สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 บทที่ 267 เจ้าเป็นคนที่สาม

        ตอนนี้ภาพลักษณ์ของราชาแซมบอร์ดกับองค์ชายรองอังเดร โดมิงเกวซกลายเป็นคนประเภทเดียวกันไปแล้วคนที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่กลับมีบุคลิกที่เหมือนกันราวกับแกะออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน!

        ติ๋ง!

        เสียงหยดน้ำไหลลงสู่พื้นดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน เสียงหยดน้ำนี้มาจากเหงื่อของหัวหน้า 'กองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบ' หน้าตาของเขาซีดขาวและเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่แตกพลั่ก

        ทุกคนที่อยู่ในห้องโถงต่างได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน

        “พวกเจ้าก็อยากได้แหวนของข้าไม่ใช่หรือ?” ซุนเฟยยกนิ้วกลางข้างขวาขึ้นมา แหวนสีดำเป็นประกายเงาวับล้อแสงไฟจากคบเพลิง ซุนเฟยกระดิกนิ้วกลางไปทางสองหัวหน้าทหารรับจ้างที่เป็นตัวเสริมก่อนหน้านี้แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “อยู่นี่แล้วไงเข้ามาเอามันไปสิ!”

        ไม่ว่าจะเป็นโลกที่จากมาหรือแผ่นดินอาเซรอท ความหมายของการยกนิ้วกลางให้ก็เหมือนๆ กัน

        ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับการดูถูกแบบนี้แต่สองผู้นำทหารรับจ้างของ 'กองกำลังทหารรับจ้างเสือหมอบ' และ 'วิหารอันรุ่งโรจน์' ก็ได้แต่ยืนนิ่งๆความกล้าที่จะข่มขู่อย่างดุร้ายก่อนหน้านี้พลันสลายไป แม้ว่าพวกเขาจะโกรธมาก แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา แม้กระทั่งความกล้าที่จะสบตากับซุนเฟยก็ยังไม่มีเลย แต่ละคนได้แต่ก้มหน้าให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

        ทหารรับจ้างส่วนใหญ่เป็นพวกใจร้อน ดังนั้นพวกเขาจึงพบเห็นความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

        แต่ถึงจะใจร้อนอย่างไรก็ไม่เท่ากับการตายแบบโง่ๆ

        เพียงเห็นสภาพขององค์ชายคริสโตเฟอร์ คุณหนูบียอนเซ่และจุดจบของยอดฝีมือชั้นหัวกะทิของกองกำลัง 'หอกทองสัมฤทธิ์' ทั้งสิบเอ็ดคน ต่อให้พวกเขาเป็นเพียงหมูโง่เง่าที่สุดในโลกก็ยังเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ชายตรงหน้า...ราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ดผู้นี้ไม่ใช่บุคคลที่ควรจะไปยั่วยุ! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตอนนี้ราชาแซมบอร์ดกำลังหาข้ออ้างที่จะเล่นงานพวกเขาอยู่ ขอแค่พวกเขาอ้าปากพูดออกมาเชื่อเลยว่าจะต้องถูกสังหารทิ้งทันที หมาบ้าตัวนี้มันไม่รู้จักความกลัว และที่สำคัญมันไม่สนใจด้วยว่าใครหนุนหลังพวกเขาอยู่

        “ฮึๆ ตอนนี้รู้จักกลัวขึ้นมาแล้ว?” ซุนเฟยชักนิ้วกลางกลับมาจากนั้นก็พูดขึ้นมาว่า“ข้าคิดว่าพวกเจ้าไม่สมควรได้รับส่วนแบ่งจากสมบัติของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต เพราะฉะนั้นไสหัวไปเสีย รีบกลิ้งไปให้ไว อย่าอยู่ให้ข้าเสียสายตา!”

        “เจ้า…”

        “นี่…”

        ตอนนี้ สองหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างทั้งกลัวทั้งโมโห

        พวกเขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นซุนเฟยกวาดสายตามองมาที่พวกเขาอย่างเย็นชา ความกล้าที่จะโต้แย้งก็หายวับไปทันทีในอากาศยังคงมีหมอกเลือดของกองกำลัง 'หอกทองสัมฤทธิ์' ลอยอยู่อย่างหนาแน่น ไหนจะตรงมุมห้องที่มีร่างของคุณหนูบียอนเซ่กับองค์ชายสี่ในสภาพสุนัขใกล้ตายนอนกองอยู่ตรงนั้น เเล้วยังรอยหมัดขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนกำแพงห้องโถงนั่นอีก…ทุกอย่างทำให้สองหัวหน้ากองกำลังทหารรับจ้างไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา พวกเขาได้แต่พาคนของตัวเองรีบเดินจากไปทันที

