บทที่ 36
โซลเบรกเกอร์สลายกลายเป็นควันอีกหนึ่งตนเมื่อแน่ว่าแถวนี้ไม่มีอะไรอื่นอกจากตัวเขาแล้วเอเลนก็สลายเกราะและหอกศาสตราวิญญาณภูติก่อนจะทรุดกายลงนั่ง แสงที่ทอออกมาจากวงแหวนในดวงตายังคงอยู่แสดงให้เห็นว่าสถานะมหาภูติของเขากำลังทำงาน
ผสานศาสตราวิญญาณภูติ เป็นทักษะที่ใช้ประสานภูติในต้อาณัติเข้ากับยุทธภัณฑ์ที่อู่ในขอบเขต อย่างโนมที่สามารถผสานเข้ากับยุทธภัณฑ์ประเภทชุดเกราะหรือเสื้อผ้าเพื่อเพิ่มพลังป้องกันมหาศาลหรือสลามันเดอร์ที่ผสานตัวเองเข้ากับอาวุธ
แต่ใช่ว่าจะผสานกับยุทธภัณฑ์ชิ้นไหนก็ได้ตัวยุทธภัณฑ์ที่เปียบดั่งภาชนะจะต้องแข็งแกร่งพอจะรองรับพลังมหาศาลอย่างควีนดีลที่ถูกยกระดับจนการผสานวิญญาณได้เพิ่มการโจมตีรูปแบบที่สามคือการโจมตีวิญญาณโดยตรง ทั้งยังเพิ่มคุณสมบัติเพลิงตามธาตุดั้งเดิมของสลามันเดอร์
ในกรณีของโนมนั้นเนื่องจากตอนนี้เอเลนไม่ได้สวมเกราะลูกมังกรจึงมีแต่เสื้อผ้าเท่านั้นที่สามาถใช้เป็นภาชนะ แต่เสื้อผ้าอย่างไรก็เป็นแค่เสื้อผ้า แม้พลังป้องกันวิญญาณจะสูงลิบแต่เกราะสามารถรับการโจมตีของโซลเยรกเกอร์ได้อีกเพียงเก้าครั้งก่อนที่เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่จะสลายไปโดยสมบูรณ์
“ให้ตายสิ เสื้อตัวโปรดเลยนะเนี่ย”
เอเลนบ่นอุบอิบในขณะที่กำลังมองแขนเสื้อที่ฉีกขาดราวกับผ้าขี้ริ้ว ก่อนจะละวามสนใจของมันแล้วหันมาสำรวจค่าประสบการณ์ที่ได้รับ โซลเบรกเกอร์สองตนได้มอบค่าประสบการณ์ให้เขามหาศาลเลเวลของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งพร้อมกับได้รับรางวัลเป็นอัญมณีสีใสขนาดเท่าลูกฟุตบอลสองก้อน
มองผิวเผินอาจจะดูเหมือนคริสตัลธรรมดาแต่เอเลนกลับมองทะลุเปลือกนอกของมันผ่านดวงตาแห่งภูติ พลังวิญญาณมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายในในตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเอามันไปใช้ทำอะไรเพราะรายละเอียดของผลึกวิญญาณระบุเอาไว้แค่ว่าเป็นผลึกที่บรรจุวิญญาณของสิ่งที่โซลเบรกเกอร์เคยกินเข้าไปทั้งหมด พูดง่ายๆมันก็เหมือนกระเพาะอาหารของสัตว์
จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงดังแหมะราวกับมีอะไรหยดดังขึ้น ปรากฏว่าสลามันเดอร์กับโนมกำลังจ้อมอผลึกวิญญาณในมือเอเลนราวกับจ้องมองชิ้นเนื้อเด็กหนุ่มนึกสนุกแกล้งโยกไปซ้ายทีขวาทีปรากฏว่าพวกเขาทั้งสองก็โยกหัวตาม
“ให้ตายสิ น่ารักเป็นบ้า”
เอเลนพึมพำตอนนี้สองภูติกำลังเปลี่ยนร่างเป็นสุนัขบ้านที่หิวกระหายและรอเจ้านายอย่างเอเลนอนุญาต
“อยากได้เหรอ?”
“อื้อ!”
ภูติจอมซนทั้งสองประสานเสียงกันดังสนั่น เมื่อเห็นดังนั้นเอเลนก็ไม่มีความคิดที่จะแกล้งพวกเขาอีกแต่ระหว่างที่กำลังจะส่งผลึกวิญญาณให้ทั้งสองเสียงหยดแหมะก็ดังขึ้นไม่ไกลนักจนเอเลนหันควับไปมอง
ทันใดนั้นเองภาพของสิ่งมีชีวิตคล้ายตัววีเซิลสองตัวก็ปรากฏแก่สายตา พวกเขามีความยาวตลอดลำตัวประมาณหนึ่งช่วงแขนแขนสั้นป้อมและมีขนสีขาวอ่อนปุกปุยทั้งสองหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะต่างกันที่ตนหนึ่งมีลาดลายสีเขียวละผลึกสีเดียวกันกลางหน้าผากอีกตนมลวดลายสีเหลืองและผนึกกลางหน้าผากสีเดียวกัน
[ภูติแฝดวายุ คาไมทาจิ ปรากฏตัว]
[ภูติแฝดอัสนี คามิทาชิ ปรากฏตัว]
“ค เค้าขอกินด้วยได้มั้ยอ่า”
ภูติที่มีลวดลวยสีเขียวหรือคาไมทาจิกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆในขณะที่คามิทาชิกำลังจ้องผลึกวิญญาณพลางน้ำลายไหลย้อยพวกเขาทั้งสองติดตามเอเลนมาตลอดเวลาที่อยู่ในป่าเบรูอินซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก กลิ่นอายของมหาภูติแม้จะเบาบางแต่ก็มีความสามารถในการดึงดูดสิ่งมีชีวิตประเภทภูติหรือวิญญาณให้เข้าหาได้ง่าย
เด็กหนุ่มแอบชำเลืองมองพวกสลามันเดอร์ปรากฎว่าทั้งสองไม่มีท่าทีกังวลที่ภูติต่างถิ่นอีกสองตนเข้ามาใกล้จึงได้ยื่นผลึกวิญญาณอีกใช้ให้แก่พวกเขา
“ได้เลย แต่ช่วยแบ่งกันหน่อยนะพรรคพวกของชั้นก็อยากกินเจ้านี่เหมือนกัน”
“อื้อ!”
