นี่เป็นคืนแรกตลอดสี่ปีที่ผ่านมาที่ชวีหลิวซีกับคนอื่น ๆ ต้องอยู่โดยไม่มีอันเจิง
พวกเขานั่งเอามือเท้าคางอยู่บนหลังคาโดยไม่มีใครกล่าวสิ่งใดออกมาสักคำ
แต่กู่เชียนเยว่กลับแตกต่างออกไป นางยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักนางดึงสร้อยคอเส้นเล็ก ๆ ออกมานอกเสื้อ พลางก้มหน้ามองจี้ที่ห้อยอยู่ในสร้อยนั้นซ้ำๆ มีหลายครั้งที่นางเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เกือบจะกระชากมันออกมาอยู่แล้ว
เมื่อเห็นท่าทางประหลาดของกู่เชียนเยว่ชวีหลิวซีจึงลงมาจากหลังคา “เจ้าเป็นอะไรไปรึ?” นางถามขึ้น
กู่เชียนเยว่ก้มหน้ามองสร้อยที่คออีกครั้ง ก่อนจะยัดมันกลับเข้าไปใต้เสื้อ
นางหันไปมองชวีหลิวซี “พวกเจ้าว่าอันเจิงจะมีอันตรายหรือไม่?”
ชวีหลิวซีตอบ“คนของหน่วยทหารส่งจดหมายที่อันเจิงเป็นคนเขียนกลับมาแล้ว ลายมือในนั้นเป็นของอันเจิงจริงๆ ก่อนหน้านี้อันเจิงเคยบอกกับพวกเราเอาไว้ว่าเขาจะเขียนอักษรบางตัวให้พิเศษและแตกต่างออกไป แล้วยังมีเอกลักษณ์อื่น ๆ อีกข้าลองดูจดหมายนั่นแล้ว เป็นของเขาจริง ๆ เขาบอกว่า หน่วยทหารจะขังเขาพอเป็นพิธีแค่หนึ่งคืนเท่านั้นพรุ่งนี้ก็ถูกปล่อยตัวแล้ว”
กู่เชียนเยว่พึมพำขึ้นเบา ๆ“ถ้าอันเจิงคิดผิดล่ะ?”
ชวีหลิวซีมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
กู่เชียนเยว่ยกมือขึ้นมาแนบอก สร้อยของนางร้อนขึ้นเล็กน้อย
นางหันไปมองชวีหลิวซีแล้วพูดขึ้น“ก่อนข้าจะพาคนในเผ่าเข้าไปในโลกมายา ข้าไม่มีความรู้สึกดี ๆกับคนอย่างพวกเจ้าเลยสักนิด พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบอกว่าตัวเองเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และเมตตา แต่ในสายตาของพวกเราเผ่ากู่เลี่ยพวกเจ้ามันก็เป็นแค่คนที่เจ้าเล่ห์ ไร้สัจจะและตลบตะแลง แต่ต่อมาหลังได้มาอยู่ร่วมกับพวกเจ้า ความคิดของข้าจึงค่อย ๆ เปลี่ยนไปข้ารู้ดีว่าทุกชนเผ่าล้วนมีคนชั่วด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีคนดีมากกว่าเสมอทว่า...แม้ความคิดจะเปลี่ยนไปข้าก็ยังเลิกระแวดระวังต่อความชั่วในใจมนุษย์ไม่ได้อยู่ดี”
นางสูดหายใจเข้าลึก “อันเจิงไม่ใช่คนโง่ แต่เขาใจดีและเชื่อคนง่ายเกินไป”
ที่หน่วยทหาร ภายในห้องทำงานของเสนาบดีเฉินไจ่เหยียน รองเจ้ากรมของหน่วยทหารรินชาให้ห่าวผิงอันหนึ่งจอก ก่อนจะเดินไปนั่งที่ฝั่งตรงข้าม“ใต้เท้า เรื่องในวันนี้จะจัดการตามที่อันเจิงพูดจริง ๆ หรือขอรับ?”
ห่าวผิงอันพยักหน้า“อันเจิงเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก เดิมที เรื่องที่เขาทำในวันนี้เป็นโทษหนักที่ไม่อาจให้อภัยได้ในตอนแรกข้าคิดจะส่งเขาไปเป็นทาสในกรมทหาร จากนั้นก็ส่งต่อไปที่ชายแดนแต่สิ่งที่เขาพูดกลับทำให้ความคิดของข้าเปลี่ยนไป...ความจริงแล้ว สิ่งที่เขาพูดมาส่วนมากล้วนเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยและยากจะทำได้จริงแต่ที่เขาคิดว่าสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะเขางี่เง่าเกินไปหรอกนะแต่เป็นเพราะเขายังไม่เข้าใจระบบราชสำนักของแคว้นเยี่ยนต่างหาก”
“แต่พื้นฐานของสิ่งที่เขาพูดมาก็เป็นผลดีกับหน่วยทหารจริงๆ น่ะแหละ หลายปีมานี้ แม้สำนักวรยุทธ์ชางจะมีคนที่มีความสามารถอยู่ไม่น้อยแต่ที่ผ่านมาเราก็ยังเทียบชั้นกับสำนักต้าติงและสำนักไท่ซ่างเต้าไม่ได้อยู่ดียิ่งไปกว่านั้น เพราะสงครามเกิดขึ้นไม่หยุด นักเรียนดีเด่นของสำนักเรา เมื่อจบการศึกษาก็ต้องถูกส่งไปที่ชายแดนและคนที่ถูกส่งไปที่นั่นก็ตายไปมากถึงแปดในสิบคนเลยทีเดียว เหตุนี้หน่วยทหารของเราจึงมีกำลังสำรองที่ไม่เพียงพอมาโดยตลอด นานเข้าเราเลยจมเข้าสู่ภาวะขาดผู้สืบทอดเช่นนี้”
“พวกเราบังคับให้เด็กวัยรุ่นพวกนั้นเข้ารับราชการทหารด้วยกฎหมายได้ก็จริงแต่คนที่ถูกบังคับแบบนั้นจะเป็นทหารที่ดีได้หรือ?”
เฉินไจ่เหยียนถอนหายใจออกมา “เรื่องนี้ทำให้ข้านึกถึงนักเรียนที่เพิ่งจบการศึกษาไปเมื่อปีก่อนขึ้นมาอีกครั้งมีผู้จบการศึกษาถึงสามร้อยยี่สิบแปดคน แต่กลับมีเพียงสี่สิบคนเท่านั้นที่ได้ทำงานอยู่ในหน่วยทหารส่วนคนอื่นกลับถูกส่งไปที่ชายแดนกันหมดพวกเขาจบการศึกษาเมื่อเดือนเก้าของปีที่แล้ว นี่ก็ผ่านมาสิบเดือนเต็ม ๆ...เมื่อวานนี้ข้านำรายงานการบาดเจ็บล้มตายของทหารชายแดนออกมาสรุปอีกครั้ง จากนั้นก็ดูรายงานการตายของทหารพวกนั้นอย่างตั้งใจ”
เขาก้มหน้าลงต่ำ มีประกายความเศร้าใจฉายออกมาทางใบหน้า“สิบเดือนที่ผ่านมา นักเรียนดีเด่นสามร้อยสิบสี่คนตายในสนามรบไปมากถึงสองร้อยสิบเก้าคน และได้รับบาดเจ็บกับพิการรวมสามสิบสองคนเราเสียคนไปมากถึงแปดในสิบเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น คนสองในสิบที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นคนจากตระกูลใหญ่หรือมีคนในครอบครัวที่มีอำนาจด้วยกันทั้งสิ้น เพราะคนพวกนั้น ต่อให้จะไปที่ชายแดนก็ไม่จำเป็นต้องออกไปรบอยู่ดีพวกเขาแค่เดินทางไปที่นั่นเพื่อหาประสบการณ์เท่านั้น สักวันพวกเขาก็ต้องกลับมาทำงานในราชสำนักและอีกไม่นานคงได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับกลางของกองทัพแล้ว ทว่าคนที่เติบโตได้ด้วยเส้นสายเช่นนี้ก็เป็นเพียงตัวแทนแห่งผลประโยชน์ของตระกูลใหญ่ทั้งหลายเท่านั้น”
ห่าวผิงอันกล่าวขึ้น“แต่พวกเราก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่ดี อย่างไรเสียก็ต้องมีใครสักคนออกไปรบเพื่อบ้านเมือง พวกคนที่ไม่จำเป็นต้องออกไปรบมีอำนาจที่แข็งแกร่งมากพอคอยสนับสนุนอยู่ แต่นักเรียนที่มีฐานะยากจนพวกนั้นกลับแตกต่างออกไปหากอยากเปลี่ยนชีวิต อยากทำให้ตระกูลยิ่งใหญ่ขึ้น สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ก็คือต้องออกไปรบออกไปไขว่คว้าด้วยตัวเอง พวกเขาต้องสังหารศัตรู และเปิดทางแห่งอนาคตของตัวเองให้ได้”
เฉินไจ่เหยียนเงยหน้าขึ้น “แต่ว่าใต้เท้ามันจะไม่มีเหตุผลอื่นอยู่เลยหรือ? ทหารยากจนเหล่านั้นไม่ได้ตายเพราะใครบางคนหรือไร?พวกเขาก็เป็นเหมือนลูกอ๊อดตัวเล็ก ๆที่พยายามจะแทรกเข้าไปในแอ่งน้ำที่เต็มไปด้วยปลาใหญ่ แต่ปลาพวกนั้นไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาเข้าไปง่ายๆ แน่ ดังนั้นจึงวางแผนกำจัดลูกอ๊อดให้ตายอยู่นอกแอ่งน้ำ”
“ราชสำนักก็คือแอ่งน้ำนั่น”
เฉินไจ่เหยียนกำมือแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ห่าวผิงอันตบบ่าเฉินไจ่เหยียนเบา ๆ “ข้ารู้ข้าเข้าใจดี ดังนั้นข้าจึงเตรียมจะทำตามแผนของอันเจิงอย่างไรเล่าให้โอกาสกับคนจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมากขึ้น ให้การอบรมที่ดีกับคนมากขึ้น”
เฉินไจ่เหยียนหันไปมองห่าวผิงอัน “แต่ว่าใต้เท้าการแข่งขันแบบนั้นไม่ดุเดือดเกินไปหน่อยหรือขอรับ?”
“เป็นการเชือดเฉือนต่างหาก”
ห่าวผิงอันกล่าวขึ้น“เพื่อให้คนจากครอบครัวระดับล่างสามารถรับราชการในราชสำนักและกลายเป็นกำลังสำคัญของแผ่นดินพวกเราจำต้องรับนักเรียนยากจนเข้ามาให้ได้มากที่สุด แล้วภาวนาขอให้จำนวนคนตายมีน้อยกว่าจำนวนคนที่รับเข้ามาเพราะหากเป็นเช่นนี้ ต่อให้จะมีคนตายไปมาก แต่อย่างไรเสียก็ยังมีคนที่รอดและได้รับราชการอยู่ดีถูกต้องแล้ว นี่เป็นการเชือดเฉือนจริง ๆ เพราะมีเพียงหนึ่งในพันคนเท่านั้นที่จะอยู่รอดไปจนถึงตอนจบได้”
เฉินไจ่เหยียนเอาแต่ก้มหน้ามองจอกน้ำชาในมืออย่างเหม่อลอยโดยไม่ยอมกล่าวสิ่งใดออกมา
“เจ้าเป็นคนจากครอบครัวระดับล่าง”
ห่าวผิงอันมองไปยังเฉินไจ่เหยียนพลางกล่าวขึ้น“ดังนั้น เจ้ารู้ดีกว่าข้าว่าคนจากครอบครัวระดับล่างต้องลำบากมากแค่ไหน เจ้าจึงเห็นใจพวกเขามากกว่าข้าแต่จงเชื่อข้าเถิด ข้ากำลังพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือพวกเขาอยู่”
“ใต้เท้า การได้ทำงานกับท่านถือเป็นเกียรติที่สุดในชีวิตข้า”
เฉินไจ่เหยียนลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือในท่าคารวะ
ห่าวผิงอันส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม“หากจะเปรียบขุนนางในราชสำนักว่าเป็นปลาในแอ่งเหมือนที่เจ้าบอกข้าเองก็เป็นหนึ่งในปลาพวกนั้นเช่นกัน เพียงแต่...ข้าแตกต่างไปจากคนอื่น ๆก็เท่านั้น ราชาองค์ก่อนเคยตรัสเอาไว้ก่อนจะสิ้นพระชนม์ว่า ตระกูลมหาอำนาจที่ดูคล้ายเสาหลักของบ้านเมืองแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงปรสิตของบ้านเมืองเท่านั้น แต่เพื่อความมั่นคงของแผ่นดินราชสำนักก็ยังจำเป็นต้องใช้งานคนเหล่านี้ต่อไป ทว่าหากใช้เพียงพวกเขาบ้านเมืองต้องจบเห่แน่”
เขาหันไปมองเฉินไจ่เหยียน“และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมตอนนั้นราชาองค์ก่อนถึงแต่งตั้งให้เจ้าเป็นรองเจ้ากรมของหน่วยทหารโดยไม่สนคำคัดค้านของขุนนางคนอื่นๆ และเพราะรู้ว่าข้าเป็นคนอย่างไรจึงส่งเจ้ามาให้ข้า ให้เจ้ามาทำงานกับข้าทั้งหมดนี้ก็เพื่อฝึกฝนตัวเจ้า ให้เจ้ากลายเป็นตัวอย่างที่ดีที่คนระดับล่างจะภูมิใจทุกครั้งเมื่อพูดถึงกลายเป็นต้นแบบและเป้าหมายของคนระดับล่างทุกคน”
“ดังนั้น หลังราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ลงไทเฮาก็ทรงพยายามหาคนมารับตำแหน่งผู้ช่วยฝ่ายขวาของรองเจ้ากรมหน่วยทหารที่ว่างมานานแต่ข้าก็ปฏิเสธโดยบอกว่าคนพวกนั้นไว้ใจไม่ได้เพราะหากไทเฮาเอาคนพวกนั้นเข้ามาในหน่วยทหารได้ละก็ คนที่จะมารับตำแหน่งแทนข้าในอนาคตก็จะเป็นพวกเขาไม่ใช่เจ้า”
เขาพูดอย่างจริงจัง “แผ่นดินกำลังจมเข้าสู่ความวุ่นวายหน่วยทหารจึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด หากหน่วยทหารยังมีความยุติธรรมและเที่ยงตรงคนที่มาจากครอบครัวระดับล่างเหมือนเจ้าก็จะมีความหวัง บ้านเมืองก็เช่นกัน”
“เจ้าบอกว่ามันเป็นการเชือดเฉือนสินะแต่ตอนนี้ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ก็คือรักษาความหวังของแผ่นดินนี้เอาไว้ด้วยการเชือดเฉือนเช่นนี้แหละ”
เฉินไจ่เหยียนนั่งนิ่งอยู่กับที่ขณะที่ขอบตาก็เปลี่ยนมาเป็นสีแดง “คนระดับล่างมีใจรักและคิดจะทำเพื่อบ้านเมืองอย่างบริสุทธิ์ใจมากกว่าแต่กลับไม่ได้รับความสำคัญ ทว่า...ช่างเถอะ”
ห่าวผิงอันพูดขึ้น “ดังนั้นเราต้องทำตามวิธีของอันเจิงให้ได้ เดิมทีข้าเตรียมจะไปพบประชาชนที่มุงอยู่หน้าสำนักวรยุทธ์ชางในวันพรุ่งนี้แต่เมื่อลองมาคิดดูอีกทีแล้ว งานนี้เจ้าเหมาะสมกว่าข้า พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเฝ้าราชาเพื่อกราบทูลเรื่องนี้ต่อพระองค์”
“ราชา?”
เฉินไจ่เหยียนทอดถอนใจ “แต่เรื่องนี้...”
ยังไม่ทันได้พูดจนจบห่าวผิงอันก็พูดขัดขึ้นมาก่อน“อย่าพูดอะไรที่เป็นการหมิ่นเบื้องสูงเด็ดขาด ความจริงแล้วราชาทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลแต่น่าเสียดายที่รอบกายพระองค์มีคนชั่วมากเกินไป”
ห่าวผิงอันพูดขึ้น “พรุ่งนี้เจ้าไปจัดการประชาชนพวกนั้นทำให้พวกเขาใจเย็นลง บอกพวกเขาว่าทางสำนักวรยุทธ์ชางจะตรวจสอบเรื่องนี้เอง จากนั้นเจ้าก็ตรวจสอบเรื่องภายในสำนักให้ละเอียดภายในสามวันอย่าปล่อยคนทำผิดเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของสำนักเด็ดขาด พบใครทำผิดก็จับมาให้หมด”
“ต้องหยุดการตรวจสอบไว้ที่ใครขอรับ?” เฉินไจ่เหยียนถามขึ้น
ห่าวผิงอันชะงักนิ่งอยู่นานจากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรมากขึ้น “จัดการไปถึงรองเจ้าสำนักสักคนสองคนก็พอไม่ต้องสืบให้ลึกไปกว่านั้น”
เฉินไจ่เหยียนมีประกายความผิดหวังขึ้นในแววตาแต่เขาก็รู้ดีว่านี่เป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
ห่าวผิงอันรับรู้ได้ถึงความผิดหวังของเฉินไจ่เหยียนนอกจากนี้ ยังมีความรู้สึกที่คล้ายจะโศกเศร้าแฝงอยู่ด้วยแต่เพราะคิดว่าความเศร้าใจที่ประกายออกมาเกิดจากความสงสารคนระดับล่างด้วยกันเท่านั้นจึงไม่ได้คิดอะไรมากมาย ความเศร้าใจถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทซึ่งเราจะแยกประเภทไม่ได้เลยหากมันแฝงอยู่ในดวงตาของใครบางคน ในบางครั้งความเศร้าใจก็เกิดขึ้นเพราะตนเองแต่ในบางครั้งก็เกิดขึ้นจากคนอื่น เหมือนกับที่เป็นอยู่ในตอนนี้
ห่าวผิงอันพูดขึ้น “อันเจิงเป็นคนที่มีความสามารถใช้งานได้ ต่อไปหน่วยทหารก็ต้องถูกส่งต่อไปให้เจ้าอยู่ดี ดังนั้นเจ้าจึงควรจะหาผู้ช่วยให้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ คนบางพวกก็เป็นเหมือนฟางจือจี่กับฟางเต้าจือที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเองคนเช่นนี้เชื่อถือได้ แต่คำว่าเชื่อถือในที่นี้หมายถึงในเรื่องการคบหาเป็นการส่วนตัวเท่านั้นไม่ใช่เรื่องทางราชการ หวังไคไท่เป็นผู้ช่วยที่ข้าเตรียมไว้เพื่อเจ้าโดยเฉพาะคนผู้นี้มีนิสัยตรงไปตรงมา ทั้งยังรอบคอบไม่น้อย ทำอะไรมีขอบเขต เขาเป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของทหารชายแดนให้มาอยู่ข้างกายเจ้าก็ถือเป็นเรื่องดี”
“แต่แค่นี้ยังไม่พอต้องรับคนรุ่นใหม่เข้ามาอีก และเจ้าก็ต้องบ่มเพาะพวกเขาต่อ”
เฉินไจ่เหยียนพูดขึ้น “ใต้เท้าโปรดวางใจได้ข้าทำแน่”
ห่าวผิงอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าส่วนไหนที่ประหลาด เขาคิดว่าคำพูดของเฉินไจ่เหยียนเมื่อครู่มีบางอย่างไม่ค่อยชอบมาพากลการตอบเช่นนี้ไม่ใช่นิสัยของเขาเลย
“ไปเถอะ ไปพบอันเจิงกันไปฟังความเห็นจากเขาแล้วค่อยไปพบประชาชนต่อ”
ห่าวผิงอันมองจันทราด้านนอก “ไม่ได้กลับบ้านมานานกว่าสิบวันแล้ววันนี้คงต้องกลับไปเสียหน่อย”
“ข้าจะจัดคนไปส่งท่านที่บ้านเดี๋ยวนี้”
ห่าวผิงอันพยักหน้า “ได้”
ในขณะเดียวกัน ภายในคุกของหน่วยทหาร
อันเจิงนอนอยู่ในห้องเดี่ยวและมีเตียงขนาดใหญ่อยู่ในห้องจริง ๆ
แต่เตียงที่ว่านี้ เป็นเตียงที่พัศดีต่อขึ้นด้วยของที่มีลักษณะเรียบแบนเท่านั้นส่วนผ้าปูกับผ้าห่มก็ถือว่าใหม่และสะอาดสะอ้านดี นอกจากเตียงแล้ว ยังมีโต๊ะและเก้าอี้อยู่อย่างละตัวบนโต๊ะมีกับแกล้มอยู่ประมาณสี่ห้าอย่าง แล้วยังมีไหสุราวางอยู่ด้วย
อันเจิงมองไปรอบด้านนอกจากเครื่องทรมานที่ไม่เข้ากับห้องบนผนังนั่นแล้ว อย่างอื่นก็ถือว่าดีใช้ได้
แต่อันที่จริงแล้ว ในห้องขังของหน่วยทหารไม่สมควรจะมีเครื่องมือสำหรับทรมานห้อยอยู่นี่นา...เพราะห้องขังของที่นี่เป็นห้องขังชั่วคราวเท่านั้นและหน่วยทหารก็ไม่มีอำนาจในการทรมานนักโทษด้วย
ขณะกำลังคิดเช่นนั้นในหัว จู่ ๆก็มีเสียงปลดล็อกดังขึ้นที่หน้าประตู จากนั้นพัศดีสองคนก็เดินเข้ามาภายในห้องขัง “ท่านอันมีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกท่านเอาไว้ก่อน”
พัศดีที่เดินนำเข้ามาบอกกับอันเจิง “ท่านน่าจะต้องอยู่ในนี้ต่ออีกสักพัก”