ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 41 ยกระดับตบะ

    เมื่อก่อนเซียวอวี้ไม่เคยรีบร้อนเลื่อนขั้น เพียงฝึกฝนกายเนื้อ ให้ความสำคัญกับการฝึกบำเพ็ญตนขั้นพื้นฐานการเลื่อนขั้นหลายต่อหลายครั้งล้วนแต่สำเร็จไปตามธรรมชาติเมื่อเงื่อนไขมาถึงพร้อมถึงขนาดว่าเป็นการยกระดับตบะให้สูงขึ้นผ่านการต่อสู้ดุเดือดครั้งแล้วครั้งเล่า

            เส้นทางฝึกบำเพ็ญตนเส้นทางนี้ก่อนอื่นให้ความสำคัญกับการทำให้ร่างกายแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพลังต้นกำเนิดจากนั้นฝึกบำเพ็ญเพียรไปถึงขั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงจะมีหลักประกัน

            ประชันกับเยี่ยซิงฮุยในบ่ายวันนี้เซียวอวี้รู้สึกว่าตบะของตนเองในขณะนี้มาถึงช่วงคอขวดต่อให้มีการต่อสู้อีกสักหนสองหนก็เกรงว่าคงจะไม่มีประโยชน์อะไร

            แทนที่จะเป็นแบบนั้นสู้ฝืนยกระดับให้ถึงขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้า แล้วค่อยๆทำให้มีเสถียรภาพยังจะดีเสียกว่า

            มิหนำซ้ำเขาในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การฝึกบำเพ็ญเพียรไม่นับว่าเป็นการดึงต้นกล้าเร่งให้เติบโต[1] ด้วยประสบการณ์การฝึกบำเพ็ญเพียรของเขา ไม่มีทางทำเรื่องดื่มยาพิษดับกระหาย[2]อย่างแน่นอน

            โครม!

            ทันทีที่โคจรคัมภีร์ลมหายใจต้นกำเนิดแห่งจักรพรรดิหยกผสานปราณปราณแท้ภายในร่างของเซียวอวี้พลันโถมซัดพลุ่งพล่านทันที ราวกับเกลียวคลื่นม้วนตลบเกิดเสียงดังลอยออกไปไกล

            ห่างออกไปหลายสิบจั้งเจียงไป๋หย่งกำลังนั่งขัดสมาธิพิทักษ์เซียวอวี้

            ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่ามีเสียงลอยออกมาจากภายในห้อง นั่นเป็นเสียงลมปราณและปราณแท้โคจร ใบหน้าปรากฏความหวาดผวาขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            จากนั้นก็มีแสงสีทองบางเบาปกคลุมห้องนั้นเอาไว้ลมปราณมหาศาลปลดปล่อยออกมาจากภายในร่างของเซียวอวี้ ข้ามผ่านไปในกลางอากาศ

            “เป็นลมปราณที่น่าพรั่นพรึงยิ่งนักช่างมีพรสวรรค์ฝึกบำเพ็ญตนที่น่ากลัว หากคุณชายเติบโตต่อไปบนโลกใบนี้ยังจะมีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อีกหรือ” แววตาของเจียงไป๋หย่งเหม่อลอยพึมพำกับตัวเอง

            ปราณแท้ภายในร่างของเซียวอวี้กระหน่ำโถมซัดไม่เลิกราเขาจมดิ่งสู่สภาวะที่ลึกล้ำมหัศจรรย์ ตั้งจิตมั่นศึกษาความลึกล้ำของเคล็ดวิชานี้

            เสียงที่ปราณแท้เดือดพลุ่งพล่านราวกับเสียงสวรรค์ของมหามรรคาที่ทำให้ผู้คนตกตะลึง

            กายภายนอกของเขาเปล่งแสงสีทองระยิบระยับในชีพจรมีพลังชีวิตอันรุ่งโรจน์ เขาตกอยู่ในสภาวะจิตว่างเปล่า เหมือนภายในร่างเป็นหลุมลึกมองไม่เห็นเบื้องล่างกำลังดูดซับปราณต้นกำเนิดฟ้าดินภายในหินวิญญาณบรรพกาลอย่างบ้าคลั่ง

            หินวิญญาณบรรพกาลสีขาวน้ำนมเหล่านั้นลอยอยู่กลางอากาศไอปราณต้นกำเนิดบริสุทธิ์แต่ละสายแทรกซึมเข้าไปในร่างของเขาพลันกลายเป็นปราณแท้ที่บริสุทธิ์ที่สุด

            ในชั่วพริบตาก็ผ่านพ้นไปถึงสองวัน

            โครม!

