“ไม่ได้มารอใส่บาตรฮะ ผมกับแม่มารอรับส่วนบุญส่วนกุศล..” เอาล่ะจากคำตอบนี้ของเด็กปริศนายามดึกเป๋า กับหมิงเริ่มค่อยๆ ลุกยืนพร้อมกันแบบสโลโมชั่นเพราะถ้ากระโตกกระตากเกินไปอีกฝ่ายจะจู่โจมเอาได้เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมา คำว่ารอรับส่วนบุญส่วนกุศลมันเหมือนวิญญาณที่มาคอยรอรับอะไรประมาณนั้น หมิงเริ่มเคลื่อนมือมากุมพระที่ห้อยคอเป๋าเริ่มวอร์มข้อเท้าเตรียมออกสตาร์ท แต่กระนั้นเป๋าก็ยังอุตส่าห์ถาม
“แล้วแม่หนูอยู่ไหนล่ะจ๊ะ..?”หมิงที่ได้ยิน ก็หันไปเขกหัวเป๋าหนึ่งที พร้อมกับขึงตาดุกัดฟันด่าเล็กๆ
“แกนี่มันโง่ไม่แจกโรงทานซะบ้างจะถามหาแม่เด็กทำไม มาถึงขนาดนี้แล้วถ้าคิดว่าน้องเป็นคนคงจะต้องเช็คสมองแล้วมั้งไอ้นี่....” เด็กน้อยผู้น่ารัก ยืนฟังสองผู้ใหญ่เถียงกันยิ้มกริ่มก่อนจะชี้นิ้วไปยังแหวนที่ทั้งสองสวมใส่อยู่
“แม่อยู่ในหัวแหวนแม่เพียงให้ผมมาเตือนคุณๆ ว่าให้ไปนอน ถึงพวกนั้นจะไปกันหมดแต่วิญญาณตนอื่นก็ยังมีอยู่นะครับ..” น้องพูดแค่นั้น หมิงที่ยิ้มแห้งเป็นบะหมี่ไร้น้ำก็ค่อยๆถอยกรูดออกมา แต่กระนั้นก็ไม่ทันนังเป๋าเท้าไฟ เพราะเจ้าหล่อนสับขาราวกับนักวิ่งมืออาชีพวิ่งหายลับเข้าไปทางกุฏิที่มานพพำนักอาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว แน่ละผ่านมาหลายสังเวียนเรื่องวิ่งยืน 1 อยู่แล้ว หมิงที่ก้าวเท้าไม่ออกก็ก่นด่าเป๋าไฟแล่บในใจ ได้แต่ยืนขาแข็งแสร้งหัวเราะแห้งๆ ตาจับจ้องไปที่วิญญาณลูกของผีแม่เพียงไม่วางตา แต่วิญญาณเด็กนี่ก็ไม่ได้ดูร้ายกาจอะไรหมิงคิดยังไม่ทันจะจบ พลันเด็กน้อยที่กำลังดูดนิ้วอยู่นั้น ก็...
“กร๊อบ...!!!”นิ้วหลุดออกจากมือจ้า... เด็กน้อยหน้าตาน่ารักคาบนิ้วตัวเองไว้ในปากก่อนจะเบ้หน้าแล้วอ้าปากพูดกับเป๋าทั้งที่นิ้วมือก็อยู่ในปาก
“ว้า.. หลุดอีกละพี่ชาย พรุ่งนี้ทำบุญอมยิ้มให้ผมหน่อยนะฮะ ผมเห็นมนุษย์เด็กสมัยนี้กินกันผมอยากกินมั่ง” หมิงเห็นภาพเบื้องหน้าก็อ้าปากค้างหายใจไม่ทันมันติดขัดไปหมด แต่ก็ยังตอบโต้
“ดะ ดะ ได้ พี่จัดให้จะเหมาทั้งตลาดเลย พอใจยัง..” เด็กน้อยคนนั้นยิ้มปากกว้างก่อนจะพยักหน้า
“อื้ม...”แล้วอ้าปากคายนิ้วตัวเองออกมา ยื่นใส่มือหมิง ก่อนจะพูดเสียงยานคาง
“ฝากด้วยนะฮะส่วนนี่ให้เป็นค่าซื้ออมยิ้ม..” หมิงเห็นดังนั้นก็แหกปากโวยวายแต่มือกำนิ้วเด็กน้อยไว้แน่น
“แว้กกกกกก ไอ้เป๋า...ไอ้เพื่อนทรยศ... รอด้วยโว้ย.....” เมื่อหมิงขยับตัวได้เจ้าตัวก็สับขาวิ่งอุตลุตตามเป๋าไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายเด็กน้อยผู้น่ารักยืนหัวเราะส่งท้ายไล่หลังรัวๆก่อนจะลอยหายกลายเป็นหมอกควันจางเข้าไปในหัวแหวนของหมิงและเป๋า
ทางด้านอลินตาเมื่อเข้าไปในที่พักสำหรับแม่ชีแล้ว ก็ล้างหน้าล้างตัวเพื่อให้สบายกายหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวันทำธุระไปพลางก็นึกไปถึงคำใบปริศนาไปพลาง ไนยะ ถึงแม้ว่าอักษรที่ปักบนผ้าจะสะกดว่านัยยะ แต่ความหมายที่ต้องการสื่อไม่ใช่ความหมายเหล่านั้นเพียงแค่สื่อเพื่อให้พ้องกับคำบางคำที่ออกเสียงเหมือนกัน นั่นก็คือ นัยน์เนตร! ที่มีหมายความว่า...ดวงตา!
