“คุณชายข้ามีนามว่าลั่วซีแซ่จางเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชายคือ?”
จ้าวห่าวหลินมองหญิงสาวที่เดินเข้ามาสงบเพียงกวาดตามองคร่าวๆ ก็พอเดาตัวตนของหญิงสาวตรงหน้าได้ เขาจำได้ว่าเจ้าตระกูลจางมีบุตรสาวคนเล็กอยู่หนึ่งคนชอบสวมอาภรณ์สีแดงสดใส
ไม่คิดเลยว่าเมืองเล็กๆ อย่างเมืองฉางที่ห่างไกลเช่นนี้ เขาจะได้พบกับจางลั่วซีผู้นี้ได้
ดูเหมือนว่าสวรรค์ไม่ได้แล้งน้ำใจเสียทีเดียว!
“เรียกข้าว่าคุณชายหลินก็ได้”
จางลั่วซีขยับยิ้มบางเบาไม่แปลกเลยที่ชายคนนี้จะดึงดูดความสนใจของมู่หรงจ้านผู้หยิ่งทะนงผู้นั้นได้ ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
“หลงจู๊ช่วยให้เด็กรับใช้เอาชาอวิ๋นอู้มาต้อนรับคุณชายท่านนี้ในห้องรับรองหน่อยได้หรือไม่?”
ชาอวิ๋นอู้เป็นชาเขียวที่ปลูกในเขตภูเขาสูงและจะถูกเด็ดเฉพาะส่วนของยอดชามาผัดบนกระทะก่อนจะนำไปนวดและอบแห้งทำให้มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ แม้จะไม่ใช่ชาชั้นยอดแต่ก็นับเป็นชาชั้นดี
หลงจู๊แปลกใจเล็กน้อยที่คุณหนูต้อนรับชายผู้นี้อย่างดีเพียงนี้
เหตุใดกัน?ชายผู้นี้ไม่ใช่เป็นเพียงบัณฑิตที่ต้องการคัดตำราหาเงินหรอกหรือ ไม่ใช่สิ...ชายผู้นี้อาจเป็นคนที่คู่แข่งสั่งมาป่วนร้านด้วย
ใบหน้าของหลงจู๊แสดงออกถึงความไม่ยินยอมและยังคงยืนปักหลักที่เดิมจนจางลั่วซีต้องกวาดสายตาเย็นชามองเขา “หรือว่าจะให้ข้าไปหยิบเองดี?”
หลงจู๊ชั่งใจก่อนจะพยักหน้า“ข้าน้อยจะไปเตรียมให้คุณหนูและคุณชายเองขอรับ”
จ้าวห่าวหลินหัวเราะ“แม่นางจางเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าน้อยเพียงแค่มาเพื่อเจรจาขอรับงานคัดตำราเท่านั้นไม่เห็นท่านต้องต้อนรับเป็นอย่างดีเพียงนี้”
ยิ่งได้ฟังคำพูดของชายหนุ่มจางลั่วซียิ่งมั่นใจว่าชายตรงหน้าไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้นและบางอย่างบอกว่าชายคนนี้แหละที่จะพานางไปสู่ความสำเร็จที่นางวาดหวังต้องการ
นางยิ้มบางอ่อนโยน“ไม่ว่าผู้ใดที่เข้ามาในร้านตำราล้วนเป็นลูกค้า คนทำการค้าสิ่งที่ต้องใส่ใจก็คือลูกค้าคุณชายหลินเดินทางมาเหนื่อย ๆ ควรได้ดื่มชาสักถ้วย ถือเสียว่าเป็นน้ำใจของทางร้านแล้วกันเจ้าค่ะ”
“ชั่งเป็นชาต้อนรับที่มีหน้ามีตายิ่งนัก”
จางลั่วซีไม่ใส่ใจคำพูดประชดของอีกฝ่ายแต่ผายมือขึ้นไปยังชั้นสอง“ในเมื่อคุณชายต้องการพูดคุยกันค้า ไม่สู่ไปนั่งพูดคุยกันที่ชั้นสองดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“เชิญแม่นางนำทาง”
จางลั่วซีขยับยิ้มเดินนำขึ้นบันไดตามด้วยจ้าวห่าวหลินและคนอื่นๆ ไปยังชั้นสอง
ภายในห้องรับรองมีเพียงจางลั่วซีกับจ้าวห่าวหลินและสาวใช้สองคนของจางลั่วซี
ตลอดเวลาจางลั่วซีมองกิริยาท่าทางของชายหนุ่มตลอดแม้ว่าร้านตำราเล็ก ๆ ของตระกูลจางแต่ก็เป็นกิจการแรกของจางลั่วซี นางจึงใส่ใจรายละเอียดเป็นอย่างมากข้าวของในห้องรับรองล้วนหรูหราและมีการตกแต่งอย่างดี แต่ชายหนุ่มผู้นี้เพียงปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจและนั่งรออย่างสงบราวกับเขาเคยชินกับข้าวของเหล่านี้อยู่แล้ว
เกิดความขัดแย้งในใจของจางลั่วซีอีกครั้ง...หรือว่าเขาเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ที่ตกอับ แต่ไม่เห็นได้ยินมาก่อนว่ามีตระกูลใหญ่ในเป่ยเฉิงที่ล้มสลายไปเมื่อไม่นาน
“คุณชายเป็นคนเมืองฉางตั้งแต่กำเนิดหรือเจ้าคะ?”