        ซุนเฟยหัวเราะอย่างสะใจเล็กๆ ก่อนจะหันมาพูดกับทุกคนในห้องโถงนี้ว่า“เอาล่ะในเมื่อตอนนี้ไม่มีพวกก่อกวนเหลืออยู่อีกแล้วข้อตกลงก็ยังคงเหมือนเดิม เมืองแซมบอร์ดจะได้รับส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ส่วนที่เหลือพวกเจ้าก็จัดสรรกันเอาเอง”

        ตอนนี้เขากลับมาเป็นคนปกติแล้ว ไม่หลงเหลือท่าทางเย่อหยิ่งจองหองเหมือนก่อนหน้านี้

        ตั้งแต่ต้นจนจบ แพรีส ปัฟลูย์เชนโคและนักบวชบาเรซียังคงสงวนท่าทีสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ พวกเขาทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น บนใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม พูดคุยกับซุนเฟยด้วยน้ำเสียงถ่อมตัวอีกสองสามคำอย่างหน้าตาเฉย ไม่มีใครพูดถึงแหวนเก็บของอีกเลยบรรยากาศตอนนี้ก็เริ่มปรองดองกันมากขึ้น ทุกคนเริ่มจัดสรรปันส่วนใหม่อีกครั้งอย่างสุภาพ ใช้เวลาไม่นานพวกขาก็บรรลุข้อตกลง

        เมื่อตัวแทนของตระกูลเฟล็นส์ถูกทำลาย ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์ของเขาก็ถูกแบ่งออกให้องค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองเท่าๆ กัน เนื่องจากองค์ชายสี่กับคุณหนูบียอนเซ่ยังคงสลบอยู่ ทำให้ส่วนแบ่งของพวกเขาถูกยกให้กับนักบวชบาเรซี และส่วนแบ่งที่เคยเป็นของสองผู้นำทหารรับจ้างที่ถูกซุนเฟยไล่ออกไปก็กลายเป็นของหอการค้าโซรอส

        ไม่ช้า กองสมบัติที่อยู่ในห้องโถงใต้ดินก็ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนตามข้อตกลงใหม่

        “เหตุผลที่พ่อมาอยู่ที่นี่เพราะว่า 'บุตรแห่งพระเจ้า' ท่านกาก้าต้องการร่วมมือกับราชาแซมบอร์ดในอนาคต ท่านอยากรู้จัก 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' อย่างฝ่าบาทมาก ฮ่าๆๆ การเดินทางในครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าไม่น้อย อีกไม่นานท่านกาก้าต้องเดินทางออกจากเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป แต่ก่อนที่จะจากไป ท่านกาก้าคาดหวังว่าจะได้มีโอกาสร่วมรับประทานอาหารเย็นกับฝ่าบาทสักครั้ง!”

        นักบวชบาเรซีเอ่ยออกมาเบาๆ ขณะที่สะบัดมือย้ายสมบัติที่เป็นส่วนแบ่งของเขาให้มาอยู่ด้านหน้าตัวเองพลางมองหน้าซุนเฟย

        ในจังหวะที่สะบัดมือไม่มีร่องรอยของความผันผวนหรือกลิ่นอายเวทมนตร์ใดๆ กระจายออกมาจากตัวของเขาเลย เหรียญทองมากกว่าหมื่นเหรียญ อัญมณีและก้อนหินเวทมนตร์อีกพันก้อนที่อยู่ห่างจากเขาไปห้าหกเมตรก็ถูกย้ายมาตรงหน้าเขาอย่างเป็นระเบียบ โดยที่ไม่มีของหล่นลงมาสักชิ้นเดียวท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของผู้คน แม้แต่ซุนเฟยเองก็ยังมีสีหน้าที่เครียดขึงขึ้นมาครู่หนึ่ง แม้แต่พลังของคนเถื่อนเลเวล43 ก็ยังไม่สามารถควบคุมพลังได้แม่นยำขนาดนี้เลยนักบวชบาเรซีเป็นบุคคลที่ไม่อาจมองข้ามได้เลยจริงๆ

        “'หมัดเดียวสังหารฟ้า'?” ซุนเฟยรู้สึกสนใจชื่อที่นักบวชบาเรซีพูดออกมา

        “ฮิๆ…อเล็กซานเดอร์ 'หมัดเดียวสังหารฟ้า' เป็นชื่อเล่นที่เหล่านักพเนจรกับวณิพกตั้งให้ท่าน ชื่อนี้โด่งดังไปทั่วในเมืองหลวงเชียวนะ ทุกวันจะมีนักพเนจรคอยเล่าวีรกรรมของท่านตามร้านเหล้าด้วย…” แพรีสใช้นิ้วม้วนผมของตัวเองเล่นในขณะที่อธิบายออกมาอย่างขำๆ