อลินตาสะดุดในใจดวงตาอะไร ดวงตาของใคร แล้วเกี่ยวอะไรกับมรดกที่อยู่ด้านบน เมื่ออลินตาออกมาจากห้องน้ำซึ่งเป็นที่พำนักสำหรับแม่ชีที่มาปฏิบัติธรรม เป็นห้องสี่เหลี่ยมยาวๆและมีห้องน้ำในตัว แต่ตอนนี้ไม่มีใครเนื่องจากฤทธิ์เดชของพ่อเลี้ยงฉลองกับหมอผีจอมโลภนั่นทำให้ไม่มีใครกล้ามาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้เช่นนั้นคืนนี้ อลินตาจะต้องนอนคนเดียว แต่นั่นเป็นสิ่งที่เธอชอบเพราะอลินตาไม่ต้องการให้ใครมาทำลายสมาธิของเธอเวลาที่เธอกำลังครุ่นคิดพิจารณาเรื่องราวที่ต้องการแก้ไข
“มรดกที่อยู่ด้านบนดวงตา” อลินตานั่งทบทวนคำใบ้และคำที่ไขปริศนาได้ ซึ่งดูยังไงคำว่าดวงตาก็ไม่เข้าพวกกับประโยคแรกอยู่ดีนั่นจึงทำให้อลินตาพยายามหาคำใบ้ที่อยู่ถัดไป
“เพลา ภูษา ทรง ภพ”อลินตาทวนคำใบ้ไปมาอยู่คนเดียว ก่อนจะจบที่
“เพลาแปลว่าอะไรน้า...” อลินตาลุกบ้าง นั่งบ้าง หมกมุ่นครุ่นคิด
“แล้วเกี่ยวอะไรกับดวงตาคำไหนจะแปลว่าดวงตาได้อีกนะ?” ฉับพลัน อลินตาก็ตาเบิกกว้างก่อนความคิดจะพุ่งโพลงขึ้นมา เนตร เนตรนภา..!
ในขณะที่อลินตากำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับปริศนาคำใบ้อยู่นั้น เจ้าภูแสนที่ตอนนี้ถึงคฤหาสน์หรูส่วนตัวของตัวเองเรียบร้อยแล้วและที่ถึงอย่างรวดเร็วนั่นก็เพราะว่า เพียงแค่เจ้าภูแสนเข้าไปนั่งในรถส่วนตัวเท่านั้นเจ้าภูแสนแทบจะไม่ได้ขับรถเลยด้วยซ้ำเพราะว่าวูบเดียว รถคันนั้นก็หายวับมาปรากฏตัวอยู่หน้าคฤหาสน์โบราณหลังงามของเจ้าภูแสนเมื่อรถของเจ้าภูแสนจอดอยู่หน้าคฤหาสน์ ประตูรั้วหนาใหญ่ก็เปิดออกอัตโนมัติราวกับว่ามีคนคอยท่าเพื่อทำหน้าที่เปิดประตูให้กับเจ้านายของตัวเองอยู่แล้วเจ้าภูแสนเลี้ยวรถเข้าจอดที่โรงจอดรถก่อนจะก้าวลงมา
แต่แล้วเมื่อเจ้าภูแสนก้าวลงมาจากรถพลัน.. เจ้าภูแสนก็ต้องชะงักเท้าไปนิด นั่นเพราะว่าด้านหน้าคฤหาสน์เจ้าภูแสนพบพญานาคตัวเบ้อเร่อ สีเขียวแกมม่วง ดวงตาแดงก่ำ เลี้อยชูคอขู่ฟ่อๆราวกับจะเข้ามาทำร้ายก็ไม่ปาน แต่เจ้าภูแสนเพียงแค่ชะงักเท้า ก่อนจะยืนนิ่ง ส่ายหน้าเอือมระอาพร้อมกับพูดออกมาราวกับบ่นให้ตัวเอง