            ยามฟ้าสางหลังจากผ่านไปสองวันมวลอากาศที่ทรงพลังยิ่งใหญ่ลอยออกมาจากภายในห้องจากนั้นทั่วทั้งห้องล้วนโยกคลอนไม่หยุด ปราณแท้ทั่วกายเซียวอวี้โหมซัดสาดตื่นขึ้นจากสมาธิ

            สายตาของเขาประดุจสายฟ้ากลายเป็นลำแสงวิเศษสามฉื่อสองสายสาดออกไปข้างนอก แล้วค่อยๆเก็บลมปราณที่ยิ่งใหญ่ราวผืนมหาสมุทรสุดลึกอย่างช้าๆ มุมปากปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย

            ไม่ผิดไปจากที่คิดไว้จริงๆฝึกด้วยความพิถีพิถันอยู่สองวัน ทำให้เขาฝึกบำเพ็ญตนถึงขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้า

            ด้วยประสบการณ์ของเซียวอวี้ก็ตัดสินได้ว่าตบะของเขาในเวลานี้สามารถรับมือกับนักพรตขั้นก่อกำเนิดหนึ่งชั้นฟ้าทั่วไปได้แล้วต่อให้เป็นผู้กล้าคนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม แต่ในขั้นก่อนกำเนิดนี้หาผู้ที่มีฝีมือสูสีกับเขาได้ยาก

            เอี๊ยด

            เซียวอวี้เปิดประตูห้องแล้วย่างเท้าออกมาเจียงไป๋หย่งเดินเข้าไปหาพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดขึ้น “ขอแสดงความยินดีกับคุณชายที่เลื่อนขั้นได้สำเร็จ”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มกล่าว“ขอบคุณผู้อาวุโสเจียงที่คุ้มครองข้าอยู่สองวันตอนนี้พวกเราไปกันเถอะ สถานที่ที่นัดต่อสู้กับหวงเหว่ยถิงก่อนหน้านี้อยู่ที่ไหนรึ”

            “สังเวียนทองวิถียุทธ์ตรงทิศเหนือของเมืองขอรับ”เจียงไป๋หย่งสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            เซียวอวี้พยักหน้ารับสำหรับสังเวียนทองวิถียุทธ์ของเมืองฉังอาน เขาก็พอรู้บ้างเพียงเล็กน้อย

            เมืองฉังอานก่อร่างสร้างเมืองมาได้พันปีและแผ่นดินต้าถังยังเป็นหนึ่งในแคว้นบริวารของสำนักกระบี่เสวียนหวงทุกครั้งที่สำนักเปิดภูเขารับลูกศิษย์ราชวงศ์ก็จะมีทายาทสูงส่งมากมายอยากไปบำเพ็ญเพียรที่นั่น

            เพราะฉะนั้นเมื่อแปดร้อยกว่าปีก่อนราชวงศ์จึงได้สร้างสังเวียนทองวิถียุทธ์ที่ใหญ่โตน่าครั่นคร้ามขึ้นมาหลายสิบแห่งใช้คัดเลือกผู้กล้าคนหนุ่มสาวของราชวงศ์จัดหาเด็กวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำไปฝึกบำเพียรในสำนัก

            และการประลองใหญ่สองแคว้นในคราวนี้ได้เปิดสังเวียนทองวิถียุทธ์ทั้งหมด ผู้ชนะสิบคนสุดท้ายถึงจะมีคุณสมบัติไปฝึกบำเพ็ญวิชาเซียนสูงสุดที่สำนักกระบี่เสวียนหวง

            สถานที่ที่เซียวอวี้และหวงเหว่ยถิงนัดประลองกันก็คือสังเวียนทองวิถียุทธ์แห่งหนึ่งในนั้น

            ด้วยอิทธิพลของสกุลเซียวและสกุลหวงเปิดสังเวียนทองวิถียุทธ์สักแห่งประลองกันเป็นการส่วนตัวสักครั้งยังพอมีคุณสมบัติอยู่บ้าง

            “ข้าไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน รบกวนผู้อาวุโสเจียงรอข้าตรงหน้าประตูสักประเดี๋ยว”เซียวอวี้ยิ้มแย้ม สีหน้าส่อความมั่นใจในตัวเองอย่างแรงกล้า

            เจียงไป๋หย่งตอบด้วยรอยยิ้ม“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ”

            วันนี้เซียวอวี้ไปตามนัดประลองเซียวฉีสยงไม่ได้ไปส่งเจียงไป๋หย่งและยอดฝีมือหน่วยบังคับคดีอีกหลายนายให้ไปเป็นเพื่อนเซียวอวี้ นอกจากนี้แล้วลูกหลานเจ้านครต่างๆ ในเมืองฉังอานล้วนแต่ไปชมการต่อสู้ เรียกได้ว่านี่เป็นการประลองที่ได้รับความสนใจที่สุดในการประลองใหญ่สองแคว้น

            เพียงไม่นานเซียวอวี้ในชุดจิ้นจวงสีเขียวก็ปรากฏตัวหน้าประตูจวนสกุลเซียวด้วยความกระปรี้กระเปร่ากระฉับกระเฉง

            “ไปกันเถอะ!”