        ซุนเฟยกลอกตาเล็กน้อย

        'หมัดเดียวสังหารฟ้า' เป็นชื่อที่…เห่ยที่สุด ฟังแล้วเหมือนโจรอย่างไรก็ไม่รู้

        “ฮึๆ พ่อขอยืมดอกไม้มาถวายพระ1ก็แล้วกัน เหรียญทองกับก้อนหินเวทมนตร์พวกนี้พ่อขอมอบให้กับองค์ราชาอเล็กซานเดอร์ หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ!”

        นักบวชบาเรซีพูดออกมาก่อนจะสะบัดมืออีกครั้งหนึ่ง เกิดแสงสว่างสีขาวนวลกะพริบที่ปลายนิ้วของเขา ชุดเกราะและอาวุธต่างๆ ถูกดูดเข้าไปในแหวน จากนั้นนักบวชบาเรซีก็หันหลังเดินออกไปจากห้องโถงใต้ดินทันทีโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว

        ไม่มีใครคาดคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น

        ในใจของซุนเฟยรู้สึกหนักหน่วงขึ้นมา เขาไม่รู้ว่านักบวชคนนี้ต้องการอะไรจากเขากันแน่แม้ว่าในใจจะว้าวุ่น แต่ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม

        แสงสว่างสีเงินทอประกายขึ้นมา ซุนเฟยดูดสมบัติทุกอย่างที่เป็นส่วนของเมืองแซมบอร์ดเข้ามาเก็บไว้ในแหวนเก็บของของตัวเอง

        “ฮึๆๆ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า 'บุตรแห่งพระเจ้า' ท่านกาก้าจะสนใจในตัวท่านนะ อเล็กซานเดอร์ การกวาดล้างกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิตในครั้งนี้หลายๆ กองกำลังจ้องจะเขมือบเค้กชิ้นนี้ตาเป็นมัน แต่สุดท้ายก็เป็นเจ้าที่ได้กินเค้กชิ้นนี้มากที่สุด…” แพรีสยิ้มหวานฃในขณะที่มือเรียวขาวยกดอกกุหลาบขึ้นมาดึงกลีบเล่นอีกครั้งหนึ่ง ยามที่สายลมพัดกระโปรงสีขาวของนางก็พลิ้วไหว ความงามของนางในตอนนี้ทำให้ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนพากันหวั่นไหว ทุกคนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้ม

        “เจ้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร เห็นโจรกินเนื้อแต่กลับไม่เห็นโจรถูกจับ2” ซุนเฟยพูดออกมาอย่างจริงจังว่า“เจ้าไม่รู้หรือว่า ต้องมีชาวแซมบอร์ดจำนวนมากแค่ไหนที่ต้องตายไปเพื่อให้พวกมันมีสมบัติกองเท่าภูเขาแบบนี้ ดังนั้นสมบัติพวกนี้เมืองแซมบอร์ดสมควรที่จะได้รับมันแล้ว!”

        “ฮิๆๆ ไม่เอาน่า ข้าล้อเล่น! อย่าจริงจังนักเลย!” แพรีสส่งยิ้มให้ซุนเฟย นัยน์ตาคู่สวยของนางพราวระยับเป็นประกายแปลกๆที่ไม่ว่าใครก็ไม่เข้าใจ นางหันไปพูดคุยกับกราเนโรอยู่สองสามประโยคจากนั้นก็เดินมาหาซุนเฟยแล้วพูดว่า “ใกล้จะรุ่งสางแล้วข้าจะไปส่งท่านออกจากเมืองเองเรื่องในคืนนี้จะทำให้ทั้งเมืองหลวงเกิดคลื่นลมพายุแน่!”

        ซุนเฟยพยักหน้า เขารู้ความหมายที่นางพูดดี

        ไม่ว่าเจ้าจะเตรียมตัวล่วงหน้ามาอย่างไรก็ตาม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้บรรยากาศในเมืองหลวงกดดันมากขึ้น แม้ว่ากองกำลังส่วนใหญ่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องหาคำอธิบายมาให้แก่ชาวเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก

        เหตุการณ์ในวันนี้อาจจะยิ่งเพิ่มความไม่สงบให้แก่เมืองหลวง

        ซุนเฟยหันมาพูดคุยกับหัวหน้าอัศวินปัฟลูย์เชนโคกับสาวน้อยจื่อเยี่ยนเล็กน้อย ก่อนจะฝากคำทักทายไปหาองค์หญิงนาตาชาเมื่อซุนเฟยเก็บสมบัติที่เป็นส่วนของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินตามหลังแพรีสเพื่อออกไปจากที่นี่