จ้าวห่าวหลินจัดท่านั่งให้สบายมองหญิงสาวตรงหน้า“เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการค้า ข้าจะไม่พูดถึง”
เหมยหลินกับเสี่ยวซีรู้สึกว่าชายคนนี้ช่างยโสโอหังยิ่งนัก...
แต่จางลั่วซีไม่ได้คิดใส่ใจนางแย้มยิ้ม “เป็นข้าที่ละเลยมารยาทแล้ว ในเมื่อคุณชายต้องการคัดตำราให้กับทางร้านเช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนคุณชายช่วยคัดอักษรให้ดูได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”จ้าวห่าวหลินพยักหน้า
จางลั่วซีหันไปส่งสัญญาณให้เหมยหลินออกไปไม่นานเหมยหลินก็กลับมาพร้อมกับหลงจู๊
จางลั่วซีให้เสี่ยวซีฝนหมึกให้คุณชายหลินส่วนตัวนางก็ชงชาส่งให้ชายหนุ่ม “ในร้านนี้มีเพียงชาอวิ๋นอู้ ไม่ทราบว่าคุณชายจะรังเกียจหรือไม่?”
“ข้าไม่ถนัดชา”จ้าวห่าวหลินเพียงเอื้อมมือไปคว้าถ้วยชามาจิบ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ตีขึ้นจมูกทำให้เขานึกชอบ“ข้าชอบ”
จางลั่วซีแย้มยิ้ม“ท่านชอบก็พอเจ้าค่ะ”
จ้าวห่าวหลินเห็นว่าตอนนี้เสี่ยวซีฝนหมึกได้พอสมควรแล้วจึงคว้าเอาพู่กันจุ่มลงไปในน้ำหมึกเล็กน้อยถลกชายแขนเสื้อโชว์ข้อมือขาว ชายหนุ่มวาดพู่กันเขียนตัวอักษรรูปแบบสิงซูที่มีความดุดันสง่างามออกมาเป็นคำว่า‘ร้านตำราตระกูลจาง’
เมื่อจางลั่วซีและหลงจู๊ได้เห็นตัวอักษรของจ้าวห่าวหลินพวกเขาก็ดวงตาสว่างวาบมองสบตากัน
ช่างเป็นตัวอักษรที่งดงามยิ่งนัก!
จ้าวห่าวหลินเขียนเสร็จก็วางพู่กันลงกลับด้านกระดาษส่งให้จางลั่วซีดูได้ถนัดยิ่งขึ้น“พอได้หรือไม่?”
หลงจู๊กลืนน้ำลาย‘พอได้หรือ?’ นี่มันเกินพอได้ไปแล้ว ตัวอักษรนี้สามารถเทียบกับนักปราชญ์ในตัวเมืองหลวงได้ด้วยซ้ำช่างงดงามราวกับมังกรหงส์ร่อนระบำ ดุดันราวกับราชสีห์ เพียงแค่มองก็มองเห็นพลังของตัวอักษรที่สะท้อนออกมา
“ตัวอักษรของคุณชายหลินช่างทรงพลังยิ่งนัก”
จางลั่วซีละสายตาจากกระดาษตรงหน้ามองเขาผู้ชายผู้นี้ช่างเปรียบเสมือนมังกรหงส์ในฝูงชน[1] น่าสนใจจริง ๆ
“คุณชายบอกว่าสามารถคัดตำราได้วันละสิบเล่มเป็นจริงเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
หลงจู๊หันไปมองคุณหนูนี่มันเรื่องโกหกยกใหญ่ คุณหนูก็ยังจะเชื่ออีกอย่างนั้นหรือ?