ราวกับเชือกขาดคามิทาชิกับคาไมทาจิก็พุ่งมาตะครุบผลึกวิญญาณเอาไว้พร้อมกับที่โนมและสลามันเดอร์ที่คว้าเอาผลึกวิญญาณอีกก้อนเอาไว้แน่นราวกับกลัวจะถูกแย่ง เอเลนยืนมองพวกภูติใช้พลังอะไรบางอย่างดึงพลังวิญญาณที่บรรจุอยู่ภายในผลกวิญญาณออกมาก่อนจะเด็ดกินราวกับเป็นผลไม้
เอเลนคร้านจะใส่ใจวิธีการกินของพวกภูติก่อนจะเปลี่ยนมาชำเลืองมองพลังชีวิตของตนเองที่เหลืออยู่แค่ 5700 หน่วยแล้วนั่งลงกับพื้น อาศัยความสามารถของกาลอนันต์ที่เพิ่มศํกยภาพการฟื้นฟูตามธรรมชาติเร็วขึ้นสามเท่ากับทักษะติดตัวน้ำพุชีวิตที่จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตได้ทีละ 500 หน่วยทุกสิบวินาที
ทักษะจะทำงานก็ต่อเมื่อเขานั่งเฉยๆเป็นเวลาสิบวินาทีร่างกายพลันเปล่งแสงสีเขียวพร้อมกับพลังชีวิตที่ฟื้นฟูทีละน้อย ขณะเดียวกันพวกภูติทั้งสี่ก็กำลังเพลิดเพลินกับอาหารมื้อใหญ่ไม่น่าเชื่อว่าผลึกวิญญาณเพียงสองก้อนจะมีค่าเท่าวิญญาณมนุษย์เป็นพันๆดวง
ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มกว่าพวกภูติจะดูดกลืนวิญญาณจนเกลี้ยง ผลึกวิญญาณแตกสลายทันทีที่พลังหมดลงส่นเจ้าตัวแสบทั้งสี่ลงไปนอนพุงกางเป็นที่เรียบร้อยเอเลนลูบหัวสลามันเดอร์กับโนมด้วยสายตาเอ็นดูในขณะเดียวกันเสียงที่ไม่คาดคิดก็ดังขึ้น
[ภูติแฝดวายุ คาไมทาจิ ต้องการทถวายตัวรับใช้มหาภูติ จะตอบรับหรือไม่]
[ภูติแฝดอัสนี คามิทาชิ ต้องการถวายตัวรับใช้มหาภูติ ตะตอบรับหรือไม่]
สิ่งมีชีวิตคล้ายตัววีเซิลทั้งสองกำลังมองตาแป๋วราวกับอ้อนวอนเอเลนสัมผัสได้ว่าเขากำลังจะมีเรื่องน่าปวดหัวเข้ามาในชีวิตเพิ่ม
“ไม่จำเป็นต้องตอบแทนเรื่องผลึกวิญญาณหรอก ชั้นได้ไปก็ไม่ได้ใช้งานอยู่แล้วพวกนายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้นคามิทาชิกับคาไมทาจิก็มีสีหน้าห่อเหี่ยวลงและมีน้ำตาคลอเบ้าจนเอเลนทำอะไรไม่ถูก โนมและสลามันเดอร์ที่กำลังทำหน้าตาน่ารักกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายตาเชิงตำหนิเป็นครั้งแรก
“เอเลนคนใจร้าย”
โนมเอ่ยจนสลามันเดอร์รีบเสริมขึ้น
“ทั้งสองคนร้องไห้แล้วเห็นมั้ย”
เรื่องราวกับตาลปัตรโดยสิ้นเชิงกลายเป็นสลามันเดอร์กับโนมเดินไปโอบไหล่คามิทาชิและคาไมทาจิราวกับปลอบใจ เอเลนที่กลายเป็นคนผิดแบบเลี่ยงไม่ได้ได้แต่ถอนหายใจ
“ช ชั้นไม่ได้จะทำแบบนั้น แต่ถ้าเลือกจะติดตามชั้นเพียงเพราะแค่ชั้นเลี้ยงอาหารมื้อเดียวแบบนั้นมันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ”
เอเลนกล่าวออกไปตามจริงโดยลืมไปว่าธรรมชาติของภูติพวกเขาไม่มความคิดที่ซับซ้อนแต่ไม่ถึงกับอ่านเจตนามุ่งร้ายของมนุษย์ไม่ได้ เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเอเลนก็รีบกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ก็ได้ๆ ยอมรับ หยุดร้องไห้ได้แล้ว”
[ท่านได้รับ ภูติแฝดวายุ คาไมทาจิ เป็นบริวาร]
[ท่านได้รับ ภูติแฝดอัสนี คามิทาชิ เป็นบริวาร]
ทันใดนั้นองสัญลักษณ์รูปดาราแปดแฉกก็ปรากฏขึ้นบนหลังมือของเด็กหนุ่มเช่นเดียวกับที่ปรากฏขึ้นบริเวณคอของพวกภูติเพื่อเป็นการจารึกว่าภูติทั้งสี่คือผู้ติดตามของอัครทูตเทพสงคราม คาไมทาจิและคามิทาชิเป็นฝาแฝดกันพวกเขาอาศํยอยู่ในป่าเบรูอินมาเป็นพันปี