            เขาเหยียบขึ้นรถม้ายอดฝีมือหน่วยบังคับคดีอีกสามสี่คนขี่ม้าร่วมทางมุ่งหน้าไปยังสังเวียนทองวิถียุทธ์ทางตอนเหนือของเมือง

            สถานที่ที่สร้างสังเวียนทองวิถียุทธ์ถูกเรียกว่าจัตุรัสประลองยุทธ์

            จัตุรัสใหญ่โตโอฬารไม่เพียงสร้างสังเวียนทองวิถียุทธ์หลายสิบแห่ง แต่ยังสามารถรองรับผู้ชมหลายพันคนเมื่อหลายปีก่อน เพื่อก่อสร้างจัตุรัสประลองยุทธ์ราชวงศ์ทุ่มเงินมหาศาลอย่างไม่นึกเสียดายถึงขนาดว่าเชิญนักพรตของสำนักมาเพิ่มพลังป้องกันให้กับสังเวียนทองวิถียุทธ์แต่ละแห่งเป็นพิเศษทำให้นักพรตขั้นก่อกำเนิดทั่วไปต่อสู้บนสังเวียนได้

            สังเวียนทองวิถียุทธ์แต่ละแห่งห่างกันเกือบร้อยจั้งและสถานที่ที่พวกเขานัดประลองกัน ก็คือสังเวียนผู้ชนะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งนั้น

            รอบด้านสังเวียนผู้ชนะมีคนมากมายมารวมตัวกันตั้งนานแล้วคนที่มีสิทธิ์มาชมการต่อสู้ต่างมากันแล้วทั้งนั้น ไม่มีใครอยากพลาดการต่อสู้ดุเดือดในครั้งนี้

            เมื่อสองวันก่อนเซียวอวี้ใช้ความแข็งแกร่งสยบเยี่ยซิงฮุยทำให้ชื่อเสียงของเขาก้าวไปอยู่ในจุดสูงสุดกลายเป็นสุดยอดลูกหลานเจ้าครองนครชั้นล่างไปกลายๆ

            ตอนที่เขาลงจากหลังม้าสายตาแต่ละคู่ต่างมองเข้ามาทันที ลูกหลานเจ้านครชั้นล่างโดยส่วนมากมีท่าทีเป็นมิตรส่วนลูกหลานเจ้านครชั้นสูงแต่ละคนต่างยิ้มเย้ยหยัน

            บนสังเวียนผู้ชนะหวงเหว่ยถิงยืนอยู่ด้วยความยโสโอหัง

            ความยาวโดยรอบสังเวียนผู้ชนะยาวหลายสิบจั้งความแวววาวของโลหะเป็นประกายระยิบระยับ ด้านบนยังมีอักขระยันต์นับไม่ถ้วนปรากฏรำไรนี่คือพลังป้องกันที่สำนักเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษทำให้สองฝ่ายที่ต่อสู้ชี้ขาดสามารถต่อกรกันโดยไม่ต้องกังวลสิ่งใด

            สีหน้าของเขาเยียบเย็นมองเซียวอวี้ด้วยแววตาเฉยเมยสุดแสน สีหน้าค่อนข้างทระนงตน เม้มริมฝีปากบางเฉียบ จิตสังหารวูบไหวอยู่ในแววตาเล็กน้อย

            “เซียวอวี้ขึ้นมาประลองซะ” หวงเหว่ยถิงสวมชุดจิ้นจวงสีม่วง เสียงเย็นชาแต่น้ำเสียงที่พูดกลับค่อนข้างสบายอารมณ์ ราวกับจริงๆ แล้วไม่ได้สนใจเซียวอวี้สักนิด

            จู่ๆเซียวอวี้ก็ฉีกยิ้ม สำแดงท่านวจำแลงคุนเผิง ทุกคนรู้สึกเพียงว่าตาลายชั่วขณะ เขาก็ไปยืนอยู่บนสังเวียนผู้ชนะนั่นเป็นที่เรียบร้อย