“เป็นเช่นนั้นเจ้าไม่เชื่อใช่หรือไม่?” มุมปากของจ้าวห่าวหลินยกขึ้นหยอกเย้าหญิงสาวตรงหน้า
“ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่เชื่อท่านเพียงแต่ว่าโดยปกติแล้วร้านตำราของเราเลือกที่จะรับงานคัดตำราจากบัณฑิตที่เชื่อใจนี่เป็นครั้งแรกของคุณชายที่มารับงานจากทางร้านเรา หวังว่าคุณชายจะเข้าใจความลำบากใจของทางร้านด้วย”
“เช่นนั้นทำเช่นไรข้าถึงจะสามารถรับงานนี้ได้”
“คุณชายช่างเป็นคนเข้าใจทุกสิ่งได้กระจ่างยิ่งนักตามปกติแล้วหากรับจ้างคัดตำรากับทางร้านตำราตระกูลจาง ตระกูลจางจะให้เขียนสัญญาว่าจะส่งตำราได้ตามกำหนดระยะเวลาหากไม่สามารถส่งตำราได้ตามระยะเวลาที่กำหนดได้จะต้องเสียเงินค่าปรับเท่ากับราคาตำราต้นฉบับตามจำนวนตำราที่ต้องส่งคัดให้กับทางร้านเจ้าค่ะ”
หมายความว่าหากต้องการคัดสิบเล่มและต้นฉบับเป็นตำราเล่มละ 1 ตำลึง ก็ต้องจ่ายคืนทางร้าน 10 ตำลึงนั่นเอง
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าและตอบกลับด้วยท่าทางเกียจคร้านเช่นเดิม“รอบคอบยิ่งนัก เรื่องนี้...ไม่มีปัญหา”
“หลงจู๊ตอนนี้มีตำราอะไรที่ทางร้านต้องการจำนวนมากบ้างอย่างนั้นหรือ?”
หลงจู๊มองทั้งสองคนก่อนจะเอ่ยตอบ“ตอนนี้ตำราที่ขายดีอย่างมากคือตำราทั้งสี่[2]ได้แก่ตำราหลุนอวี่ เมิ่งจึ ต้าเสวี่ย จงยงขอรับ”
จางลั่วซีพยักหน้า“เช่นนั้นเอาตำราหลุนอวี่มาให้คุณชายคัดตำราหนึ่งเล่มเถอะ”
หลงจู๊ก้มหน้าตอบรับอย่างไม่เต็มใจก่อนจะเดินออกไป
จางลั่วซียิ้มให้จ้าวห่าวหลิน“ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการคัดตำราส่งจำนวนกี่เล่มเจ้าคะ?”
เขารู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้าช่างน่าสนใจนางไม่แม้แต่สนใจว่าเขาจะสามารถทำได้วันละสิบเล่มจริงหรือไม่แต่นางกลับให้คนไปเอาตำรามาให้เขาคัดทันทีอย่างไม่อิดออด ดูเหมือนอีกฝ่ายต้องการหยั่งเชิงดูความสามารถของเขาเหมือนกันสินะ
...แบบสิก็ดี
“ข้าสามารถคัดตำราได้วันละสิบเล่มและจะเอามาส่งในอีกห้าวันหลังจากนี้ ดังนั้นจะส่งทั้งหมดห้าสิบเล่ม”
“ห้าสิบเล่ม?”คนที่ตะโกนออกมาคือเสี่ยวซี หลังจากนั้นนางรีบเม้มปากเอามือปิดสนิทแต่ดวงตาคู่นั้นกำลังเบิกกว้างส่วนเหมยหลินหรี่ตาขมวดคิ้วมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
จางลั่วซีถอนหายใจเบาๆ คลายความตื่นเต้นไม่ให้จ้าวห่าวหลินสังเกตเห็น แย้มยิ้มบาง “นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยนะเจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่เชื่อ?”
จางลั่วซีส่ายหน้าเบาๆ “ในเมื่อทำการค้าย่อมต้องเชื่อใจผู้ค้าร่วมในเมื่อข้าตัดสินใจให้ท่านคัดตำราให้กับทางร้านย่อมต้องเชื่อใจท่านว่าท่านสามารถทำได้ตามที่พูด”
จางลั่วซีนิ่งครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ“ปกติแล้วทางร้านจะให้ค่าจ้างคัดตำราเล่มใหญ่อยู่ที่สามสิบห้าอีแปะ แต่ในเมื่อคุณชายคัดจำนวนมากเช่นนี้ทางร้านจะมอบให้ที่เล่มละสี่สิบอีแปะดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จ้าวห่าวหลินไม่ได้สนใจรายได้เล็กน้อยพวกนี้สิ่งที่เขาต้องการคือการดึงดูดให้หญิงสาวตรงหน้าสนใจว่าเขาจะทำอย่างไรให้คัดตำราได้ทันกำหนดการต่างหาก
เขาพยักหน้า“เช่นนั้นเจ้าก็ร่างสัญญาเถอะ”
จ้าวห่าวหลินหยิบถ้วยชาแล้วรู้สึกว่าชาเย็นเสียแล้วเขาจึงวางกลับที่เดิม จางลั่วซีย่อมเห็นท่าทางเล็กน้อยนี้ นางให้เสี่ยวซีหยิบถ้วยน้ำชาชายหนุ่มมาชงใหม่ส่งให้เขา
จ้าวห่าวหลินเพียงนั่งจิบชารออย่างสงบไม่นานหลงจู๊ก็กลับมาพร้อมกับสัญญา เมื่อได้ยินจากจางลั่วซีว่าจ้าวห่าวหลินต้องการคัดตำราส่งอีกห้าวันทั้งหมดห้าสิบเล่มเขาก็ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ อยากจะห้ามชายหนุ่ม แต่ในเมื่อคุณหนูมีคำสั่งเขาก็ทำได้แค่ต้องร่างสัญญาให้ทั้งสอง
จ้าวห่าวหลินกับจางลั่วซีประทับตรานิ้วมือลงบนสัญญาจ้าวห่าวหลินก็ลุกขึ้นยืนยิ้มเล็กน้อย “ขอบคุณแม่นางจางที่เชื่อข้าเช่นนั้นก่อนกลับข้ามีสิ่งหนึ่งที่จะมอบให้ท่านลองเอาไปพิจารณาดู”
“ให้ข้าพิจารณาดู?”จางลั่วซีเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
จ้าวห่าวหลินล้วงเอานิยายที่เขาเขียนส่งให้หญิงสาว“นี่คือส่วนเล่มแรกของนิยายปกขาวที่ข้าเขียนขึ้นมา ท่านลองอ่านดูว่าชอบหรือไม่? หากชอบอีกห้าวันหลังจากนี้พวกเราค่อยมาเจรจาการค้าเรื่องนี้กันขอตัวลา”
พูดจบจ้าวห่าวหลินก็เดินนำออกไปจากห้องรับรองตามด้วยหลงจู๊ที่ตามไปจัดการเรื่องอุปกรณ์ทั้งห้าสิบเล่มให้ชายหนุ่ม
จางลั่วซีไม่ได้ตามออกไปนางดูหน้าปกเขียนด้วยตัวอักษรสิงซูแบบเดียวกับลายมือในกระดาษก่อนหน้านี้
‘ความรักของท่านอ๋องกับหมอสาวเล่ม 1’
นางพลิกเปิดอ่านหน้าแรกด้วยความสงสัยพอได้อ่านไม่นานก็อ่านจนติดลมบน เนื้อหาแต่ละส่วนช่างบรรจงและต่อเนื่อง เป็นภาษาที่เรียบง่ายไม่ได้มีการใช้บทกวีที่ยากเข้าใจเหมือนกับนิยายปกขาวในปัจจุบันจึงทำให้อ่านง่ายและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ยิ่งอ่านนางก็ยิ่งรู้สึกถึงความลึกลับซับซ้อนของเนื้อเรื่องจนไม่อาจวางได้ลง
“คุณหนูเจ้าคะท่านอ่านหนังสือเล่มนี้มานานกว่าครึ่งชั่วยามแล้วนะเจ้าค่ะ”เหมยหลินอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้
“หือ?...เดี๋ยวนะครึ่งชั่วยามแล้วหรือ?” จางลั่วซีไม่อยากเชื่อนางวางหนังสือในมืออย่างเสียดาย “ช่างเป็นหนังสือที่ดียิ่ง”
“คุณหนูเชื่อจริงหรือเจ้าคะว่าเขาจะสามารถคัดตำราห้าสิบเล่มได้เสร็จทันภายในห้าวัน”เสี่ยวซีอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
“สำคัญด้วยหรือ?”จางลั่วซีเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “แม้ว่าเขาทำไม่ได้ก็เสียค่าปรับให้เรา และหากเขาทำได้นั่นก็ย่อมดีต่อเราในเมื่อไม่มีอะไรต้องเสีย เหตุใดจะต้องหวาดกลัว ....แต่ข้าเชื่อว่าเขาทำได้”
เหมยหลินกับเสี่ยวซีมองหน้ากันพวกนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูของพวกนางจึงมั่นใจเช่นนั้น
.......