        “เฮ้! รอเดี๋ยวก่อน”

        ตอนที่ซุนเฟยเดินผ่าน 'เคราแดง' กราเนโรกับเหล่ายอดฝีมือของทหารรักษาการณ์แห่งราชอาณาจักร ตอนนั้นเอง หนุ่มหน้าสวยที่ยืนสัปหงกกอดลูกสุนัขก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาปรือตามองซุนเฟยก่อนจะเอ่ยปากเรียก

        บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา

        “หือ? มีเรื่องอะไร?” ซุนเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย

        ก่อนหน้านี้ซุนเฟยสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ หนุ่มหน้าสวยคนนี้พูดออกมาแค่ประโยคเดียวเท่านั้น ท่าทางของเขาดูอ่อนปวกเปียกอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น ชายคนนี้ก็เป็นจุดสนใจของผู้คนในห้องโถงอย่างน่าประหลาด แม้ว่าแพรีสหรือ 'เคราแดง' กราเนโรจะยืนอยู่ด้านหน้าของคนคนนี้แต่พวกเขาก็ไม่กล้าไปยืนบังสายตาของชายคนนี้อีกทั้งรอบๆ ตัวของเขาก็แวดล้อมไปด้วยยอดฝีมือที่คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนาราวกับดาวล้อมเดือน

        ดวงตาของชายคนนั้นกวาดสายตาขึ้นลงมองร่างของซุนเฟยอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ข้าคือโอกา โดมิงเกวซ ข้าชอบเจ้า”

        ซุนเฟยพลันหน้าเปลี่ยนสีทันที

        ซุนเฟยรู้สึกเสียววาบยันรูตูดเมื่อชายหน้าสวยราวกับสาวประเภทสองคนนี้มา‘สารภาพรัก’ ต่อหน้าเขาดื้อๆ แต่เรื่องนี้ซุนเฟยยังไม่ค่อยตกใจเท่าไรเมื่อเทียบกับคำพูดของชายคนนี้ เจ้า‘เกย์’ คนนี้คือองค์ชายรองโดมิงเกวซผู้เลืองชื่อลือชาคนนั้นน่ะหรือ นี่คือชายที่กำลังงัดข้อกับอาร์ชาวิน 'เทพสงครามแห่งเซนิท' เนี่ยนะ!

        ก่อนหน้านี้ซุนเฟยก็เคยเดาๆ สถานะที่แท้จริงของชายหน้าสวยคนนี้อยู่บ้าง

        แต่เขาก็คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าเกย์คนนี้จะมีฐานะเป็นถึงองค์ชาย

        และที่สร้างความแปลกใจอีกอย่างคือ หากชายตรงหน้าเป็นองค์ชายรองแห่งเซนิทแล้ว ทำไมถึงไม่ชื่อว่าอังเดร โดมิงเกวซล่ะ ทำไมถึงเรียกตัวเองว่าโอกา โดมิงเกวซ

        แน่นอนว่าในหัวของซุนเฟยตอนนี้เต็มไปด้วยความคิดมากมายที่แล่นไปมา

        “ยินดีที่ได้พบกันองค์ชายรองโดมิงเกวซ!” ซุนเฟยไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองกับคำ ‘สารภาพรัก’ของชายหน้าสวยตรงหน้าอย่างไร จึงได้แต่ผงกหัวให้

        “เฮ้ๆๆๆ เรียกชื่อข้าสิ อย่าเรียกข้าว่าองค์ชายรองให้เรียกว่าโอกา นับจากนี้ไป เจ้าเรียกข้าว่าโอกานะ ฮ่าๆๆๆเจ้าโชคดีสุดๆ เลยล่ะ เพราะว่าทั้งเมืองหลวงมีคนที่ข้าอนุญาตให้เรียกข้าว่าโอกาแค่สามคน และเจ้าก็เป็นคนที่สาม”

        ----------------

        1ยืมดอกไม้มาถวายพระ อุปมาว่า เอาของของผู้อื่นมาใช้แสดงน้ำใจไมตรีกับอีกผู้หนึ่ง

        2เห็นโจรกินเนื้อแต่กลับไม่เห็นโจรถูกจับ อุปมาว่า เห็นเพียงความสำเร็จของคนคนหนึ่งแต่กลับไม่เห็นว่าก่อนที่จะทำสำเร็จเขาผ่านอะไรมาบ้าง

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน