กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 41 วิธีจัดการกับสุนัขที่เห่าหอน

         ในที่สุดการต่อสู้บนเวทีการประลองทั้งสี่ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เวทีการประลองที่ดูเหมือนจะเริ่มต้นได้รวดเร็วที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเวทีประลองที่สี่  นักเวทกว่าสิบคนที่ร่วมมือกันโจมตีนักเวทเพียงคนเดียวทำให้กลายเป็นจุดสนใจของผู้ชมไม่น้อย  ผู้ชมที่อยู่รอบเวทีการประลองนั้นค่อนข้างที่อยู่ห่างไกลจึงไม่อาจจะสัมผัสพลังของแอเรียสได้ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดนักเวทเหล่านั้นจึงใช้วิธีอันแสนสกปรกเช่นนี้

     

         “ นี่เจ้าเด็กพวกนั้นมันทำอะไรกัน  ช่างเป็นวิธีการที่ต่ำช้านัก “

     

         “ ถึงมันจะไม่มีข้อห้ามเอาไว้ก็เถอะ  แต่นี่มันไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอ  ใช้คนหมู่มากคนรุมคนเพียงคนเดียวแบบนี้ช่างน่าอับอายนัก! “

     

         เสียงวิจารณ์ของเหล่าผู้ชมที่ต่างตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจนัก  การกระทำของเหล่านักเวทบนลานประลองที่สี่นับว่าเป็นเรื่องที่ไร้ยางอายเป็นอย่างมาก

     

         “ ท่านพ่อแอเรียสจะไม่เป็นอะไรจริงๆอย่างนั้นรึ!! “

     

         มาเรียมองดูภาพที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดหวั่น  นางหันไปพูดกับฟาร์ฮานด้วยความกังวล  แม้แต่อัลเบิร์ตที่เชื่อมั่นในความสามารถของแอเรียสก็อดไม่ได้ที่จะกังวลเช่นกัน

     

         “ พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก  พวกเจ้าไม่เชื่อในพลังของแอเรียสรึอย่างไร “

     

         ฟาร์ฮานตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มสบายอารมณ์   มันทำให้ทั้งสองอดที่จะแปลกใจไม่ได้ 

     

     

         ณ ลานประลองที่สี่  แอเรียสดูเหมือนจะตกเป็นเป้าหมายท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักเวทคนอื่นเสียแล้ว

     

         “ พวกเจ้าคิดดีแล้วสินะ“

     

         แอเรียสยิ้มจางๆออกมาก่อนจะกวาดตามองไปยังพวกมันด้วยสายตาดูถูก มีนักเวททั้งหมดสิบสามคนที่ร่วมมือกันโจมตีแอเรียส  แม้พวกมันจะรู้สึกหวาดหวั่นกับรอยยิ้มนั่น  แต่สายตาของแอเรียสก็ยิ่งปลุกความไม่พอใจของพวกมันให้เพิ่มขึ้นมา 

     

         “ มันก็ทำได้แค่ขู่เท่านั้นแหละ  พวกเราอย่าไปกลัวมันโจมตี..   อั๊กกก… !! “

     

          เสียงของนักเวทระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่ห้าคนหนึ่งที่ตะโกนขึ้นปลุกระดมนักเวทคนอื่นให้เข้าโจมตีแอเรียส  แต่ดูเหมือนว่าคำพูดของมันจะขาดหายไปกลางประโยคเสียก่อนเมื่อมีฝ่าเท้าปริศนาที่เตะเข้าที่กลางลำตัวของมันอย่างจัง มันรู้สึกเหน็บชาไปทั้งร่างจากสายฟ้าที่โจมตีมาจากลูกเตะนั้น ร่างของมันกระเด็นไปไกลก่อนที่จะล้มลงไปกองกับพื้นแล้วสลบลงไป

     

         “ ก็แค่พวกที่ดีแต่เห่า“

     

         แอเรียสบ่นออกมาด้วยความเบื่อหน่าย สายตากวาดมองไปยังนักเวทอีกหลายคนที่กำลังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

     

         “ นั่นมันความเร็วอะไรกัน!! “

     

         " บ้าน่า!! ระดับนักเวทฝึกหัดที่ขั้นห้าพ่ายแพ้ด้วยการโดนโจมตีเดียวอย่างนั้นรึ "

     

         เหล่านักเวทที่ตั้งวงล้อมเตรียมโจมตีแอเรียสต่างมองมาทางเขาด้วยความตกตะลึง

     

         “ เจ้ามันสุนัขรอบกัด  เก่งแต่โจมตีทีเผลอ.. อั๊กกก !! “

     

         ตุ๊บบบ !!