ในที่สุดจ้าวห่าวหลินก็แบกอุปกรณ์ทั้งห้าสิบเล่มกลับถึงเรือนด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัวอย่าได้ดูถูกกระดาษสำหรับคัดตำราห้าสิบเล่มเชียว หนึ่งเล่มมีทั้งหมดหกสิบสามหน้านั่นหมายความว่ามีกระดาษทั้งหมด 3,150 แผ่น โดยรวมเกือบสี่สิบห้าชั่ง
รอบหน้าหากนำไปส่งคงต้องยืมรถเข็นของพี่ใหญ่ไปเสียแล้วหรือไม่ก็คงให้เจ้าพวกลูกสมุนแบกไปแทน
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้ารู้สึกว่าตอนนี้น่าจะเป็นยามเซินแล้วอีกไม่นานหญิงสาวทั้งสองคงจะใกล้กลับมากินมื้อเย็นด้วยกัน
ไม่รู้ว่าเจ้าโง่อี้โยวจะได้เรื่องอะไรจากการไปตามสืบคราวนี้บ้างแต่ก็ช่างเถอะ... อย่างไรก็คาดหวังอะไรมากนักไม่ได้อยู่แล้ว
วันนี้ชายหนุ่มทำอาหารมื้อเย็นเรียบง่ายเขาเอาหมูสามชั้นมาทำเป็นหมูสามชั้นน้ำแดง ผัดผักกวางตุ้ง หมั่นโถวลูกใหญ่ ซานเย่าต้มกระดูกอีกหนึ่งหม้อ
หลังจากที่จ้าวห่าวหลินทำอาหารเสร็จไม่นานสองสาวก็กลับมาถึงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารโชยออกมาจากภายในตัวบ้าน
คนที่มีความสุขที่สุดในเรื่องนี้คงไม่พ้นชุนเชียงนางแย้มยิ้มมีความสุข “ข้าชอบเวลาที่ท่านเขยอยู่เรือนที่สุด”
หลี่เจี่ยหลิงหัวเราะ“เจ้าตัวตะกละ”
“หรือว่าเจ้าไม่ชอบ”ชุนเชียงเอ่ยหยอกเย้า
“พูดมาก”หลี่เจี่ยหลิงขี้เกียจพูดกับนาง นางเดินไปหาชายหนุ่มที่ห้องครัวแทน
จ้าวห่าวหลินหันมายิ้มต้อนรับหญิงสาวอย่างอบอุ่น“กลับมาแล้วก็ล้างหน้าล้างตา ล้างมือทานมื้อเย็นกันเลยเถอะ กำลังร้อน ๆ”
หลี่เจี่ยหลิงยิ้มหวานมีความสุข“มีเจ้าอยู่ช่างดีเหลือเกิน”
“คำพูดนี้ข้าควรพูดกับเจ้า”
“วันนี้เจ้าทำอะไรบ้างหรือ?”หลี่เจี่ยหลิงเข้าไปจับข้อมือเขาตรวจชีพจรอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างที่ถาม
“วันนี้ข้าเข้าเมืองไปทำธุระเล็กน้อยแล้วก็กลับมาทำอาหารมื้อเย็น” จ้าวห่าวหลินนิ่งไปก่อนจะถามกลับ “แล้วเจ้าเล่า?”
“เหมือนเดิมไปดูคนไข้ที่หมู่บ้านเล็กน้อยแล้วก็กลับมา”
จ้าวห่าวหลินขมวดคิ้ว“ไม่เจอใครเลยหรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงมองเขาด้วยความสงสัย“ข้าต้องเจอใคร?”
จ้าวห่าวหลินกุมมือนางไปล้างมือที่ลานหลังบ้านเพื่อเลี่ยงตอบคำถามแทน
...เจ้าโง่อี้โยวหายไปไหนอีกแล้ว!
-------------------------------------------
[1] มังกรหงส์ในฝูงชนเปรียบเปรยผู้ที่มีความโดดเด่นในบรรดาผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าตาและความสามารถ
[2] ตำราทั้งห้า เป็นตำราแนวคิดของปรัชญาขงจื่อโดยเป็นตำราเรียนที่สำคัญของสำนักขงจื้อ ผู้เล่าเรียนและเข้าสอบไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความเห็นต่างอย่างเด็ดขาดซึ่งภายหลังถูกวิจารณ์ว่าเป็นการจำกกัดการใช้สติปัญญาของผู้เข้าสอบจอหงวนหรือผู้เข้าสอบราชการ