ภูติทั้งสี่ต่างหยอกล้อไปมาด้วยท่าเต้นท่าที่ดูประหลาดและตลกในเวลาเดียวกัน ปล่อยให้เอเลนที่มองอยู่วงนอกราวกับผู้ปกครองที่มาดูลูกๆเล่นกีฬาสีได้แต่อมยิ้ม
บรรยากาศสบายๆผ่านไปอย่างรวดเร็วเอเลนได้มีโอกาสจัดระเบียบความคิดใหม่ ในส่วนของสลามันเดอร์ที่สามารถผสานวิญญาณกับควินดีลได้นั้นคงไม่ต้องพูดถึงแต่กับอีกสามหน่อเขาต้องหายุทธภัณฑ์ที่เหมาะสม สำหรบโนมนั้นเขาคิดจะให้จับคู่กับชุดเกราะอ่อนลูกมังกรแต่กับคามิทาชิและคาไมทาจิเด็กหนุ่มรู้จักพวกเขาน้อยมากจึงยังไม่ได้คิดยุทธภัณฑ์ที่เหมาะสมให้
“เอาล่ะๆ เลิกเล่นกันได้แล้วเราต้องเดินทางกันอีกไกล”
เอเลนกล่าวก่อนจะลุกขึ้นพลังชีวิตของเขากลับมาเต็มเปี่ยมด้วยทักษะน้ำพุชีวิตทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่รวมไปถึงคุณสมบัติแฝงของกาลอนันต์ที่ยังคงทำงานอยู่ทำให้เขใช้เวลาน้อยลงในการฟื้นฟูพลังชีวิต
หนทางด้านหน้าเต็มไปด้วยทางแยกมากมายแต่ด้วยการที่เอเลนใช้ดวงตาแห่งภูติทำให้การออกจากทางเดินที่สลับซับซ้อนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากเคลื่อนที่เต็มกำลังอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวันกว่าจะไปถึงยอดเขา
ใช่แล้วยอดเขาจุดที่สูงที่สุดตามชื่อของดินแดนจินตภาพเอเลนใช้สัมผัสของมหาภูติกวาดไปทั่วดินแดนจินตภาพรอบหนึ่งพบว่าโลกใบนี้มีเพียงแค่ขุนเขาท่ามกลางทะเลทรายเท่านั้น เขาอยู่ลึกลงไปในภูเขาที่มความสูงห้ากิโลเมตรแต่จุดเริ่มต้นของเขากลับอยู่ลึกลงไปมากกว่านั้น
แม้จะใช้ทางเดินที่ถูกต้องก็ต้องใช้เวลามากอยู่ดีเพราะถึงจะเป็นทางที่ถูกแต่มันก็มีทั้งขึ้นลงเลี้ยวไปมาสลับซับซ้อนรวมไปถึงทางที่มีลมผ่านเพื่อหลอกว่าเป็นทางออกแสดงให้เห็นถึงความเจ้าเล่ห์ของผู้เป็นเจ้าของดินแดนจินตภาได้เป็นอย่างดี
ผ่านไปอีกหนึ่งวันกว่าเขาจะเดินมาถึงจุดที่มีเหล่าโซลเบรกเกอร์รวมกันอยู่มากกว่าห้าตน คราวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนเอเลนได้มีโอกาสเริ่มก่อนทำให้พวกมันไม่สามารถใช้ความสามารถที่ภาคภูมิใจได้ หอกสีขาวตัดด้วยสีเพลิงเผาผลาญชีพมันลึกไปจนถึงดวงวิญญาณใช้เวลายี่สิบนาทีพวกมันทั้งห้าก็ตายลง
ค่าประสบการณ์ที่หลั่งไหล่ยังไม่มากเท่ากับผลึกวิญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่าเจ้าสองตัวก่อนหน้านี้เสียอีกจนเอเลนอดประหลาดใจไม่ได้ เขาไม่ได้รู้เลยว่าตามปกติแล้วโซลเบรกเกอร์จะเดินลาดตะเวณไปมาในเขาวงกตอย่างไร้จุดหมาย ที่เขาหลงไปเจอตั้งแต่ออกมาจากจุดเริ่มต้นนั่นก็เพราะเขาดวงซวย
เท่านี้จำนวนโซลเบรกเกอร์ในเขาวงกตก็หายไปเกือบครึ่ง ในดินแดนจินตภาพผู้สร้างยังเผื่อเงื่อนไขพิเศษเอาไว้อีกหนึ่งอย่างว่าหากมอนสเตอร์ของมันตายลงจะเกิดใหม่หากโลกจินตภาพสิ้นสุด แต่โซลเบรกเกอร์ที่เกิดใหม่จะอ่อนแอลงตามไปด้วย
หลังจากรอสี่ภูติตัวน้อยดูดซมพลังวิญญาณเสร็จก็อีกสองชั่วโมงให้หลังคราวก่อนเขาไม่ทันสังเกตุแต่ทุกครั้งที่ภูติดูดกลืนพลังวิญญาณจนหมดพวกเขาจะมีขนาดตัวเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเสมอแต่พลังของพวกเขายังอยู่ที่ระดับเดิมเอเลนจึงมองว่ามันเหมือนกับเวลามนุษย์กินอาหารเข้าไปมากๆเสียมากกว่า