     

         เสียงตะโกนของนักเวทคนหนึ่งที่ด่าทอแอเรียสออกมา  แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้พูดจบประโยคมันก็ได้รู้ซึ้งถึงสาเหตุที่ทำให้นักเวทคนก่อนหน้าต้องสลบลงไป แต่ดูเหมือนครั้งนี้เป้าหมายของฝ่าเท้านั้นจะไม่ได้เป็นที่ลำตัวอีกต่อไป ร่างของแอเรียสที่อยู่ดีๆก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของมันมาพร้อมกับฝ่าเท้าที่โจมตีไปที่ใบหน้าของมันอย่างรุนแรง  ฟันหลายซี่กระเด็นออกมาจากปากของมันพร้อมกับใบหน้าของมันที่บวมแดงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน  ทิวทัศน์เบื้องหน้าของมันกลายเป็นภาพอันเลือนรางก่อนที่สติของมันจะเลือนหายลงไปอีกหนึ่งคน 

     

          “ พวกเจ้ารู้วิธีจัดการกับสุนัขที่ชอบเห่าหอนรึเปล่าหากพวกเจ้าไม่รู้เดี๋ยวข้าจะสอนให้  ถ้าพวกมันเห่าหอนไม่ยอมหยุดเจ้าก็ต้องตีที่ปากของมัน  แล้วมันก็จะเลิกเห่าหอนไปเอง “

     

         แอเรียสพูดออกมาพร้อมยิ้มจางๆ  สายตากวาดมองไปรอบๆพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ  รอยยิ้มของแอเรียสและสายตาคู่นั้นยามที่กวาดมองไปรอบๆมันทำให้นักเวทเหล่านั้นเริ่มหวาดกลัวขึ้นมา  หลายคนเริ่มก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ก่อนหน้านี้แม้จะรู้ตัวว่าไม่อาจจะต่อสู้กับแอเรียสได้แต่มันก็ไม่คิดว่าแอเรียสจะจัดกันพวกมันไปสองคนในเวลาอันรวดเร็วถึงเพียงนี้      

     

          แม้หลายคนจะรู้สึกหวาดกลัวแต่ในเมื่อก้าวเข้ามาแล้วก็ไม่อาจจะถอยกลับ  ในที่สุดการโจมตีประสานของพวกมันก็เริ่มขึ้น บอลอัคคีลูกหนึ่งก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของนักเวทผู้หนึ่ง  แต่ดูเหมือนมันจะชักช้ากว่าเท้าของแอเรียสที่เตะเข้าไปยังชายโครงของนักเวทผู้นั้น  ดูเหมือนจะมีกระดูกซี่โครงบางซีที่หักลง  มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะสลบลงไป แต่ทันทีที่แอเรียสโจมตีนักเวทคนนั้นก็มีนักเวทอีกสองคนที่คนพุ่งเข้ามาโจมตีแอเรียสจากสองด้านโดยพร้อมเพรียงกัน  แต่แล้วคมดาบก็โจมตีโดนเพียงความว่างเปล่า ก่อนที่จะมีหนึ่งฝ่าเท้าที่เตะให้ร่างของพวกมันทั้งสองร่วงลงไปจากเวที

     

         การต่อสู้แบบหนึ่งต่อสิบสามดำเนินไปอย่างเข้มข้น  แต่ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็เหมือนการโจมตีแต่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า ผู้ชมรอบๆลานประลองต่างนั่งมองภาพการต่อสู้ด้วยความตื่นเต้นและความตกตะลึง  แทนที่นักเวททั้งสิบสามคนจะเป็นฝ่ายไปไล่ล่านักเวทเพียงหนึ่งเดียวผู้นั้น  แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นนักเวทคนนั้นกลับไล่ล่าโจมตีนักเวททั้งสิบสามคนแต่ฝ่ายเดียวเสียมากกว่า  และที่สำคัญดูเหมือนเขาจะไม่ได้ใช้อาวุธใดๆเลยแม้แต่ชิ้นเดียว  มีเพียงขาและเท้าเท่านั้นที่ใช้ในการโจมตี  ไม่แม้แต่จะใช้ฝ่ามือในการโจมตีด้วยซ้ำไป 

     

         หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ตอนนี้แอเรียสกำลังค่อยๆก้าวเท้าเข้าไปหานักเวทผู้หนึ่งที่กำลังยืนตัวสั่นมองมาทางแอเรียสด้วยความหวาดกลัว มันเป็นเพียงนักเวทระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่สามเท่านั้น  ด้วยความคิดที่ว่าหากร่วมมือกันโจมตีก็อาจจะมีทางชนะอยู่บ้างทำให้มันเลือกที่จะร่วมมือกับคนอื่นโจมตีแอเรียส ขาของมันค่อยๆก้าวถอยหลังอย่างช้าๆเมื่อมันหันมองดูรอบๆก็พบว่าเพื่อนพ้องที่ร่วมมือกับมันไม่นอนสลบเหมือดอยู่กับพื้นก็ร่วงลงเวทีไปเสียแล้ว 

     

         “ ขะ..ขะ..ข้ายอมแพ้!! “

     

         ในที่สุดมันก็ตัดสินใจตะโกนยอมแพ้ออกมา แม้จะรู้สึกอับอายแต่ก็ดีกว่าที่มันจะต้องรับชะตากรรมเหมือนกับคนอื่นๆ แม้การโจมตีของแอเรียสจะไม่ถึงตายแต่หลายคนก็อาจจะต้องพักรักษาตัวอยู่อีกนานกว่าจะหายกลับเป็นปกติ  การตัดสินใจของมันนับว่าฉลาดอยู่ไม่น้อย  ทันทีที่มันประกาศยอมแพ้ก็มีทหารที่ทำหน้าที่คอยดูแลการประลองมาพาตัวมันออกไปทันที    

     

         “ ก็นับว่ายังพอมีคนที่ฉลาดอยู่บ้าง “

     

         แอเรียสเอ่ยชื่นชมที่มันยังพอมีความฉลาดหลงเหลืออยู่บ้าง  เขาเลือกที่จะให้ความสนใจมันแล้วกวาดตาไปรอบๆเวที เขาพบว่ามีการต่อสู้กันอย่างดุเดือนในอีกหลายจุด แต่ดูเหมือนไม่มีผู้ใดเลยที่คิดจะมุ่งหน้ามาโจมตีทิศทางเขาอีก หากรวมแอเรียสแล้วบนเวทีประลองที่สี่เหลือผู้เข้าแข่งขันอยู่ยี่สิบแปดคน  นั่นก็หมายความว่ายังมีอีกสิบแปดคนที่จะต้องตกรอบไป 

     

         “ เจ้าเด็กนั่นจัดการกับนักเวทสิบสามคนด้วยตัวคนเดียวอย่างนั้นรึ“

     

         “ ระดับผู้ใช้มนตรามันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้จริงๆน่ะเหรอ!  พี่ชายของข้าเองก็เป็นระดับผู้ใช้มนตราแต่ทำไมพลังถึงต่างจากเจ้าเด็กนั่นนัก“

     

         “ เฮ้ๆๆ มันมองมาทางนี้แล้ว “

     

         หลังจากจัดการเหล่านักเวททั้งสิบสามคนลงไปแล้วแอเรียสก็ตกเป็นเป้าสายตาของทั่วทั้งเวทีประลองในทันที หลายคนเลือกที่จะหลบหนีไปให้ห่างจากแอเรียสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

     

        แอเรียสกวาดสายตาไปมองรอบๆแต่ดูเหมือนหลายคนเลือกที่จะหลบตาเขา  เขายืนนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของเวทีการประลองโดยที่ไม่มีใครสนใจที่จะเข้ามาโจมตีเขาเลยแม้แต่คนเดียว

     

         ผ่านไปกว่าห้าทีที่เขายังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่จนในตอนนี้ทั่วทั้งเวทีประลองที่สี่เหลือผู้เข้าแข่งขันอยู่เพียงยี่สิบคนเท่านั้น  สิ่งที่แอเรียสทำมีเพียงกวาดสายตาไปมองไปยังเวทีการประลองอื่นๆเพียงเท่านั้น เขาเริ่มวิเคราะห์ถึงข้อมูลของนักเวทคนอื่นๆที่ดูน่าจะพอรับมือกับเขาได้บ้าง  แต่มันก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันในเวทีประลองที่สี่หลายคนเริ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่แอเรียสหยุดนิ่งไม่ได้เข้าโจมตีผู้ใด 

     

         “ ดูเหมือนข้าจะต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาพวกเจ้าเองสินะ“ 

     

         แต่ทันใดนั้นคำพูดของแอเรียสที่เอ่ยขึ้นเพียงแผ่วเบาก็ทำให้สองนักเวทที่กำลังต่อสู้อยู่ไม่ห่างไกลจากแอเรียสต้องหันหน้ามามองยังทิศทางของแอเรียสอย่างพร้อมเพรียง  

     

         และแล้วแอเรียสก็เริ่มการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เป้าหมายของเขาคือนักเวทสองคนที่อยู่ไม่ห่างไกลจากเขามากนักหนึ่งร่างกระเด็นลงไปเวทีอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกชาหนึบจากสายฟ้าจางๆที่แผ่มาจากสายฟ้าที่เท้าของแอเรียสทำให้นักเวทผู้นั้นหมดแรงที่จะลุกยืนขึ้นมาอีกครั้ง 

     

         ตู๊มม !!

     

         ลูกเตะของแอเรียสกระแทกเข้ากับโล่พสุธาที่ถูกสร้างขึ้นจากฝ่ามือของนักเวทคนหนึ่งเข้าอย่างจัง มันทำให้นักเวทผู้นี้พอที่จะยังยืนหยัดต่อสู้กับแอเรียสได้อยู่บ้าง  กระบองเหล็กเหล็กขนาดใหญ่ถูกเหวี่ยงเข้ามาหาร่างของแอเรียสอย่างเต็มแรง

     

         ตู๊มมม !!

     

          กระบองเหล็กเหล็กที่ฟาดลงไปยังจุดที่เคยมีแอเรียสยืนอยู่เสียงของมันยามที่กระแทกเข้ากับพื้นของเวทีการประลองนั้นดังสนั่นไปทั่ว แม้การโจมตีของนักเวทผู้นี้เต็มไปด้วยความรุนแรงแต่มันก็ยังเชื่องช้าจนเกินไป  เมื่อฟาดลงไปแล้วไม่โดนเป้าหมายที่เล็งไว้ก็ทำให้มันเซถลาไปทั้งร่าง แอเรียสอาศัยจังหวะนั้นก่อนจะส่งลูกเตะของเขาไปที่ลำตัวของมันอย่างรุนแรง ความรู้สึกจุกจากแรงเตะแล่นไปทั่วร่างของนักเวทผู้นั้นก่อนที่มันจะล้มลงตัวงอลงไปกับพื้น     

     

        “ เหลืออีกแปดคนสินะ“

     

         แอเรียสฉีกยิ้มจางๆขึ้นมา ตอนนี้มีผู้เข้าแข่งขันเหลืออยู่บนเวทีที่สี่เพียงสิบแปดคนเท่านั้น และจำนวนแปดคนคือจำนวนที่แอเรียสต้องการจะกำจัดออกไปจากเวทีการประลองที่สี่เพื่อจบการแข่งขันในรอบแรกที่น่าเบื่อหน่ายนี้เสีย ความจริงเขาก็อยากจะกำจัดมันไปซะให้หมดสิ้นแต่กลัวว่ามันจะกลายเป็นสร้างความวุ่นวายจนเกินไป  แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้มันเกินกว่าสร้างความวุ่นวายไปแล้ว

     

         และแล้วการไล่ล่าของแอเรียสก็เริ่มขึ้น นักเวทแปดคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดถูกทำให้ตกรอบไป  บางคนถูกเตะจนสลบลงไป  บางคนถูกทำให้ออกนอกเวทีประลองไป  แต่ก็มีอยู่สองคนที่เลือกจะยอมแพ้ไปก่อน การโจมตีของเขาไม่ได้เฉพาะเจาะจงผู้ใดเป็นพิเศษ  เพียงแค่ผู้ใดอยู่ใกล้เขาที่สุดก็เพียงเท่านั้น

     

        ในที่สุดการประลองบนเวทีการประลองที่สี่ก็จบลง  มันจบลงอย่างรวดเร็วกว่าเวทีอื่นๆมากนัก  ผู้ที่เหลือรอดบนเวทีแล้วผ่านเข้ารอบไปนั้นกลับไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มที่สี่  แต่กลับเป็นผู้ที่อยู่ไกลกับแอเรียสที่สุด นี่เป็นเรื่องที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลการประลองอย่างร็อคโก้ไม่น้อย

     

         “ เจ้าเด็กบ้านั่นมันอายุสิบหกปีจริงๆน่ะเหรอ  ทำไมพลังของมันจึงแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนั้น  แล้วยังธาตุแปลกๆของมันอีก  นั่นมันคือผู้ใช้พลังธาตุอะไรกันแน่ “   

     

          แม้จะยังสับสนและสงสัยในพลังของแอเรียสแต่ร็อคโก้ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้มากนัก ในเมื่อแอเรียสเองก็ทำตามกฎของการประลองอย่างถูกต้องทุกอย่าง  

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน