทับแล้วล่ะ?”
หลี่หลิงเทียนตบมือชื่นชมก่อนจะกล่าวออกมาราวกับว่าพวกเขาคือเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานการแสดงออกเช่นนี้ทำให้ทั้งคู่ผ่อนคลายลงก่อนจะตอบออกไปตามความจริง
“เราผ่านทุกการทดสอบตราประทับของข้าคือสามสิบและนางคือยี่สิบเก้า”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาขณะที่เสวี่ยชิงยังคงยืนอย่างเงียบๆคำตอบของเขาทำให้หลี่หลิงเทียนประหลาดใจไม่น้อยก่อยจะยิ้มออกมา
“ยอดเยี่ยม!สมกับเป็นหลานชายของเจ้านั่น…รับนี่ไปสิ”
เจ้านั่นที่เขากล่าวถึงย่อมต้องเป็นบรรพบุรุษตระกูลต้วนถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะไม่ค่อยพอใจแต่ก็เลือกที่จะไม่กล่าวสิ่งใดและคว้าจับไปที่ลำแสงเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้ามาเช่นเดียวเสวี่ยชิงในมือของทั้งคู่คือโอสถเม็ดหนึ่งที่มีสีทองเปล่งประกาย ทั้งมองไปยังยังบุรุษชุดฟ้าที่ยิ้มให้ด้วยความลังเลแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตบโอสถนั้นเข้าปากไป
ด้วยกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากโอสถสีทองนั้นแน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายเพียงพริบตาที่โอสถสีทองละลายในปากดวงตาของทั้งคู่ก็เบิกกว้างอย่างตกใจร่างกายถูกฟื้นฟูแทบจะในทันทีและพลังที่สูญเสียไปก็กลับมาเต็มเปี่ยมดังเดิม
“ฮ่าๆเป็นอย่างไร ? โอสถเทพของข้าผู้อาวุโสยอดเยี่ยมใช่หรือไม่?”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ใจกว้าง!”
ทั้งสองกล่าวออกมาพร้อมกันโดยไม่ลังเลแม้ว่าจะเรียกชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกันว่าผู้อาวุโสก็ตามพวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆนอกจากจะช่วยฟื้นฟูแล้วโอสถสีทองนี้ยังดูเหมือนว่าจะทำให้พวกเขาสามารถฝ่าทะลุคอขวดขึ้นไปอีกระดับหนึ่งด้วย
หลังจากนั้นไม่นานในระหว่างที่หลี่หลิงเทียนกำลังหัวเราะอย่างพอใจเมื่อได้รับคำชมก็ต้องชะงักลงเพราะใบหน้าของต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงพลันแสดงความประหลาดใจออกมาอย่างไรก็ตามสายตาของทั้งสองไม่ได้มองไปที่หลี่หลิงเทียนแต่เป็น...ศิลาจารึกด้านหลังของเขา!
“ทำไมครั้งนี้เขาถึงอยู่อันดับสุดท้ายล่ะ?”
เสียงอันไพเราะของเสวี่ยชิงหลุดออกมาอย่างแผ่วเบาในขณะที่ต้วนหลิงเทียนเองก็คิดเช่นเดียวกับนางทว่าหลี่หลิงเทียนกลับถามออกมาอย่างสงสัย
“อะไรอยู่อันดับสุดท้าย?”
“ผู้อาวุโส...พวกข้ากำลังสงสัยว่าตลอดมาท่านและเย่ฉีมักจะได้อันดับที่หนึ่งและสองโดยตลอดแต่ทำไมในศิลาของศาลาที่ห้าชื่อของเย่ฉีถึงอยู่ในอันดับสุดท้าย”
แน่นอนว่าทั้งคู่ไม่คิดว่าหลี่หลิงเทียนจะพ่ายแพ้ให้กับศาลาที่ห้าพวกเขาคิดว่าหลี่หลิงเทียนพึ่งจะมาถึงและยังไม่ได้เข้าสู่ศาลา แน่นอนว่าคำพูดของทั้งสองนั้นทำให้หลี่หลิงเทียนหน้าเปลี่ยนสีไปในทันทีก่อนจะหันขวับกลับไปมองยังแผ่นศิลาอย่างรวดเร็ว!
สิ่งที่เขาเห็นก็คือชื่อของเย่ฉีที่ถูกสลักไว้ในลำดับที่สามร้อยยี่สิบหก!
“บัดซบเอ้ย!สารเลวนั่นผ่านการทดสอบจริงๆ ด้วย!”
ขณะเดียวกันด้านในของศาลาตรงค่ายกลเวทละอองแสงก็ค่อยๆรวมตัวกันเป็นร่างของเย่ฉีอย่างช้าๆใบหน้าของเขายิ้มแย้มและเต็มไปด้วยความพอใจอย่างมาก!การเก็บเกี่ยวครั้งนี้นับว่าเกินกว่าที่เขาคิดไว้ไปไกลโขในใจของเขายังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นด้วยเช่นกัน ค่ายกลเวทของพระราชวังแห่งนี้ลึกล้ำเกินความเข้าใจของเขาไปหลายส่วนมันยิ่งกระตุ้นให้เย่ฉีต้องการครอบครองมรดกที่ถูกทิ้งไว้ของราชามู่อย่างจริงจัง!
เย่ฉีมองไปรอบๆศาลาเพื่อดูว่าหลี่หลิงเทียนอยู่หรือไม่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะผ่านการทดสอบแต่เย่ฉีก็ยังหวังอยู่ลึกๆให้สหายผู้นี้ก้าวผ่านขีดจำกัดของตัวเองไปได้
“ไม่รู้ตอนนี้เจ้านั่นจะเป็นเช่นไร...แต่ก็ชั่งเถอะ!”
เย่ฉีไม่คิดถึงเรื่องของหลี่หลิงเทียนอีกต่อไปก่อนที่เขาจะเดินออกจากศาลาที่ห้าและมุ่งตรงไปยังศาลาที่หกด้วยความกะตือลือล้น!ในตอนนี้เมื่อคิดว่าเขาสามารถเก็บเกี่ยวบางอย่างได้จากการทดสอบก็ยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น!