ยิ่งขึ้นมาสูงมากเท่าไหร่หนทางยิ่งสลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยทางแยกมากมาย โชคยังดีที่ระหว่างทางไม่มีมอนสเตอร์อื่นหรือแม้แต่กับดัก จริงๆตัวผู้สร้างเองก็อยากจะวากำดักนานาชนิดเอาไว้ตามทางแต่ด้วยเขาวงกตนั้นมีความซับซ้อนในตัวอยู่แล้วผนวกกับการบรรจุวงจรชีวิตของโซลเบรกเกอร์เอาไว้มากถึง 20 ตัว หากยังฝืนใส่กับดักเพิ่มเข้าไปแม้จะทำให้ดินแดนจินตภาพมีประสิทธิภาพมาขึ้นแต่ก็ใช้พลังเวทมนต์มากเกินจนไม่อาจนำมาใช้งานได้จริง
โซลเบรกเกอร์รับรู้ได้ด้วยสัญชาติฐาณว่ามีพวกของมันถูกฆ่า พวกมันจะอาศัยตำแหน่งผู้ควบคุมสถานที่ลัดเลาะผ่านกำแพงที่มองไม่เห็นเพื่อมาตัวกัน ณ จุดสูงสุดของเขาวงกต
แต่การกระทำเหล่านั้นก็ต้องสูญเปล่าสำหรับเผ่าวิญญาณและภูติลำดับชั้นคือที่สุด มหาภูติผู้มีลำดับชั้นสูงที่สุดของเผ่าพันธุ์เพียงเปล่งเสียงเบาๆก็สามารถส่งทาสวิญญาณอย่างโซลเบรกเกอร์ไปยังนรกภูมิได้ง่ายๆ แต่เอเลนยังขาดทักษะที่เกี่ยวข้องจึงทำได้แค่ใช้ทักษะประสานศาสตราวิญญาณภูติเปลี่ยนภูติในอาณัติเป็นอาวุธเพื่อใช้ทิ่มแทงแทน
ฉึก
กี๊ซซซ
โซลเบรกเกอร์ตนสุดท้ายกรีดร้องเสียงแหลมในขณะที่หอกสีขาวที่อาบด้วยเปลวเพลิงทะลวงผ่านร่างหมอกควันพร้อมพลังชีวิตที่หมดลงก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นผลึกวิญญาณอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ เมื่ออันตรายทั้งหมดถูกกำจัดเอเลนก็ทรุดลงนั่งอย่างเหนื่อยหอบหลังจากเดินทางอย่างไม่หยุดพักเป็นเวลานาน
ดวงตาสีทับทิมจับจ้องไปที่ห้วงอากาศที่กำลังปริแตกและตั้งใจจากออกไปจากที่นี่ทันทีเมื่อพวกภูติเอร็ดอร่อยกับผลึกวิญญาณจนเสร็จ
[ภูติอัคคี สลามันเดอร์ สะสมพลังวิญญาณได้ถึงจุดที่กำหนดเข้าสู่ขั้นตอนวิวัฒนาการ]
[ภูติธรณี โนม สะสมพลังวิญญาณได้ถึงจุดที่กำหนดเข้าสู่ขั้นตอนวิวัฒนาการ]
[ภูติวายุ คาไมทาจิ สะสมพลังวิญญาณได้ถึงจุดที่กำหนดเข้าสู่ขั้นตอนวิวัฒนาการ]
[ภูติอัสนี คามิทาชิ สะสมพลังวิญญาณได้ถึงจุดที่กำหนดเข้าสู่ขั้นตอนวิวัฒนาการ]
“หืม”
เอเลนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะเบนสายตากลับมาจากมิติที่กำลังปริแตก สี่ภูติตัวน้อยกำลังมีใยไหมสีสันแตกต่างตามเอกลักษณ์ของแต่ละตนถักทอมาจากพลังวิญญาณหุ้มหุ้มร่างกายเอาไว้ราวกับดักแด้ กลิ่นอายของพวกเขาเข้มข้นขึ้นจนสามารถสัมผัสได้
ครืน
อำนาจของภูตคือหนึ่งในสิ่งที่ลี้ลับของโลก การวิวัฒนาการของภูติสามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้แม้จะถูกขังอยู่ในดินแดนจินตภาพ เช่นเดียวกับพลังที่เพิ่มขึ้นร่างกายของทั้งสี่ก็ค่อยๆเติบโตขึ้นสังเกตได้จากใยไหมที่เริ่มปริแตก
เพล้งๆๆๆ
ไม่กี่อึดใจรอเท่านั้นรังไหมทั้งสี่ก็แตกออกพร้อมกับพลังวิญญาณที่มากกว่าเก่าจนเทียบไม่ติด เอเลนสามารถรับรู้ได้จากสายสัมพันธ์ว่าพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ในตอนนี้หากให้ทั้งสี่สู้กับโซลเบรกเกอร์ละก็จะเป็นโซลเบรกเกอร์นี่แหละที่ต้องหนีพวกเขาหัวซุกหัวซุน
เวลาเดียวนั้นเองกาลอนันต์ที่สงบนิ่งมานานแรมวันก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายเก่าแก่โบราณออกมาอย่างเงียบๆ เทพธิดาทั้งสองกำลังมองไปยังรังไหมทั้งสี่ด้วยสายตาเอ็นดูก่อนจะบังคับให้พลังเก่าแก่โบราณตรไปยังภูติทั้งสี่ ทันใดนั้นเองบนผิวกายของทั้งสี่ก็ปรากฏลวดลายที่สวยงามขึ้นบริเวณรอผลึกกลางหน้าผาก
[ภูติอัคคี สลามันเดอร์ วิวัฒนาการเสร็จสิ้น พัฒนาเป็น ภูติระดับกลาง ดอกบัวเพลิงสวรรค์สัญจร สลามันเดอร์]
[ตรวจพบความเข้ากันได้ ??? และ ??? พึงพอใจในความภักดี ภูติของท่านได้รับพรแห่งการเติบโต ศักยภาพของสลามันเดอร์จากปานกลาง ถูกยกระดับเป็น ไร้ขีดจำกัด สลามันเดอร์ได้รับตราแห่งราชันย์มีสิทธิที่จะขึ้นเป็นราชันย์ภูติ]
[ภูติธรณี โนม วิวัฒนาการเสร็จสิ้น พัฒนาเป็น ภูติระดับกลาง ดวงใจปฐพี โนม]
[ตรวจพบความเข้ากันได้ ??? และ ??? พึงพอใจในความภักดี ภูติของท่านได้รับพรแห่งการเติบโต ศักยภาพของโนมจากปานกลาง ถูกยกระดับเป็น ไร้ขีดจำกัด โนมได้รับตราแห่งราชันย์มีสิทธิที่จะขึ้นเป็นราชันย์ภูติ]
[ภูติวายุ คาไมทาจิ วิวัฒนาการเสร็จสิ้น พัฒนาเป็น ภูติระดับกลาง จ้าวสายลมสำราญ คาไมทาจิ]
[ตรวจพบความเข้ากันได้ ??? และ ??? พึงพอใจในความภักดี ภูติของท่านได้รับพรแห่งการเติบโต ศักยภาพของคาไมทาจิจากต่ำ ถูกยกระดับเป็น ไร้ขีดจำกัด คาไมทาจิได้รับตราแห่งราชันย์มีสิทธิที่จะขึ้นเป็นราชันย์ภูติ]
[ภูติอัสนี คามิทาชิ วิวัฒนาการเสร็จสิ้น พัฒนาเป็น ภูติระดับกลาง เมฆคลั่งอัสนี คามิทาชิ]
[ตรวจพบความเข้ากันได้ ??? และ ??? พึงพอใจในความภักดี ภูติของท่านได้รับพรแห่งการเติบโต ศักยภาพของคามิทาชิ จากต่ำ ถูกยกระดับเป็น ไร้ขีดจำกัด คามิทาชิได้รับตราแห่งราชันย์มีสิทธิที่จะขึ้นเป็นราชันย์ภูติ]
สลามันเดอร์มีลำตัวยาวขึ้น เกล็ดที่เคยเป็นสีส้มอ่อนตอนนี้กลายเป็นสีแดงที่มีจุดสีส้มเหมือนแต่ละเกล็ดมีเพลิงบรรจุอยู่ภายใน เขาที่เหมือนกวางทั้งสองค้างขาวโค้งไปด้านหลังแต่ออกเป็นสองแฉกนิ้วมือป้อมๆตอนนี้มีเล็บอันน้อยปรากฏขึ้นมาเสริมหางที่ยาวเกือบครึ่งของความยาวรวมมีครีบอ่อนปกคลุม อัญมณีบนศีรษะเปล่งแสงอ่อนๆเช่นเดียวกับลวดลายของตราแห่งราชันย์
ร่างกายคล้ายเด็กทารกหูยาวลากพื้นหมวกชาวสวนได้หายไปแล้ว ร่างายของโนมสูงจนเท่าเด็กสี่ขวบผิวสีน้ำตาลลอ่อนยังคงเรียบลื่นเหมือนเดิม แขนที่เคยสั้นป้อมตอนนี้กลับใหญ่โตขึ้นจนเหมือนกับกำลังสวมถุงมือของผู้ใหญ่ เขากำลังเกาศีรษะที่มีตราราชันย์ด้วยใบหน้าเขินอาย
ในส่วนของฝาแฝดอย่างคาไมทาจิกับคามิทาชิพวกเขามีขนาดใหญ่ขึ้น แม้มันจะดูน่ารักมากกว่าน่าเกรงขามแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นขนที่ตั้งชันบางจุดกับกรงเล็แหลมทำให้พวกดูน่ากลัวนิดหน่อย ภูติทั้งสี่มีตราแห่งราชันย์ด้วยกันหมดหากใครรู้ว่าทั้งสี่มีตราที่ว่าอยู่คงไม่วายหาเรื่องเพื่อแย่งชิงสิทธิในการเป็นนายไปจากเอเลนเป็นแน่
ตราแห่งราชันย์ สัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ว่ากันว่าตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเผ่าภูติมีไม่ถึงห้าสิบตนเท่านั้นที่ครอบครองมันมาตั้งแต่กำเนิด เพียงแค่มีตรานี้อยู่ก็สามารถการันตรีได้ว่าภูติตนนั้นจะสามารถเติบโตจนมีชนชั้นราชันย์ภูติได้ไม่ยาก
เหล่าผู้ใช้ภูติทั่วโลกแน่นอนว่าต้องรู้จักตราแห่งภูติเป็นอย่างดีและอยากจะได้พวกมันมาครอบครอง แต่ช่างน่าเศร้าภูติที่มีตราราชันย์แต่ละตนล้วนกำเนิดมาพร้อมสติปัญญาระดับสูงที่จะไม่หลงไปกับความเชิญชวนที่ไม่จริงใจของเผ่าพันธ์ทรงปัญญาอื่นทำให้ผู้ที่ครอบครองภูติที่มีตราราชันย์แต่ละคนหากไม่มีจิตใจดีงามก็ล้วนแต่เป็นพวกที่ไม่สนใจในอำนาจ
เอเลนไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองได้รับระเบิดติดตัวมาแล้วอีกลูกไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าภูติทั้งสี่วิวัฒนาการได้อย่างปลอดภัยเขาก็หมดห่วงในขณะที่กำลังก้าวเข้าไปในรอยแยกเสียงของคาไมทาจิก็ดังขึ้น
“ทางออกอันนี้มีอะไรเป็นของปลอม เค้าสัมผัสได้”
“....แน่ใจนะ”
“อื้อ หลังจากเค้าพัฒนาขึ้นเค้าสามารถสัมผัสกระแสมิติได้เล็กน้อย แต่รอยแยกอันนี้ไม่มีร่องรอยของพลังมิติเลย...เหมือนกับว่ารอยแยกอันนี้เป็นทางที่พาไปยังสถานที่อื่นที่อยู่ในมิตินี้”
คาไมทาจิเปนถูติธาตุลมโดยกำเนิดซึ่งธาตุลมโดยแก่นแท้แล้วนอกจากจะสามารถควบคุมสายลมได้อย่างใจนึกแล้วพลังแฝงของธาตุยังครอบคลุมไปยังพลังที่เกี่ยวข้องกับห้วงมิติ ว่ากันว่าจอมเวทย์ธาตุลมระดับสูงสามารถร่ายเวทย์เพื่อข้ามมิติได้คล้ายคลึงกับพลังเวทย์กาลเวลาต่างกันที่เวทย์กาลเวลานั้นเกี่ยวข้องกับกาลและอวกาศโดยตรง
เอเลนไม่มีเหตุผลให้ไม่เชื่อคำพูดของคาไมทาจิ ตรงข้ามการที่เขาไม่สามารถสัมผัสความผิดปกตินี้ได้นั้นถือว่าแปลกแม้จะมีดวงตาแห่งภูติรวมไปถึงพลังของกาลอนันต์
“ถ้าอย่างนั้นเราจะออกจากที่นี่ยังไง?”
เอเลนหวนนึกถึงบทกวีที่เอ่ยขึ้นว่าจงไต่ขึ้นมาจากก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง เขาก็ทำตามบทกวีที่ว่าด้วยการไต่ขึ้นมาจากจุดที่อยู่ล่างสุดของเขาวงกตแต่ถ้านี่ไม่ใช่ทางออกจริงๆแสดงว่าเขากำลังมองข้ามอะไรบางอย่างไป
พอมาคิดดูดีๆแล้วบทกวีไม่ได้ระบุว่าทางออกจะต้องอยู่บนยอดเขาเสมอไป การไขปริศนาไม่ใช่สิ่งที่เอเลนถนัดเด็กหนุ่มต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจอย่างมากแต่แล้วเขาก็ถอนหายใจ
“ถ้าอย่างนั้นนายพอจะสัมผัสรอยยอของมิติได้จากที่ไหนบ้างมั้ย?”
ในเมื่อตัวเองไม่อาจหาทางออกได้ก็จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น คาไมทาจิได้ยินคำถามก็ชี้ขึ้นไปยังพื้นที่ด้านบนที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ เอเลนลองใช้การผนึกพลังที่ดวงตาเพื่อมองผ่านก้อนเมฆไปก็ต้องพบว่ากลุ่มเมฆที่บนบังแสงอาทิตย์อยู่นั้นเปี่ยมไปด้วยพลังเวทมนต์ที่หนาแน่นจนไม่อาจมองทะลุ
“ที่แท้ก็เอาประตูทางออกไปไว้ข้างบน แล้วแสร้งว่าทำประตูทางออกทั้งที่จริงแล้วเป็นกับดัก คนที่เปี่ยมไปด้วยความหวังที่ขึ้นมาถึงบนนี้ได้คงไม่ตรวจสอบให้ดีแล้วรีบรุดเข้าไปในกับดักแทน”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเอเลนก็รีบใช้ท่าเท้าทะยานเมฆไต่อากาศผลุบหายเข้าไปในหมู่เมฆ เอเลนสัมผัสได้ในทันทีถึงประจุไฟฟ้าที่มากผิดปกติรวมไปถึงพลังเวทมนต์ที่ไหลเวียนแบบผิดธรรมชาติเขารู้สึกเหมือนร่างกายถูกอะไรบางอย่างฉุดรั้งไม่ให้บินขึ้นไปได้สูงกว่านี้
ครืน..
ทันใดนั้นเองเมฆเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำพร้อมคำรามออกมาเบาๆ เด็กหนุ่มหรี่ตาลงก่อนจะเบี่ยงตัวหลบสายฟ้าเส้นหนึ่งแล่นผ่านหน้าไปเสียดสีอากาศจนเกิดเสียงดังลั่นภายนอกอาจจะดูเหมือนฟ้าฝ่าตามปกติแต่ภายในทะเลเมฆที่เกิดจากพลังเวทย์สายฟ้าเส้นนี้ย่อมไม่ธรรมดา
เปรี้ยง!
“เกือบไปแล้ว”
เอเลนรำพึงเบาๆก่อนจะรีดเร้นประสาทสัมผัสของตัวเองทั้งหมดออกมา สายฝนเริ่มโปรยปรายเขารีบผนึกพลังป้องกันตัวตามความเคยชินถึงกระนั้นชั้นผลังเวทย์บางๆที่ฉาบทั่วร่างก็ยังมีมวลน้ำฝนเกาะอยู่เต็มไปหมด ฝนแต่ละเม็ดนั้นอุดมไปด้วยพลังเวทย์ธาตุสายฟ้าและธาตุน้ำอย่างเข้มข้น
“ทักษะเวทย์ของคนๆนี้ไม่เลวเลย สามารถประยุกต์ใช้พลังเวทย์ธาตุปรปักษ์อย่างไฟฟ้ากับน้ำได้อย่างกลมกลืนแบบนี้”
เอเลนอดชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของอีกฝ่ายไม่ได้หากมีเม็ดฝนเกาะอยู่บนร่างแค่เม็ดสองเขาคงไม่รู้สึก เมื่อพยามใช้พลังเวทย์ทำให้น้ำฝนระเหยเป็นไอแต่พลังธาตุน้ำเข้มข้นเกินไปอีกทั้งพลังเวทมนต์พื้นฐานประสิทธิ์ศาสตราจัดอยู่ในธาตุโลหะที่นอกจากจะแพ้ธาตุไฟอย่างรุนแรงแล้วยังมีคุณสมบัติอีกประการที่เปรียบดั่งดาบสองคมนั่นก็คือคุณสมบัติในการเป็นตัวนำไฟฟ้าอย่างยิ่งยวด
เวทมนต์ภัยพิบัติ สายฟ้าเก้าอัสนี
เปรี้ยงงง
ทันใดนั้นเองสายฟ้าเก้าเส้นก็ระเบิดพลังออกมาพร้อมกันแต่ละเส้นมีพลังมากพอจะคุกคามชีวิตหากโดยเข้าไปสักเส้นเอเลนย่อมอยู่ไม่สุขแน่
“คามิทาชิ ผสานศาสตราวิญญาณภูติ”
ศาสตราวิญญาณภูติ อาภรณ์มารอัสนีบาต
ไวเท่าความคิดคามิทาชิถูกเปลี่ยนเป็นชุดคลุมยาวสีเหลืองอ่อน ดวงตาสีทับทิมทอประกายใช้ค่าความว่องไวที่เพิ่มขึ้นพุ่งหลบสายฟ้าทั้งเก้าด้วยความว่องไวราวกับภูติพราย สายฟ้าทั้งเก้าสายยังคงพยายามอย่างไม่ลดละพวกมันเป็นเวทมนต์ที่มีคุณสมบัตินำวิถีต่อให้พรางจิตสังหารด้วยซ่อนตะเกียงกลางพายุก็ไร้ประโยชน์
“เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่”
เอเลนพึมพำขณะเหล่มองสายฟ้าทั้งเก้าเส้นที่ยิ่งนานไปก็จะยิ่งทรงพลังและความเร็วมากขึ้นเนื่องจากตอนนี้อยู่ในทะเลเมฆ สายฝนช่วยเพิ่มพลังทำลายให้น่ากลัวขึ้นทุกขณะสังเกตุได้จากขนาดของสายฟ้าทั้งเก้าเส้นที่หนาและใหญ่ขึ้นทั้งยังเริ่มเปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นสีแดง
ขณะเดียวกันเอเลนเริ่มมองเห็นเค้าลางแห่งความหวังเมื่อคาไมทาจิได้รายานว่ามันเริ่มสัมผัสได้ถึงรอยแยกของมิติ เมื่อคำนวณความเร็วของตัวเองอย่างถี่ถ้วนเด็กหนุ่มมั่นใจแปดส่วนว่าจะสามารถหนีพ้นจากสายฟ้าทั้งเก้าได้ทันก่อนที่จะสัมผัสกับประตูทางออก
ราวกับอ่านความคิดรวมกับความโชคร้ายแบบสุดๆของตัวเขาเอง สายฟ้าทั้งเก้าสายที่ติดตามเขาอย่างไม่ลดละพลันหลอมรวมกันจากเก้าเหลือสามเส้นเป็นปรากฏการณ์รวมสายฟ้าที่หาได้ยากยิ่งและจะเกิดขึ้นจากความบังเอิญเท่านั้น แต่ละเส้นล้วนเปล่งแสงสีแดงก่ำราวกับโลหิต ทั้งพลังและความเร็วถูกยกระดับขึ้นมากจนทำให้ห้วงอากาศเริ่มฉีกขาด
เปรี้ยง!
21600
“แค่ก”
สายฟ้าสีชาดเส้นหนึ่งที่มีความเร็วมากกว่าเส้นอื่นฟาดเข้าที่เอเลนโดยไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บปวดทำให้สติของเด็กหนุ่มแทบหลุดลอยรีบโคจรพลังขับไล่ความสับสนพร้อมแอบเหล่มองสายฟ้าที่เหลือด้วยสายตาหหวาดหวั่นเขาไม่มีเวลามาตัดพ้อกับความอับโชคของตัวเอง
“นี่ขนาดได้พลังป้องกันสายฟ้าจากอาภรณ์มารอัสนีแล้วนะ”
เอเลนพึมพำคลาสจอมเวทย์สมแล้วที่เป็นคลาสที่ขึ้นชื่อด้านการทำลายล้าง แม้การร่ายเวทย์จะกินเวลานานแต่ประสิทธิภาพของมันนั้นเที่ยงตรง เอเลนที่เพิ่งเคยลิ้มรสการโจมตีด้วยเวทมนต์ที่แท้จริงเป็นครั้งแรกพลันกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก
พลังชีวิตแทบหมดในพริบตามิน่าทำไมท่านเซเลสเทียร์ถึงย้ำนักหนาว่าในการต่อสู้ครเก็บไอ้พวกจอมเวทย์แนวหลังก่อนเป็นอันดับแรกหรือทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของเวทมนต์ซึ่งอย่างหลังเอเลนยังตีโจทย์ไม่แตกส่วนเรื่องการฆ่าจอมเวทย์นั้นลืมไปได้เลยเพราะสิ่งที่เขากำลังเผชิญเป็นเวทมนต์ที่ถูกร่ายเอาไว้แล้วโดยมีตัวเขาที่กระตุ้นให้มันทำงาน
ยิ่งเข้าใกล้รอยแยกมิติมากเท่าไหร่ความเร็วของเอเลนลดลงเรื่อยๆพลังชีวิตที่ลดลงทำให้สายตาเริ่มพล่าเลือน เอเลนทำอะไรไม่ได้นอกจากเฉือนขาตัวเองด้วยควินดีลสติที่กำลังหลุดลอยกลับมาอีกครั้งเหลือระยะห่างเหลืออีกแค่หนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น
“อีกแค่นิดเดียว”
เอเลนกัดฟันกรอดระเบิดความเร็วออกมาโดยไม่สงวนพลังเอาไว้ป้องกันตัวอีก ประจุไฟฟ้าเริ่มกัดกินร่างกายจนเกิดเป็นแผลไฟไหม้
ระยะทางเหลือ 50 เมตร
ครืนนน
ราวกับเทพธิดาแห่งโชคลาภได้สะบัดหน้าหนีสายฟ้าสีเลือดที่เหลืออีกสองสายได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งระเบิดพลังเวทมนต์ออกมาระยะห่างระหว่างมันกับเอเลนลดลงเหลือไม่ถึงสิบเมตร เอเลนตาเบิกโพล่งด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“คิดว่าชั้นจะยอมตายที่นี่งั้นเรอะ”
เอเลนเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุร้ายสลายอาภรณ์มารอัสนีบาตหอกสีขาวถูกเลื่อนมาด้านหน้าแล้วเริ่มเปล่งแสงสีเหลืองอ่อน
ศาสตราวิญญาณภูติ หอกทำลายราตรีสร้างสวรรค์
เอเลนพลิกตัวเขาเบื่อที่จะหนีเต็มทนดวงตาสีทับทิมวาวโรจน์รวบรวมพลังเวทย์ทั้งหมดแทงหอกที่แฝงด้วยความเปลี่ยนแปลงนานับประการออกไปแปดครั้งแปดครา
ระยะทางเหลือ 10 เมตร
คมเขี้ยวมังกรคลั่ง
ปังๆๆๆ
พลังทั้งสองสายปะทะกันอย่างหักโหมหอกทั้งแปดระเบิดพลังออกมาฉีกกระชากสายฟ้าโลหิตจนขาดสะบั้น เศษสายฟ้ากระแทกผ่านร่างของเด็กหนุ่มพลังชีวิตลดลงเรื่อยๆแต่เอเลนก็ยังกัดฟันร่ายรำกระบวนท่าคมเขี้ยวมังกรคลั่งจนจบสายฟ้าโลหิตแตกสลายแต่เอเลนก็บาดเจ็บสาหัสกัดฟันใช้แรกกระแทกจากสายฟ้าส่งร่างตัวเองลอยละลิ่วผ่านรอยแยกของมิติไป
******************************************************************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
กว่าตอนใหม่จะเขียนเสร็จก็ทำเอาปวดหัวไปหลายวัน
ช่วงนี้เหนื่อยมาก เหนื่อยจริงๆ จะหยิบจับอะไรก็เฟลไปหมดด้วยเหตุผลนานับประการ ไม่รู้ว่าผีสางนางฟ้าอะไรดลใจ เอะอะก็โดนด่าอยู่ฝ่ายเดียว
ไอ้เรื่องที่ผิดอะด่ามาเถอะไม่โกรธ แต่เรื่องที่ไม่ผิดนี่เหมือนโดนบังคับให้เป็นแพะพอถามหาเหตุก็อ้างว่ามันเป็นธุรกิจ คือยอมรับไม่ได้แต่ในขณะเดียวกันก็เอาไปบ่นให้ใครฟังไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีใครพร้อมจะเข้าใจเราในทุกเรื่องเว้นแต่คนในครอบครัว
ก็นั่นแหละครับ ตอนใหม่มาส่งแล้วหวังว่าจะชอบกันนะครับ รักษาสุขภาพกันด้วย
Zero Times