“นาคทิพย์..”และเพียงแค่เจ้าภูแสนเอ่ยชื่อนี้ออกมาพญานาคตนนั้นก็วูบวับกลับกลายเป็นร่างของหญิงสาวที่คุ้นเคย ซึ่งก็คือแม่สาวนาคทิพย์นั่นเองเมื่อนาคทิพย์กลายร่างเป็นมนุษย์ หญิงสาวก็ปรี่เข้ามาหาเจ้าภูแสนอย่างเอาเรื่องพร้อมกับถาม
“พี่ไปไหนมาคะ? หนีฉันไป แล้วยังไม่ให้ฉันตามไปพบอีก ทุกวันนี้ฉันไม่สำคัญกับพี่แล้วใช่ไหมคะ?”เจ้าภูแสนส่ายหน้าระอา ผู้หญิงทำไมชอบเยอะแยะไม่เข้าใจจริงๆ ออ...ลืมไป ยกเว้นอลินตาไว้คนนึงก็แล้วกัน
“พี่ไปธุระมา..”นาคทิพย์ตาเขียวปั้ด ด้วยความโกรธหนำซ้ำขอบตายังดำอีกต่างหากนั่นก็เนื่องมาจากว่า หลายวันก่อนนาคทิพย์ไม่พอใจที่อลินตาปฏิเสธเธอทำให้เกิดความเครียดสะสม แล้วมาวันนี้เจ้าภูแสนยังหลบหน้าออกไปข้างนอกจนเธอไม่เป็นอันทำอะไรเฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่เขาจะกลับมา
“ไปธุระกับนังนั่นใช่ไหมคะ?”ทำไมเจ้าภูแสนจะไม่รู้ว่านังนั่นที่นาคทิพย์เอ่ยถึงคืออลินตาเจ้าภูแสนหันกลับจ้องตานาคทิพย์บ่งชัดว่าไม่พอใจ
“พี่ไม่ใช่คนของใครไปไหนมาไหนไม่ต้องคอยรายงานใคร เธอไม่ได้เป็นอะไรกับพี่ น้องสาวจากเชื้อสายก็ไม่ใช่ดังนั้นถ้าฉลาดพอ อย่าทำตัวเป็นเจ้าของของพี่พี่ไม่ชอบการถูกครอบครองจากคนที่พี่ไม่ได้ชอบพอ...” เจ้าภูแสนพูดชัดเจนแต่เหมือนคำพูดจะเป็นลูกธนูแหลมคมปักฉึกเข้าที่หัวใจของนาคทิพย์อย่างจัง
“นังนั่นมันก็แสดงออกชัดเจนอยู่แล้วว่ามันไม่สนใจพี่ ในใจของมันอาจจะมีแต่เจ้าของร่างอย่างเจ้าภูแสน ยังเจ็บไม่พอเหรอคะ?”เจ้าภูแสนยืนนิ่ง ขบกรามแน่น ในความมืดที่มีแสงไฟสะท้อนนิดๆมันทำให้เห็นว่าใบหน้าของเจ้าภูแสนเปลี่ยนไปเล็กน้อย คิ้วที่คมกว่าเดิม แววตาที่ค่อนข้างดุกว่าที่เคยเป็นผิวพรรณแม้จะดูขาว แต่แว้บหนึ่งมันดูขาวผ่องประกาย ผิดผิวพรรณของมนุษย์โดยทั่วไปเจ้าภูแสนหันมามองนาคทิพย์ช้าๆ
“นังนั่นที่พูดถึงชื่ออลินตาเรียกใครควรเรียกให้ถูกต้อง และอลินตาหาใช่แพงอรคนที่น้องรู้จักและช่วยเอาไว้ดังนั้นถ้ายังไม่รู้จักกับอลินตาจริงๆ อย่าปากพล่อย” นอกจากจะไม่สลดแล้วนาคทิพย์ยังเดินวนไปด้านหน้าคนพูดยิ้มเยาะ
“ที่พี่ปกป้องอลินตาแบบนี้ถามหน่อยอลินตาอะไรนั่นซาบซึ้งกับพี่ไหมคะ...?” ใครบางคนในร่างกายหยาบของเจ้าภูแสนยืนขบกรามนิ่งก่อนจะมองนาคทิพย์ แล้วพูดเสไปเรื่องอื่น...