            ภาพภาพนี้ทำให้ดวงตาของผู้คนล้วนหรี่ลงเล็กน้อย

            นี่เป็นท่าที่ลึกล้ำระดับไหนรวดเร็วจนคาดไม่ถึง ด้วยสายตาของคนเหล่านี้ เดาออกได้ทันทีนี่ไม่ใช่วิชาอิทธิฤทธิ์ที่สกุลเซียวควรมีอย่างแน่นอนจะต้องเป็นอิทธิฤทธิ์ระดับสูงล้ำ

            เมื่อคิดได้ดังนี้ตู้เสี่ยนและกลุ่มคนที่เหลือยิ่งมีสีหน้าอาฆาตแค้น

            ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าที่เซียวอวี้โดดเด่นขึ้นมาพรวดพราดไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนน่าจะพบกับเรื่องประหลาดบางอย่าง ก็เหมือนกับจั่วอู๋เซี่ยงเมื่อหลายปีก่อน เขาเป็นผู้ประสบกับเรื่องไม่คาดคิดเช่นกัน

            ผู้กล้าคนหนุ่มสาวเหมือนพวกเขาทั้งโชคชะตาและโชคลาภต่างยอดเยี่ยมเหลือประมาณ

            ตู้เสี่ยนยิ่งคิดยิ่งเศร้าสลดนี่เซียวอวี้จะเติบโตไปเป็นเจ้าเหนือหัวยุวชนของแผ่นดินต้าถัง อยู่เหนือคนรุ่นนี้อย่างพวกเขาจริงๆอย่างนั้นหรือ

            ไม่ไม่มีทาง!

            พวกเขาสายเจ้านครชั้นสูงยังมีจั่วอู๋เซี่ยงอยู่ทั้งคน บุรุษที่สมบูรณ์พร้อมราวกับเทพเจ้าคนนั้น

             

    บนสังเวียนผู้ชนะ เซียวอวี้และหวงเหว่ยถิงยืนประจันหน้ากันแต่ไกลๆสีหน้าของหวงเหว่ยถิงค่อนข้างเหลืออดกระบี่สั้นสองเล่มที่อยู่ด้านหลังเปล่งเสียงร้องอื้ออึง ทะยานออกมาจากเบื้องหลังถูกเขาคว้าเอาไว้ในมือ

            “การประลองในวันนี้เพื่อให้รู้แพ้รู้ชนะ และตัดสินเป็นตาย เจ้ากล้าหรือไม่” หวงเหว่ยถิงปรายตามองมวลอากาศที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังปลดปล่อยออกมาจากภายในร่าง ทำให้ผู้คนประหวั่นพรั่นพรึง

            “อะไรนะข้าฟังไม่ผิดใช่ไหม หวงเหว่ยถิงจะต่อสู้เป็นตายกับเซียวอวี้เนี่ยนะ? เขามีความมั่นใจขนาดว่าจะเอาชนะเซียวอวี้ที่กำลังรุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์กลางท้องนภาได้?”

            “เขามีคุณสมบัตินี้แน่ๆถึงแม้ชื่อเสียงของหวงเหว่ยถิงในเมืองหลวงจะไม่โดดเด่นแต่เขาเคยฝึกบำเพ็ญตนในสำนักกระบี่หลิงเซียวมาก่อนพลังต่อสู้ที่แท้จริงมิอาจประเมินได้ น่ากลัวสุดขีดเลยละ”

            “เซียวอวี้กำแหงมาเนิ่นนานขนาดนี้ก็ควรจะยุติลงได้แล้วละ หวงเหว่ยถิงยังน่ากลัวกว่าที่พวกเราคิดไว้มากเขาเป็นผู้กล้าคนหนุ่มสาวที่มีชื่อเสียงสมดั่งคำร่ำลือเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับความนิยมว่าจะชนะการประลองใหญ่สองแคว้นในครั้งนี้”

            “ฮ่าๆๆงั้นก็เยี่ยมไปเลยน่ะสิ ข้าจะดูว่าเซียวอวี้จะรับคำท้า หรือว่ากลัวจนหัวหดกันแน่”

            ทันทีที่หวงเหว่ยถิงเปล่งวาจาออกไปสีหน้าของทุกคนอดเปลี่ยนไปไม่ได้ ใบหน้าตู้เสี่ยนและคนอื่นๆต่างปรากฏรอยยิ้มหยิ่งผยองและโหดเหี้ยมแทบอยากจะให้เลือดของเซียวอวี้เปรอะลงบนสังเวียนผู้ชนะจนใจแทบขาด



    [1] อุปมาถึง การพยายามฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติหรือการรีบร้อนเร่งให้งานใดๆสำเร็จโดยใช้วิธีที่ผิด จนก่อให้เกิดผลเสียหาย

    [2] อุปมาถึงการขอแค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้โดยไม่สนใจผลที่จะตามมา

    คล้ายกับเรื่องตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน